และ เป็นตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่าในปีนี้ ประเด็นปัญหาการว่างงานกำลังจะกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่นำไปสู่ประเด็นปัญหา อื่นๆ ทางสังคม ตั้งแต่ปัญหายาเสพย์ติด ความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม ฯลฯ
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่เลือกเดินบนเส้นทางสายความรับผิดชอบแล้ว
" ปัญหาการว่างงาน" ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ถือเป็นประเด็นทางสังคมที่ธุรกิจใน พ.ศ.นี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงในการช่วยบรรเทาให้ปัญหานี้เบาบางลง และเชื่อว่าประเด็นร้อนนี้จะกลายเป็นแนวโน้มที่ถูกบรรจุอยู่ในกิจกรรมเพื่อ สังคม (CSR) ขององค์กรในปีนี้
ว่าแต่ระดับความสำคัญของปัญหานี้อยู่ เพียงแค่องค์กรเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนการแก้ปัญหาสังคมภายนอกในการสร้าง โอกาสในการมีงานทำเท่านั้นหรือ
การปรับตัวรับมือกับวิกฤตของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเครือ ซี.พี. นั้นมีมุมมอง ที่น่าสนใจ
ใน งานคุยกับ ซี.พี. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2552 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน ธรรมเนียมปฏิบัติของเครือ ซี.พี. ที่จะเปิดโอกาสให้ "ผู้บริหาร" มาพบปะ "สื่อมวลชน" บนเวทีรอบนี้ ประเด็นคำถามส่วนใหญ่ที่สื่อมวลชนโยนให้ผู้บริหารตอบนั้นไม่พ้นเรื่องแผนการ รับมือกับวิกฤต เพียงแต่คำตอบนั้นน่าสนใจ
น่าสนใจตรงที่แผนการรับมือกับวิกฤตมิได้มีเพียงแผนการลดต้นทุน กลยุทธ์ทางการตลาด ช่องทางใหม่ในการขยายตลาด
แผน การรับมือวิกฤตในวันนี้ยังรวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิด ขึ้นกับพนักงานภายในองค์กรและการสร้างโอกาสให้กับผู้ว่างงานในสังคม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (steakholders) ที่เป็นหลักสำคัญในแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility : CSR)
ตู้เย็นของชุมชนแก้ปัญหาว่างงาน
สิ้น เสียงเคาะระฆังที่ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณท์ กล่าวเปิดตลาดนัดข่าวและแนะนำตัวผู้บริหาร "ประชาชาติธุรกิจ" เลือกเข้าไปนั่งคุยกับ "จักร์ชัย นุชประยูร" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจซีพี เฟรชมาร์ท บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นคนแรก หลังจากที่เขาเกริ่นนำบนเวทีว่า "ซีพี เฟรชมาร์ทจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ภายใต้โมเดลตู้เย็นชุมชน"
" จักร์ชัย" ขยายความถึงที่มาของโครงการนี้ว่า "ผมเห็นอพาร์ตเมนต์ที่เคยมีคนเช่าเต็มไปหมดหายไปเลยทั้งตึก เพราะคนถูกปลดออกจากงานและกลับบ้านที่ ต่างจังหวัด เราเลยมาเริ่มคิดกันว่า ซีพี เฟรชมาร์ทจะตอบโจทย์สังคมเกี่ยวกับปัญหานี้ได้อย่างไร เพื่อสร้างโอกาสให้คนที่ว่างงาน เหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้เสริมในขณะที่เขายังว่างงานอยู่"
โดยตี โจทย์จากธุรกิจที่ทำอยู่ ใน 6 เดือนที่ผ่านมาจึงใช้พื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างรายได้และ อาชีพให้กับคนว่างงาน โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนนำตู้เย็นและผลิตภัณท์ของซีพี เฟรชมาร์ทไปตั้งขายที่บ้านโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากค่าไฟฟ้าสำหรับตู้เย็นเดือนละ 20 บาท และเป็นรูปแบบในการขยายธุรกิจโดยมีร้านของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" ที่มีอยู่เป็นแกน โดยพื้นที่รอบๆ สาขาสามารถตั้งตู้เย็นชุมชนได้ 5 จุด
" เรามองว่าไม่ว่าทำเลจะเป็นยังไง จะอยู่ในบ้านที่ไม่เคยทำการค้ามาก่อน จะเป็นทาวน์เฮาส์ เขาก็สามารถตั้งตู้เย็นได้ เพราะถ้าในชุมชนนั้นมีคน 100-200 ครัวเรือนขึ้นไป เขาก็ทำหน้าที่ขายสินค้าแทนเราได้ และที่ทดลองทำมาในแต่ละจุดที่มีการนำตู้เย็นไปตั้ง สามารถขายสินค้าได้วันละ 200-300 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้ในระดับหนึ่งสำหรับผู้ว่างงาน"
ซึ่งถ้าดู จากแผนการขยายสาขาในปี 2552 ของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" ที่ตั้งเป้าขยายสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกว่า 500 สาขา ก็เท่ากับว่าในปีนี้จะสามารถขยายจุดในการตั้งตู้เย็นชุมชนได้ถึง 2,500 จุด
สร้างโอกาสให้บัณฑิตใหม่
แม้เขาจะยอมรับว่า "เราไม่สามารถช่วยลดการว่างงานได้มาก แต่ก็เชื่อว่าตู้เย็นชุมชนจะเป็นช่องทางในการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง และในเวลาเดียวกันยังส่งผลดีกับธุรกิจซึ่งเหมือนมีผู้ขายมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาเพิ่มยอดขายของร้านเฟรชมาร์ทในแต่ละสาขาได้ 20% ถ้าคำนวณจากยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2552 ถึง 5,000 ล้านบาท จำนวนรายได้จากตู้เย็นชุมชนจะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านบาท หากสามารถขยายจุดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" จักร์ชัยกล่าว
นอกจากนี้ ในโมเดลของการขยายธุรกิจ อนาคตยังพยายามตอบโจทย์เดียวกันในการสร้างโอกาสให้กับเด็กที่จบใหม่ได้เป็น เจ้าของธุรกิจโดยในแผนการขยายธุรกิจของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมีโอกาสสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง แทนที่จะเลือกขายแฟรนไชส์ให้กับคนที่มีงบประมาณในการลงทุนอย่างเดียว
" จักร์ชัย" บอกว่า "ในวิกฤตแบบนี้เรามองว่าต้องให้โอกาสคนจบการศึกษา เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีอาชีพเป็นของตัวเองเหมือนกับที่สิงคโปร์ให้โอกาส โดยพนักงานที่มาอยู่กับเราจะมีโอกาสก้าวสู่การเป็นเจ้าของร้าน เพราะเชื่อว่าการที่มีโอกาสมาสัมผัสธุรกิจ เรียนรู้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนกว่าการที่เราขายให้คนที่เพียงแต่จะมีเงิน ในการลงทุนอย่างเดียว"
พัฒนาทักษะ-เพิ่มรายได้
ในอีก วงสนทนาหนึ่ง "วิเศษ วิศิษฎ์วิญญู" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด (ซี.พี.แรม) พูดคุยอย่างออกรสถึงแผนการปรับตัวของ ซี.พี.แรม ในปีนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างความ
แข็งแกร่งภายในองค์กร โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่การพัฒนาทักษะบุคลากรและคุณภาพชีวิต เพราะเชื่อว่ายิ่งวิกฤตยิ่งต้องช่วยเหลือกัน จึงจะสามารถฟันฝ่าวิกฤตไปได้ โดยบรรจุแผนการพัฒนาพนักงานในทุกระดับในแผนธุรกิจ
"เรายึดหลักการ บริหารจัดการที่เป็นเลิศ ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หลักสำคัญที่เรามองคือพนักงาน ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราจะสามารถทำอย่างไรบ้างที่จะเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ให้ พนักงาน โดยพยายามพัฒนาศักยภาพของแรงงานให้ทุกคนสามารถกลายเป็นแรงงานฝีมือที่มีราย ได้อย่างน้อยที่สุด 10,000 บาทขึ้น โดยส่งเสริมให้เรียนผ่านระบบทวิภาคี ซึ่งร่วมกับอาชีวศึกษาในการพัฒนาทักษะวิชาชีพทั้งในระยะสั้นและระดับ ปวช. ปวส. โดยเปิดโอกาสให้เขาเรียนไป ทำงานไป และล่าสุดเพิ่งมีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่โรงงาน และมีเป้าหมายว่าในจำนวน พนักงานระดับแรงงานจะต้องกลายเป็นแรงงานฝีมือทั้งหมดภายในระยะเวลา 3 ปี"
" จะเห็นว่าคนที่ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมจะมีศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้น โดยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ซึ่งทำให้การทำงานมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย จะเห็นได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องขยายโรงงาน แต่การพัฒนาศักยภาพพนักงานจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย การพัฒนาพนักงานยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสร้างการยอมรับในสังคม"
ในทางกลับกัน บริษัทพยายามลดรายจ่ายภายใต้โครงการช่วยลดค่าครองชีพ โดยล่าสุดเพิ่งสร้างหอพักใหม่บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 4 อาคาร ที่สามารถรองรับ พนักงานได้กว่า 1,200 คน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพจากการเช่าหอพัก ลดความเครียดจากการเดินทาง และเป็นการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมกับพนักงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ซี.พี.แรมเพิ่งได้รับประกาศนียบัตรการเข้าร่วมโครงการนำร่องด้านความรับผิด ชอบต่อสังคมของโรงงาน (CSR-DIW)
ลดรายจ่าย ตัวช่วยพนักงานฝ่าวิกฤต
ใน เรื่องของการลดรายจ่าย ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณท์ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงมาก ซี.พี.ก็เป็นรายแรกๆ ที่เพิ่มรายได้เพื่อให้พนักงานอยู่ได้ โดยไม่ได้กำหนดเองว่าจะเพิ่มเท่าใด แต่ยังทำการสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานระดับล่างว่ามีรายได้เท่าไหร่ถึงจะ อยู่ได้ และบริษัทก็เพิ่มให้ตามนั้น
"ในภาวะวิกฤตแบบนี้เรายังลงไป ดูแลพนักงานในระดับลึก ถึงกับว่าใครเป็นหนี้เป็นสินถูกฟ้องอยู่ เราก็เข้าไปช่วยเจรจา และยังเปิดคลินิกในการช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของพนักงาน และมีการส่ง พนักงานที่มีรายได้เฉลี่ยใกล้เคียงกันกับคนที่มีปัญหา แต่สามารถอยู่ได้และมีเงินเก็บมาเป็นคู่หูในการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้เงิน ซึ่งทำให้ปัจจุบันขยายมาสู่การเป็นชุมชนพอเพียงที่พนักงานในเครือ ซี.พี.ที่อยู่ในแต่ละบริษัทมีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้ชีวิตบนความพอเพียง ซี.พี.เราก็ใส่ใจเรื่องแบบนี้"
"เป็นการ สร้างจิตวิญญาณความเป็นครอบครัวที่ ซี.พี.พยายามสร้างและพัฒนาบริษัททุกแห่งในเครือให้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียว กัน !!" ดร.อาชว์กลล่าวในที่สุด
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01020352&day=2009-03-02§ionid=0221
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น