วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เหลือให้ ไม่ใช่เหลือขอ
โดย สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com
สมัย เด็กๆ จำได้ว่าคุณย่าจะคอยเตือนเสมอว่า อย่ากินทิ้ง กินขว้าง อาหารในจานเรามี เท่าไหร่ เราควรทานให้หมดอย่าให้เหลือ สงสารคนที่ไม่มี ตอนนั้นคิดเล่นๆ และหลายครั้งยัง (กล้า) เถียงคุณย่าอีกว่า ถ้าทานไม่หมด แล้วคนที่ไม่มีจะอิ่มได้ยังไง ไม่ว่าจะเผลอเถียงจริงๆ หรือเล่นๆ กี่ครั้ง ก็โดนหยิกจริงๆ ทุกครั้งเลย
แต่ทีพอมีงานเลี้ยงที่บ้านทีไร ไม่ใช่ แค่คุณย่าที่บอกว่าให้จัดอาหารให้พร้อมเตรียมเผื่อไว้เยอะๆ เลย แต่เป็นผู้ใหญ่แทบทุกคน เพื่อว่าแขกทุกคนที่มาจะต้องอร่อยและอิ่มก่อนที่จะกลับบ้านไป ตอนที่มีแขกอยู่เต็มบ้านก็รู้สึกดีที่เราสามารถเชิญชวนให้แขกทุกๆ คนทานเข้าไป ทานเข้าไป และทานเข้าไป แม้จะทานเข้าไปมากขนาดไหน แต่เมื่องานเลี้ยงจบลง อาหารก็มักจะยังมีเหลือเฟือ แบ่งใครต่อใครก็แล้วมันก็ยังเยอะเหลือเกิน ทีนี้อารมณ์เสียดายเริ่มเกิดขึ้น สองจิตสองใจแล้ว ทีนี้ว่าคราวหน้าเตรียมไว้น้อยกว่านี้หน่อยดีไหม อีกใจก็คิดว่า แต่ถ้ามันไม่พอให้แขกทานล่ะทำยังไง ไม่ตัดสินใจสักที ความลังเลจึงกลายเป็นเหลือตลอดแทบทุกงาน
นี่ขนาดแค่ระดับครอบครัวใน บ้านหลังเล็กๆ แล้วอาหาร ขนมตามร้านต่างๆ โดยเฉพาะที่ต้องทำออกมาเตรียมไว้หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อล่ะ ไม่อยากจะคิด น่าจะต้องเหลือมากกว่านี้แน่ๆ พอเหลือแล้วทำอย่างไรกันต่อ ทิ้งเลยหรือ
และในวันหนึ่งดิฉันก็ได้รู้จักกับร้านขนมปังแห่งหนึ่ง คือ Panera Bread ก่อตั้งสาขาแรกในเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา มีแนวคิดแก้ปัญหาคาใจเรื่องของเหลือๆ นี้ด้วยซีเอสอาร์ที่ทำได้จริงทุกๆ วัน นั่นคือมีการริเริ่มโครงการบริจาคขนมปังของร้านเมื่อถึงเวลาร้านปิดในทุกๆ คืน ถึงแม้ขนมปังที่ขายไม่หมดอาจไม่อร่อยมากเท่าตอนที่อบใหม่ๆ จากเตา แต่มันก็จะถูกบรรจุหีบห่ออย่างดีและส่งไปประทังความหิวโหยให้แก่ผู้ยากไร้ใน มูลนิธิและศูนย์ ช่วยเหลือผู้หิวโหยต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในชุมชนใกล้กับร้าน
ใน ปี 2550 ร้านขนมปังภายใต้แบรนด์นี้ได้บริจาคขนมปังและขนมต่างๆ รวมทั้งหมดให้กับมูลนิธิต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ช่วยคนหิวโหยภายในประเทศได้มากมาย ร้านนี้ไม่ใช่แค่แบ่งปันของเหลือจากการขายเท่านั้น แต่ยังมีการเชิญชวนให้ลูกค้าของร้านบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนผ่านกล่อง บริจาคในร้าน และในบางครั้งทางเจ้าของแฟรนไชส์ Panera Bread และเจ้าของร้านสาขาจะสมทบเงินบริจาคบางส่วนอีกด้วย เงินบริจาคนี้ถูกนำไปจัดซื้อของที่จำเป็นสำหรับผู้ด้อยโอกาสในชุมชน และช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ ที่ยังขาดแคลน
ทางร้านยังช่วยระดมทุน ให้กับมูลนิธิต่างๆ ผ่านการขายบัตรของขวัญของร้านด้วยราคาลดพิเศษเป็นการเฉพาะให้กับมูลนิธิ จากนั้นให้มูลนิธินำบัตรของขวัญนั้นไปขายต่อที่ราคาเต็ม เงินกำไรส่วนต่างก็เข้าเป็นรายได้ของมูลนิธิไปเลย
ความคิดนี้นอก จากได้ช่วยมูลนิธิแล้วยังช่วยเพิ่มยอดขายของร้านได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการบริจาคขนมปังจากร้านเพื่อสนับสนุนงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมดีๆ อย่างนี้ที่ผนวกเข้าไปกับการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม โดยที่เริ่มจากเราเอง แต่ยังสามารถช่วยสร้างจุดยืนที่โดดเด่นให้กับองค์กรได้ ว่านี่แหละองค์กรฉัน ร้านขนมปังใจดี
คราวหน้าหากจะจัดงาน ลองพิจารณาดูดีไหมคะว่า แถวๆ นั้นมีใครท้องยังหิวหรือยังขาดในสิ่งที่เรามีเหลือเฟือพอจะให้คนที่ขาดโอกาส กว่าเราได้บ้าง เริ่มจากที่ตัวเราเองก่อนแล้วค่อยขยายไปยังองค์กรของเราก็ได้ค่ะ คราวนี้ไม่ต้องคิดมากเท่าเดิมก็ได้ ทานไม่หมดก็รู้แล้วว่าจะแบ่งให้คนที่ไม่มีอย่างไร ถ้าอย่างนี้ คุณย่าคะ คราวนี้คงไม่ว่าลงมาจากสวรรค์ว่าเถียงผู้ใหญ่นะคะ ก็นี่มันเป็นความจริงที่ทำได้จริงๆ
นี่นา
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr06160352&day=2009-03-16§ionid=0221
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น