แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ csr prachachart 2009 march แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ csr prachachart 2009 march แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อ CSR
โดย อนันตชัย ยูรประถม
Q : ทำไมองค์กรมีขื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการทำ CSR มีโครงการเพื่อสังคมต่างๆ มากมาย แต่ทำไมปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ ถ้าเช่นนั้นองค์กรควรจะทำ CSR ต่อหรือไม่
ตอนที่คุยกับคนที่ถามคำ ถามนี้ ผมรู้สึกดีมากนะครับ เพราะเค้าให้ความสำคัญกับ CSR และมองว่า CSR เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์กร แต่ทำไมบูชาก็แล้ว ลูกค้าก็ไม่เห็นจะมีมาเพิ่มขึ้น พนักงานไม่เห็นจงรักภักดี แถมยังมีข่าวฉ้อฉลหลอกลวงลูกค้าอีก เบื้องต้นพอผมถามว่า CSR ที่ว่านี้ ทำอะไรไปบ้าง ก็ได้คำตอบว่า มีโครงการเพื่อสังคมเต็มรูปแบบ ทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษา การพัฒนาชุมชน ใช้งบประมาณไปเยอะมาก แต่ยังไม่เห็นผลอะไรดังว่า ปีนี้เศรษฐกิจแย่ ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง พอซักไซ้ไล่เลียงไปเรื่อย ผมก็เลยสรุปให้ว่า CSR ของพี่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะพิธีกรรมและมวลสารไม่ถูกต้อง นึกภาพออกมั้ยครับ เวลาไปบูชาพระมาแพงลิบลิ่วแล้วโดนฟันธงว่า "ปลอม" ไปหาดูได้แถวท่าพระจันทร์ครับ
มวลสารที่ว่านี้ต้องประกอบไปด้วยสิ่ง ต่างๆ ที่เป็นมงคล ได้แก่ธรรมาภิบาล การคุ้มครองผู้บริโภค การดูแลพนักงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นต้น ซึ่งจะต้องผสมผสานกัน ขึ้นอยู่กับ CSR ของแต่ละที่ว่าจะต้องมุ่งเน้นอะไร แต่ไม่ใช่อันเดียวโดดๆ ถ้าจำได้ องค์กรที่ต้องล้มหายตายจากไปอย่าง Enron WorldCom ล่าสุด Satyam ของอินเดียก็เคยโด่งดังในฐานะผู้สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมระดับบิ๊ก แต่ปัญหาก็คือความโปร่งใสและธรรมาภิบาล หรือที่ผมเจอเข้ากับตัวเองตอนไปซื้อของที่มินิมาร์ตในปั๊มน้ำมัน พนักงานดูแลผมได้เทียบเท่าหรือต่ำกว่าคนมาขอฟรีเลยครับ แม้ผมจะรู้สึกดีกับองค์กร แต่ผมก็ไม่อยากเข้าครับ อันนี้โครงการสังคม ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ
พอได้เนื้อมวลสารที่สำคัญๆ ครบแล้ว พิธีกรรมก็สำคัญครับ ที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องเข้าร่วมด้วย แต่ละฝ่ายต้องรู้กรอบ ทิศทาง CSR ขององค์กรและประเด็นที่ตัวเองเกี่ยวข้อง รวมถึงการนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับกรอบที่วางไว้ อีกทั้งต้องประสานสอดคล้องกับประเด็นอื่นๆ ตรงนี้สำคัญครับ CSR ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ครบ แต่ต้องเป็นเสมือนฟันเฟืองที่ช่วยกัน ขับเคลื่อน มีวิธีผสมผสานคุณค่าระหว่างกัน
ต่อมา CSR แบบครอบจักรวาล หายาก เรียกได้ว่าคงต้องดูให้เหมาะสำหรับองค์กรว่าจะเด่นด้านไหน เมตตามหานิยมกับผู้คน ที่อยู่ร่วม ก็คงต้องหารุ่น corporate citizenship หรือการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม แต่ถ้าประเภทต้องรบทัพจับศึกอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องยอดธงครับ ชูให้เด่นเลย ว่าเราครบถ้วนตามมาตรฐานสากลที่ลูกค้าต้องการ ไม่ด้อยกว่าคู่แข่ง แต่ถ้าทำ CSR แบบครบมวลสารและพิธีกรรมแล้ว ปัญหายังมี ไม่ต้องกลัวครับ ไม่มีใครในโลกที่ไม่มีความ ผิดพลาด ที่สำคัญ คือฟันเฟืองต่างๆ ของ CSR จะหนุนคุ้มครองให้เอง เช่น สินค้ามีปัญหา แต่ระบบความสามารถในการถูกตรวจสอบที่มีอยู่ทำงาน พนักงานเต็มใจมุ่งมั่นแก้ปัญหา สังคมไว้วางใจ ก็รอด อันนี้แหละครับ ที่เรียกว่า CSR ของจริง...ฟันธง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr06300352&day=2009-03-30§ionid=0221
ซีเอสอาร์และทารก
โดย สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com
" หลังคลอดจะออกไปเลี้ยงลูก" คุณแม่คนใหม่ที่รักการทำงานและเป็นลูกจ้างมืออาชีพหลายคนจะทรมานใจกับประโยค นี้ที่ต้องพูดออกมา เพราะใจจริงยังไม่อยากหยุดทำงาน แต่ จำใจต้องหยุดด้วยสารพัดเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นไม่รู้จะฝากลูกเล็กๆ ที่เพิ่งคลอดไว้ให้ใคร ลางานก็ลาได้ไม่นาน แล้วหลังจากลางานแล้วตอนกลับไปทำงานล่ะ ที่บ้านก็ไม่มีใครเลี้ยงลูกให้ ถ้าจะเอาลูกไปฝากใครๆ เลี้ยงก็ห่วงอีก ไม่รู้จะไว้ใจได้แค่ไหน และถึงจะดูแลลูกให้ดียังไงก็ไม่มีทางเท่าพ่อแม่ คิดหลายตลบแล้วหลายคนจึงตัดสินใจลาออกหลังจากคลอด
คุณแม่อีกส่วนที่ ตัดสินใจว่าจะกลับมาทำงานตามเดิม เมื่อกลับมาทำงานอีกครั้งก็วนกลับไปสู่ความกังวลเดิมว่าลูกยังเล็กมาก อายุไม่กี่เดือน จะเป็นยังไงบ้าง โดยส่วนใหญ่คุณแม่จะกลับมาทำงานภายในเวลา 1 เดือนครึ่ง-3 เดือนตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนด อย่างไรก็ตามความกังวลนี้บรรเทาได้ ด้วยความร่วมมือจากบริษัทและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง ดีๆ คือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในองค์กรที่มีชื่อว่า สมาคมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการบริหารจัดการแห่งออนแทริโอ หรือ AMAPCEO ไม่ต้องเสียเวลากังวลกับเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่ในสมาคมนี้มีสิทธิลาคลอดได้ถึง 1 ปีพร้อมกับรับเงินทดแทนจากสมาคม ใกล้เคียงกับเงินเดือนตลอดระยะเวลาที่ลางานไป และไม่ใช่เพียงแค่คุณแม่ที่ลาคลอดได้เท่านั้น แต่คุณพ่อ คนดีก็สามารถลางานในระหว่างที่คุณแม่ลาคลอดนี้ได้เพื่อช่วยคุณแม่ดูแลลูก น้อยแรกเกิดได้เป็นเวลา 9 เดือนเลยทีเดียว ใน 9 เดือนนี้ก็ได้รับเงินทดแทนเกือบเท่าเงินเดือนเช่นกัน
สมาคมนี้ไม่ได้ ส่งเสริมแค่คุณแม่คุณพ่อตัวจริงที่ให้กำเนิดลูกน้อยร่วมสายเลือดเดียวกัน เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ในสมาคมซึ่งขอรับเด็กมาเป็นลูกบุญธรรมสามารถ ลางานในช่วงแรกของการรับเด็กมาได้เป็นระยะเวลาเท่ากับคุณพ่อคือ 9 เดือนเช่นกัน แถมพิเศษเมื่อถึงวัยที่เจ้าหน้าที่คนใดแปลงร่างเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย แล้วก็ยังสามารถลางานได้โดยที่ยังได้เงินเดือนอยู่เป็นเวลา 5 วันค่ะ สมาคมนี้ยังสนับสนุนความอบอุ่นในสถาบันครอบครัวด้วยการจัดให้มีการทำงานจาก ที่บ้านได้ ลดวันทำงานแต่เพิ่มชั่วโมงในแต่ละวันตามความต้องการและความสมัครใจของเจ้า หน้าที่ซึ่งแตกต่างกัน
คิดไม่ออกเลยว่า ถ้าใครโชคดีได้เป็น เจ้าหน้าที่ในสมาคมนี้ หรือได้ทำงานในองค์กรที่มีนโยบายดีๆ อย่างนี้แล้ว ใครคนนั้นจะอุ้มลูกตัวน้อยๆ ไว้ในอ้อมกอดก่อนครบขวบแรกแบบไร้กังวลพร้อมกับยิ้มได้กว้างไปถึงไหน ในขณะเดียวกันองค์กรจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้หลายด้านด้วยกัน ไม่เพียงแต่ในด้านความรับผิดชอบต่อพนักงานแล้ว แต่ยังสามารถช่วยขจัด ความกังวลกวนใจของพนักงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานไม่ถูกกระทบในด้านลบ ช่วยสร้างเสริมระดับความจงรักภักดีของพนักงานต่อองค์กร รักษาพนักงานดีๆ ซึ่งมีประสบการณ์และความรู้ไว้ในองค์กรต่อไปได้ในระยะยาว
การทำซี เอสอาร์นั้นไม่จำเป็นต้องวิ่ง ออกไปนอกองค์กรเสมอไป แต่สามารถทำได้ด้วยการดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร อย่างเช่น พนักงานซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญมาก
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05300352&day=2009-03-30§ionid=0221
"สวิฟท์" บ.เล็กสู่ฝันใหญ่
"สวิฟท์" บ.เล็กสู่ฝันใหญ่ ส่งคุณค่าจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค
ท่าม กลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลก ภาคการ ส่งออกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่แทบไม่มีผลใดๆ ต่อเจ้าของรางวัล SVN Awards ปี 2551 ประเภทภาคธุรกิจอย่าง บริษัทสวิฟท์ ผู้ส่งออกผักและผลไม้ออร์แกนิกของไทย ยิ่งกว่านั้นยังมีออร์เดอร์เข้ามามากมายจนต้องรับคนเพิ่ม นั่นเป็นเพราะผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทใน การดำเนินการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมมาแต่แรก จากแนวคิดที่ต้องการให้สินค้าส่งถึงมือผู้บริโภคด้วยความปลอดภัยสูงสุด
" เราเริ่มตั้งธุรกิจจากความคิดที่ว่า เป็นบริษัทเล็กแต่ฝันใหญ่ คือจะผลิตแต่สินค้าที่มีความปลอดภัยในการบริโภคสูงสุดตามมาตรฐานโลก อะไรที่คิดว่าเป็นสิ่งที่มีความปลอดภัยสูงสุดเราจะทำ เวลานี้เราพูดถึงเรื่องซีเอสอาร์แต่เราทำมาแล้วกว่า 20 ปี และทำต่อเนื่องมา จากสิ่งนี้ก็สะท้อนกลับมาคือลูกค้าของเราในประเทศต่างๆ เชื่อถือ ไม่ว่าจะเกิดภาวะอะไรก็ตามเราจะได้รับ ผลกระทบน้อยมาก หลายแห่งอาจจะไม่มีออร์เดอร์ หรือลดลง แต่ของเราก็ยังรับ คนเพิ่ม" ไพชยนต์ เอื้อทวีกุล ประธานกรรมการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด กล่าว
ทุก 7-10 เที่ยวบินตลอด 365 วัน ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของสวิฟท์จะถูก ส่งออกไปยัง 10 ประเทศในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางโดยไม่เคยประสบปัญหาสารตกค้างหรือสินค้าไม่มีคุณภาพ เพราะมีการควบคุมมาตั้งแต่ต้นทางและสามารถตรวจทวนย้อนกลับได้จนถึงแปลงปลูก และผู้ปลูกทุกคน โดยมีการติดบาร์โค้ดไว้ที่ผลผลิตทุกชิ้น
"การทำให้ อาหารปลอดภัยต้องรวมกลุ่มเกษตรกรเข้ามาผลิต และเปลี่ยนการเกษตรที่ทำกันทั่วไปให้มีระบบ โดยมีพื้นฐานความรู้ไม่ว่าผู้บริโภคอยู่ที่ไหนจะได้ของที่ดีคุ้มค่า ปลอดภัย นอกจากนี้ยังดูด้วยว่าการปลูกไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือกระทบโครงสร้าง ของระบบนิเวศ และเกษตรกรต้องไม่เป็นอันตรายจากการใช้สารเคมี"
การ ดำเนินงานของบริษัทสวิฟท์ไม่เพียงแต่มองความปลอดภัยของผลผลิตเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่เป็นเหมือนหุ้นส่วนที่ต้องได้รับผล ประโยชน์สูงสุดและพร้อมช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหา นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ประกันราคาให้กับเกษตรกรที่ถึง แม้ใน ตอนนั้นราคาตลาดจะสูงกว่าก็ยังจ่ายให้ในราคาตลาด
"อย่างที่ เชียงใหม่ก่อนเก็บผลผลิตมีลูกเห็บลงและดินถล่ม เกษตรกรเก็บผลผลิตไม่ได้ เราก็คำนวณผลผลิตต่อไร่และนำเงินไปให้โดยไม่ต้องมีสัญญาผูกมัดเพราะเห็นว่า เป็นหน้าที่ของผู้มีกำลังมากกว่า และการที่เราทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทำให้เกษตรกรเลือกที่จะทำธุรกิจกับเรา และโมเดลนี้ก็เป็นที่สนใจขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาตินำไปขึ้น ที่เว็บไซต์เผยแพร่"
จากวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าของเกษตรกรขายได้ทุกชิ้นไม่ว่าจะไม่ได้มาตรฐานเพราะบริษัทจะปรับ แนวทางผลผลิตสำหรับสินค้าเหล่านี้ในรูปแบบอื่น เช่น ทำให้พร้อมรับประทานเพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบได้ 100%
ด้าน สังคม ก่อนหน้านี้บริษัทให้เงินทุนเพื่อช่วยเหลือลูกเกษตรกรของบริษัทด้านการศึกษา มากว่า 3 ปี เพื่อให้ง่ายขึ้นทางบริษัทได้ตั้งมูลนิธิเพื่อนขึ้นมาเพื่อเอาผลกำไรส่วน หนึ่งของบริษัทเข้าไปช่วยเหลือสังคม
โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนแต่เรียน ดีมีความตั้งใจจะส่งเสียให้เรียนชั้นสูงสุดเท่าที่จะเรียนได้ โดยได้เงินหลักจากบริษัทและคู่ค้าในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
"สินค้า ของเรานอกจากปลอดภัยแล้วคนซื้อจะมั่นใจว่าได้ของที่ดีที่สุดและคุ้มค่า รู้ว่าทุกบาทที่ซื้อเรามาเกษตรกรได้เป็นหลัก และยังเจือจานไปให้ผู้ด้อยโอกาส"
ขณะนี้บริษัทสวิฟท์ยังมีแนวคิด ที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ราคาถูกและมีคุณภาพมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ โดยปลูกผักอินทรีย์และกระจายสินค้าขายตามจุดที่เป็นสมาชิกเพื่อขจัดปัญหาพ่อ ค้าคนกลางและลดต้นทุนในการขนส่งและการจัดการ รวมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศด้อยพัฒาอย่างพม่าและลาวจากคำเชิญของ FAO
"เราต้องการแสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นธรรมได้กับทุกฝ่าย ไม่ต้องเอารัดเอาเปรียบใครก็สามารถทำธุรกิจให้เจริญเติบโตได้ ทำแบบนี้จะยั่งยืนกว่า" ไพชยนต์ทิ้งท้าย
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04300352&day=2009-03-30§ionid=0221
" เราเริ่มตั้งธุรกิจจากความคิดที่ว่า เป็นบริษัทเล็กแต่ฝันใหญ่ คือจะผลิตแต่สินค้าที่มีความปลอดภัยในการบริโภคสูงสุดตามมาตรฐานโลก อะไรที่คิดว่าเป็นสิ่งที่มีความปลอดภัยสูงสุดเราจะทำ เวลานี้เราพูดถึงเรื่องซีเอสอาร์แต่เราทำมาแล้วกว่า 20 ปี และทำต่อเนื่องมา จากสิ่งนี้ก็สะท้อนกลับมาคือลูกค้าของเราในประเทศต่างๆ เชื่อถือ ไม่ว่าจะเกิดภาวะอะไรก็ตามเราจะได้รับ ผลกระทบน้อยมาก หลายแห่งอาจจะไม่มีออร์เดอร์ หรือลดลง แต่ของเราก็ยังรับ คนเพิ่ม" ไพชยนต์ เอื้อทวีกุล ประธานกรรมการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด กล่าว
ทุก 7-10 เที่ยวบินตลอด 365 วัน ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของสวิฟท์จะถูก ส่งออกไปยัง 10 ประเทศในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางโดยไม่เคยประสบปัญหาสารตกค้างหรือสินค้าไม่มีคุณภาพ เพราะมีการควบคุมมาตั้งแต่ต้นทางและสามารถตรวจทวนย้อนกลับได้จนถึงแปลงปลูก และผู้ปลูกทุกคน โดยมีการติดบาร์โค้ดไว้ที่ผลผลิตทุกชิ้น
"การทำให้ อาหารปลอดภัยต้องรวมกลุ่มเกษตรกรเข้ามาผลิต และเปลี่ยนการเกษตรที่ทำกันทั่วไปให้มีระบบ โดยมีพื้นฐานความรู้ไม่ว่าผู้บริโภคอยู่ที่ไหนจะได้ของที่ดีคุ้มค่า ปลอดภัย นอกจากนี้ยังดูด้วยว่าการปลูกไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือกระทบโครงสร้าง ของระบบนิเวศ และเกษตรกรต้องไม่เป็นอันตรายจากการใช้สารเคมี"
การ ดำเนินงานของบริษัทสวิฟท์ไม่เพียงแต่มองความปลอดภัยของผลผลิตเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่เป็นเหมือนหุ้นส่วนที่ต้องได้รับผล ประโยชน์สูงสุดและพร้อมช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหา นอกจากนี้ยังมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ประกันราคาให้กับเกษตรกรที่ถึง แม้ใน ตอนนั้นราคาตลาดจะสูงกว่าก็ยังจ่ายให้ในราคาตลาด
"อย่างที่ เชียงใหม่ก่อนเก็บผลผลิตมีลูกเห็บลงและดินถล่ม เกษตรกรเก็บผลผลิตไม่ได้ เราก็คำนวณผลผลิตต่อไร่และนำเงินไปให้โดยไม่ต้องมีสัญญาผูกมัดเพราะเห็นว่า เป็นหน้าที่ของผู้มีกำลังมากกว่า และการที่เราทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทำให้เกษตรกรเลือกที่จะทำธุรกิจกับเรา และโมเดลนี้ก็เป็นที่สนใจขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาตินำไปขึ้น ที่เว็บไซต์เผยแพร่"
จากวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าของเกษตรกรขายได้ทุกชิ้นไม่ว่าจะไม่ได้มาตรฐานเพราะบริษัทจะปรับ แนวทางผลผลิตสำหรับสินค้าเหล่านี้ในรูปแบบอื่น เช่น ทำให้พร้อมรับประทานเพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบได้ 100%
ด้าน สังคม ก่อนหน้านี้บริษัทให้เงินทุนเพื่อช่วยเหลือลูกเกษตรกรของบริษัทด้านการศึกษา มากว่า 3 ปี เพื่อให้ง่ายขึ้นทางบริษัทได้ตั้งมูลนิธิเพื่อนขึ้นมาเพื่อเอาผลกำไรส่วน หนึ่งของบริษัทเข้าไปช่วยเหลือสังคม
โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนแต่เรียน ดีมีความตั้งใจจะส่งเสียให้เรียนชั้นสูงสุดเท่าที่จะเรียนได้ โดยได้เงินหลักจากบริษัทและคู่ค้าในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
"สินค้า ของเรานอกจากปลอดภัยแล้วคนซื้อจะมั่นใจว่าได้ของที่ดีที่สุดและคุ้มค่า รู้ว่าทุกบาทที่ซื้อเรามาเกษตรกรได้เป็นหลัก และยังเจือจานไปให้ผู้ด้อยโอกาส"
ขณะนี้บริษัทสวิฟท์ยังมีแนวคิด ที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ราคาถูกและมีคุณภาพมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ โดยปลูกผักอินทรีย์และกระจายสินค้าขายตามจุดที่เป็นสมาชิกเพื่อขจัดปัญหาพ่อ ค้าคนกลางและลดต้นทุนในการขนส่งและการจัดการ รวมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศด้อยพัฒาอย่างพม่าและลาวจากคำเชิญของ FAO
"เราต้องการแสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นธรรมได้กับทุกฝ่าย ไม่ต้องเอารัดเอาเปรียบใครก็สามารถทำธุรกิจให้เจริญเติบโตได้ ทำแบบนี้จะยั่งยืนกว่า" ไพชยนต์ทิ้งท้าย
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04300352&day=2009-03-30§ionid=0221
CSR กับบทบาทที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
โดย ดร.พรชัย ศรีประไพ กรรมการมูลนิธิรักษ์ไทย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ อิมพีเรียล พลาซ่า จำกัด
ภาวะ วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังลุกลามไปอยู่ทั่วโลก นับวันจะยิ่งรุนแรง และมีผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้นทุกที ในระยะแรกมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจตกต่ำรอบนี้คงจะไม่ร้ายแรงนัก และคงจะควบคุมได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศไทยที่อ้างว่ามีประสบการณ์มาจาก ปี" 40 แล้ว ฐานะ การเงินเรายังมั่นคง ผลกระทบคงมีไม่มาก
แต่ข่าวจาก ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรปและอเมริกาก็ไม่ดีขึ้นเลย มีแต่ข่าวการปิดตัวของธุรกิจ การเลิกจ้างคนงาน การล่มสลายของธนาคารและสถาบัน การเงิน ข่าวในประเทศเองก็ไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่ากัน ภาวะการส่งออกที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยติดลบเลขหลัก 2 ตัวติดต่อกัน 3 เดือน ข่าวการเลิกว่าจ้างงานและข่าวปัญหาสภาพคล่องเรื่องการเงิน ล้วนแต่เป็นข่าวลบทำให้ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ คงจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
พร้อมๆ กับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ เราก็ได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของภาวะอากาศในโลก ปีนี้เรามีหน้าหนาวที่ยาวนานติดต่อกันหลายอาทิตย์ อุณหภูมิลดต่ำลงกว่าที่เคยเป็นมา กลายเป็นสถิติที่ ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในหลายปีที่ผ่านมา
เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์และ ระบบเศรษฐกิจสังคมที่เรากำลังดำเนินอยู่นี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรามายืน อยู่ตรงนี้ เราวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของเราอยู่บนการบริโภค (consumerism) อย่างไม่มีขีดจำกัด
ผมเชื่อว่า CSR (corporate social responsibilities) จะกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ และจะเป็นรากฐานหลักในการออกแบบธุรกิจในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
Allen White เขียนบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ CSR ชื่อว่า "Fade, Integrate or Transform ? The Future of CSR" เขาคิดว่าในปัจจุบัน CSR กำลังเผชิญหน้ากับทางเลือก 3 ประการ ได้แก่
ทางเลือกที่ 1 เติบโตอย่างรวดเร็วในแบบแฟชั่น เห่อกันสักพักแล้วค่อยๆ จางหายไปหมด ความสำคัญหรือที่เรียกว่า fads and fade
ทาง เลือกที่ 2 ค่อยๆ หยั่งรากลึกลงไปในองค์กรและในจิตสำนึกของสังคมผสมผสานเป็นส่วนสำคัญของ ธุรกิจและสังคม เริ่มมีบทบาทชี้นำในสังคมมากขึ้น (embeded and integrated)
ทางเลือกที่ 3 ระบบของ CSR เองก็จะต้องเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายๆ รูปแบบจนกระทั่งกลายมาเป็นรูปแบบที่เอื้อประโยชน์กับสังคมและองค์กรในระยะ ยาว (transition and trans formation) จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งถ้าองค์กรและสังคมมองเห็น CSR เป็นเพียงแฟชั่น เป็นเพียงเครื่องมือที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร หรือเป็นหนทางที่จะทำ P.R. ให้กับบุคคลหรือบางส่วนของหน่วยงาน ถ้าทางเลือกเกี่ยวกับ CSR เป็นทางเลือกที่ 1 อีกไม่นานเราก็คงจะเวียนมาเจอกับภาวะที่น่าจะร้ายแรงกว่าภาวะในปัจจุบันเสีย อีก
ผมยังเชื่อว่าบทเรียนที่โลกได้รับจากผลกระทบ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจะทำให้คนเห็นความสำคัญของ CSR มากขึ้น และจะทำให้ CSR กลายเป็นส่วนหนึ่ง-ส่วนสำคัญในการทำธุรกิจเป็นหัวใจหลักของการออกแบบ model ทางธุรกิจในอนาคต ผมคิดว่ารูปแบบของ CSR จะเปลี่ยนไป (ตามแนวทางที่ 3 มากกว่าแนวทางที่ 2) เพราะการทำธุรกิจจะเปลี่ยนไป องค์กรใดที่ไม่ยอมรับบทบาททางสังคมก็จะถูกสังคมไม่ยอมรับเช่นกัน บทเรียนที่ผ่านมาจะทำให้สังคมตรวจสอบการทำงานขององค์กร ของเศรษฐกิจและของธุรกิจมากขึ้น เราจะเห็นการรณรงค์ เพื่อความโปร่งใส การรณรงค์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นขณะเดียวกันเราก็ จะเห็นการต่อต้านธุรกิจที่มุ่งประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเดียวมากขึ้น
คุณธรรม ทางธุรกิจ (business ethos) ที่สังคมจะวางเป็นกรอบไว้จะทำให้ธุรกิจในอนาคตจะต้องยึดถือแนวทางดังต่อไป นี้เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ
1.สร้างและ ดำเนินงานทางธุรกิจ เพื่อประโยชน์กับผู้ลงทุนและกับสังคมอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม 2.ให้ผลตอบแทนกับ ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรมโดยไม่ไปกระทบหรือทำร้ายกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยว ข้องกลุ่มอื่นๆ 3.ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน แต่จะต้องไม่กีดกันโอกาสทั้งของลูกค้าและผู้ประกอบการอื่นๆ ในอนาคต 4.มีระบบการกระจายทรัพยากรอย่างยุติธรรมให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมกับองค์กร 5.เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังด้วยจิตสำนึกแห่งสังคมและสิ่งแวดล้อม 6.บริหารด้วยความเที่ยงธรรม โปร่งใส รับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 7.ไม่ละเมิดสิทธิมนุษย์สากลอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจ (ปรับแนวคิดมาจาก ALVARO DE REGIL ที่เขียนในบทความเรื่อง "The Future of CSR will Mirror the Health of Society")
กรอบดังกล่าวข้างต้นมี ความหมายในเชิงปฏิบัติที่ลึกซึ้งและมีผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรและต่อ สังคมอย่างกว้างขวาง หลายๆ องค์กรในปัจจุบันก็ได้ยึดหลักปฏิบัติข้างต้นเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ อยู่แล้ว ในอนาคตก็ได้แต่หวังว่าจะมีบริษัทและองค์กรจำนวนมากขึ้นที่เข้าใจในหลักการ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและหันกลับมายึดแนวทางข้างต้นในการดำเนินงานของ องค์กรต่อไป
องค์กรของท่านละครับ เริ่ม CSR บ้างหรือยัง ลองมาสนใจกันดูหน่อย ท่านอาจจะก้าวไกลเกินองค์กรอื่นๆ ได้อย่างไม่รู้ตัว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03300352&day=2009-03-30§ionid=0221
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน (carbon reduction label) เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์เฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตเท่า นั้น ในขณะที่มาตรฐานต่างประเทศวิเคราะห์การปล่อยก๊าซตลอดวัฏจักรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์
- คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (carbon footprint of products) หมายถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต (life cycle greenhouse gas emission of good and service) ครอบคลุมตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การแปรรูปวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่งผลิตภัณฑ์มาถึงร้านค้าปลีก การใช้และการกำจัดขั้นสุดท้าย
- ฉลากคาร์บอน ซึ่งจะแสดงตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยการ
ติดฉลากจะอยู่บนผลิตภัณฑ์ หรือภาชนะที่บรรจุ รวมทั้งแสดงข้อมูล ณ จุดขายในรายงานประจำปี แผ่นพับ หรือบัญชีสินค้า
- เร็วๆ นี้ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์กรมหาชน (อบก.) กำลังเตรียมประกาศ 25 ผลิตภัณฑ์นำร่องในการติดฉลากคาร์บอนในไทย
- ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ มีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ เป็นแกนหลัก 3 โครงการ และมีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วม 5 บริษัท ได้แก่บริษัท เพรสซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด บริษัท คาร์กิลล์ มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยร่วมสินพัฒนาอุตสาหกรรม
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02300352&day=2009-03-30§ionid=0221
มาตรฐาน Carbon Footprint
มาตรฐาน Carbon Footprint โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด
กระแส การตื่นตัวเรื่องโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาจจะดูเป็นเหมือนเรื่องไกลตัว สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะกับธุรกิจในไทยที่แม้จะทำกิจกรรมเพื่อสังคม มีการณรงค์มากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่จะมีสักกี่องค์กรที่ใส่ใจในเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
หากแต่ การคิกออฟมาตรฐาน PAS Publicly Avialable Specification เมื่อปลายปีที่ผ่านมาของสหราชอาณาจักร ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ปัญหาโลกร้อนกำลังเข้ามาใกล้ธุรกิจมากอีกระดับ
" ถ้าจะอธิบายง่ายๆ มาตรฐานที่ออกมานี้เป็นการแก้ไขปัญหาในฝั่งของผู้ผลิตว่าจะต้องดูแลการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของการทำธุรกิจ โดยพยายามวัดให้ออกมาเป็นตัวเลข ด้านหนึ่งเพื่อดูว่าบริษัทปล่อยก๊าซออกมาเท่าไร ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อมีการวิเคราะห์แล้วบริษัทก็สามารถรู้ได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ตรงไหน และจะได้ไปลดในจุดนั้น" ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยเชิงรุก เรื่องการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือภายใต้กรอบ Thailand-EC Cooperation Facility พยายามอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง
เตือนผู้ประกอบการเร่งรับมือ
" ในเวลาเดียวกัน โดยหลักการอังกฤษเชื่อว่า การจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต้องทำทั้งฝั่งผู้ผลิตและฝั่งของผู้ บริโภค จึงต้องมีฉลากคาร์บอนติดที่บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภค รับรู้ว่า สินค้าที่เขาซื้อไปนั้นมีการปล่อยก๊าซเท่าไหร่"
และ นั่นหมายถึงมาตรฐานที่ว่าจะส่ง ผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกและซัพพลายเชนของผู้ที่ส่งออกไปยังอังกฤษ เพราะแม้ตอนนี้ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรฐาน และยังทำให้ธุรกิจทำโดยสมัครใจ แต่ความเคลื่อนไหวในเวลานี้ธุรกิจค้าปลีกไม่เพียง แต่ในอังกฤษ แต่รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างก็ขานรับมาตรฐานนี้
"การที่ธุรกิจค้าปลีกขานรับมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนในเรื่องผลกระทบ เพราะต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังมาก ลูกค้าจะซื้อสินค้าอะไรก็อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกวางอะไร การประกาศของเทสโก้ก็ชัดเจนว่า ปีที่ผ่านมาเขาต้องมีสินค้าอย่างน้อย 30 ประเภทที่ติดฉลากคาร์บอน เขาจึงเริ่มเข้าโครงการนำร่องของ PAS กับสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองก่อน ในฝรั่งเศส ใน สวิตเซอร์แลนด์ก็มี หรืออย่างในสหรัฐ อเมริกาก็มีวอลมาร์ตที่เห็นด้วย ถึงแม้เราจะไม่รู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของการขานรับมาตรการนี้ของกลุ่ม ธุรกิจค้าปลีกว่าทำเพราะอยากสร้างภาพลักษณ์ อยากจะให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรืออยากจะป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือสิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดซื้อ"
เพรซิเดนท์ฯแต่งตัวรับมือ
" สดใส หาญชนะ" กรรมการบริหารบริษัทและผู้จัดการตลาด บริษัท เพรซิเดนท์ ไรซ์โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัท เพรซิเดนท์อินเตอร์ฟูดส์ หนึ่งในบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างการนำคาร์บอนฟุตพรินต์เข้าไปใช้ใน องค์กรบอกว่า "ที่เราสนใจทำเรื่องนี้ เพราะเราเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก และพบว่าปัญหาโลกร้อนเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมากในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันเราผลิตเพื่อการส่งออกถึง 40% บวกกับการที่บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าการเตรียมการของเราไม่เพียงแต่จะรองรับมาตรการเหล่านี้ที่ลูกค้าให้ ความสำคัญในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกันอาจจะเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าด้วย เพราะตอนนี้อย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวอบแห้ง จีนก็ผลิตได้ เวียดนามก็ผลิตได้ การใส่คุณค่าในเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไป จึงถือว่าเป็นความได้เปรียบ"
ความ ยากของการจะเข้าสู่การใช้มาตรฐานนี้อยู่ที่การเก็บข้อมูล ซึ่ง ดร.รัตนาวรรณบอกว่า "ถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะข้อมูลที่จะต้องวิเคราะห์ทั้งตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นไม่ เพียงแต่จะต้องเก็บทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตของเราเอง แต่ยังต้องขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องยาก"
นโยบายเชิงรุกของ "ซีพีเอฟ"
อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่าจะยาก แต่สำหรับยักษ์ใหญ่อย่าง "ซีพีเอฟ" กลับเชื่อว่านี่จะกลายเป็นอนาคตที่สำคัญ นายสัตวแพทย์บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การที่เราสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่องในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรและสหภาพยุโรป เพราะนี่ถือเป็นนโยบายเชิงรุกของบริษัท เพราะเนื้อไก่ของเราส่งออกไปยังยุโรป 100% ซึ่งที่นั่นมีกรีนคอนซูเมอร์ ดังนั้นการปรับตัวในเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นนโยบายเชิงรุกของเราในตลาดยุโรป ขณะเดียวกันเป็นการปรับปรุงในแง่ประสิทธิภาพและเทคโนโลยีการผลิตด้วย"
และ สิ่งที่นายสัตวแพทย์บุญเพ็งกล่าวอาจจะเป็นจริง เพราะจากการสำรวจของบริษัทนำร่องในการใช้มาตรฐาน PAS ในสหราชอาณาจักร ผลการศึกษาของ "วอล์กเกอร์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ พบว่ามีคนเลือกซื้อสินค้าของบริษัทมากขึ้นหลังจากที่มีการติดฉลากคาร์บอน ทำให้รู้ว่าจะลดการปล่อยได้อย่างไร และยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์
ดร.รัตนาวรรณกล่าวว่า "ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก พอมีมาตรการอะไรออกมา ก็จะบอกว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งเราคงต้องพยายามทำความเข้าใจ ต่อไป"
เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่ม ต้น และภายในอีกไม่นานนักจะมีมาตรฐาน ISO 14067 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ รวมไปถึงการเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ และอีกสารพัดมาตรการที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผู้ประกอบการไทยก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01300352&day=2009-03-30§ionid=0221
หากแต่ การคิกออฟมาตรฐาน PAS Publicly Avialable Specification เมื่อปลายปีที่ผ่านมาของสหราชอาณาจักร ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ปัญหาโลกร้อนกำลังเข้ามาใกล้ธุรกิจมากอีกระดับ
" ถ้าจะอธิบายง่ายๆ มาตรฐานที่ออกมานี้เป็นการแก้ไขปัญหาในฝั่งของผู้ผลิตว่าจะต้องดูแลการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของการทำธุรกิจ โดยพยายามวัดให้ออกมาเป็นตัวเลข ด้านหนึ่งเพื่อดูว่าบริษัทปล่อยก๊าซออกมาเท่าไร ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อมีการวิเคราะห์แล้วบริษัทก็สามารถรู้ได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ตรงไหน และจะได้ไปลดในจุดนั้น" ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยเชิงรุก เรื่องการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือภายใต้กรอบ Thailand-EC Cooperation Facility พยายามอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง
เตือนผู้ประกอบการเร่งรับมือ
" ในเวลาเดียวกัน โดยหลักการอังกฤษเชื่อว่า การจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต้องทำทั้งฝั่งผู้ผลิตและฝั่งของผู้ บริโภค จึงต้องมีฉลากคาร์บอนติดที่บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภค รับรู้ว่า สินค้าที่เขาซื้อไปนั้นมีการปล่อยก๊าซเท่าไหร่"
และ นั่นหมายถึงมาตรฐานที่ว่าจะส่ง ผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกและซัพพลายเชนของผู้ที่ส่งออกไปยังอังกฤษ เพราะแม้ตอนนี้ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรฐาน และยังทำให้ธุรกิจทำโดยสมัครใจ แต่ความเคลื่อนไหวในเวลานี้ธุรกิจค้าปลีกไม่เพียง แต่ในอังกฤษ แต่รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่างก็ขานรับมาตรฐานนี้
"การที่ธุรกิจค้าปลีกขานรับมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนในเรื่องผลกระทบ เพราะต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังมาก ลูกค้าจะซื้อสินค้าอะไรก็อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกวางอะไร การประกาศของเทสโก้ก็ชัดเจนว่า ปีที่ผ่านมาเขาต้องมีสินค้าอย่างน้อย 30 ประเภทที่ติดฉลากคาร์บอน เขาจึงเริ่มเข้าโครงการนำร่องของ PAS กับสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองก่อน ในฝรั่งเศส ใน สวิตเซอร์แลนด์ก็มี หรืออย่างในสหรัฐ อเมริกาก็มีวอลมาร์ตที่เห็นด้วย ถึงแม้เราจะไม่รู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของการขานรับมาตรการนี้ของกลุ่ม ธุรกิจค้าปลีกว่าทำเพราะอยากสร้างภาพลักษณ์ อยากจะให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรืออยากจะป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือสิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดซื้อ"
เพรซิเดนท์ฯแต่งตัวรับมือ
" สดใส หาญชนะ" กรรมการบริหารบริษัทและผู้จัดการตลาด บริษัท เพรซิเดนท์ ไรซ์โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัท เพรซิเดนท์อินเตอร์ฟูดส์ หนึ่งในบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างการนำคาร์บอนฟุตพรินต์เข้าไปใช้ใน องค์กรบอกว่า "ที่เราสนใจทำเรื่องนี้ เพราะเราเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก และพบว่าปัญหาโลกร้อนเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมากในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันเราผลิตเพื่อการส่งออกถึง 40% บวกกับการที่บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าการเตรียมการของเราไม่เพียงแต่จะรองรับมาตรการเหล่านี้ที่ลูกค้าให้ ความสำคัญในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกันอาจจะเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าด้วย เพราะตอนนี้อย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวอบแห้ง จีนก็ผลิตได้ เวียดนามก็ผลิตได้ การใส่คุณค่าในเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไป จึงถือว่าเป็นความได้เปรียบ"
ความ ยากของการจะเข้าสู่การใช้มาตรฐานนี้อยู่ที่การเก็บข้อมูล ซึ่ง ดร.รัตนาวรรณบอกว่า "ถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะข้อมูลที่จะต้องวิเคราะห์ทั้งตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นไม่ เพียงแต่จะต้องเก็บทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตของเราเอง แต่ยังต้องขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องยาก"
นโยบายเชิงรุกของ "ซีพีเอฟ"
อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่าจะยาก แต่สำหรับยักษ์ใหญ่อย่าง "ซีพีเอฟ" กลับเชื่อว่านี่จะกลายเป็นอนาคตที่สำคัญ นายสัตวแพทย์บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การที่เราสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่องในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรและสหภาพยุโรป เพราะนี่ถือเป็นนโยบายเชิงรุกของบริษัท เพราะเนื้อไก่ของเราส่งออกไปยังยุโรป 100% ซึ่งที่นั่นมีกรีนคอนซูเมอร์ ดังนั้นการปรับตัวในเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นนโยบายเชิงรุกของเราในตลาดยุโรป ขณะเดียวกันเป็นการปรับปรุงในแง่ประสิทธิภาพและเทคโนโลยีการผลิตด้วย"
และ สิ่งที่นายสัตวแพทย์บุญเพ็งกล่าวอาจจะเป็นจริง เพราะจากการสำรวจของบริษัทนำร่องในการใช้มาตรฐาน PAS ในสหราชอาณาจักร ผลการศึกษาของ "วอล์กเกอร์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ พบว่ามีคนเลือกซื้อสินค้าของบริษัทมากขึ้นหลังจากที่มีการติดฉลากคาร์บอน ทำให้รู้ว่าจะลดการปล่อยได้อย่างไร และยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์
ดร.รัตนาวรรณกล่าวว่า "ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก พอมีมาตรการอะไรออกมา ก็จะบอกว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งเราคงต้องพยายามทำความเข้าใจ ต่อไป"
เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่ม ต้น และภายในอีกไม่นานนักจะมีมาตรฐาน ISO 14067 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพรินต์ รวมไปถึงการเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ และอีกสารพัดมาตรการที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผู้ประกอบการไทยก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01300352&day=2009-03-30§ionid=0221
"ค่ายรากแก้ว"
"ค่ายรากแก้ว" เชฟรอน จุดพลังนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
" จากการทำค่ายอาสาในครั้งก่อน ในวันที่ต้องอำลา แววตามุ่งมั่นของน้องๆ ที่เราไปให้ความรู้ ทำให้ทราบว่าในความรู้สึกของเขา เราเป็นเหมือนฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาก้าวไปสู่สิ่งที่มุ่งหวังใน อนาคต คือการได้เรียนตามความฝันและพร้อมที่จะออกไปสู่โลกกว้างโดยมีพี่ๆ ที่พร้อมจะยืนอยู่ข้างๆ" ความรู้สึกของ ชารินี ศรีแสงอ่อน นิสิตจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานค่ายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รากแก้ว ครั้งที่ 18 ในฐานะคนทำค่าย
เหมือน พันธสัญญาทางใจระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องที่นิสิตจากคณะต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะต้องรวมตัวกันให้ได้ 2 ครั้งต่อปีการศึกษาเพื่อออกค่ายอาสาในชื่อ "ค่ายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รากแก้ว" เปิดโอกาสให้แก่เด็กชั้นมัธยมปลายในต่างจังหวัดที่มีการหมุนเวียนไป ทุกปีได้สัมผัสกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยการปฏิบัติ จริงเพื่อเพิ่มพูนพัฒนาทักษะด้านวิทย์- คณิต รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ที่จะสร้างความพร้อมในการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
ครั้งที่ 18 ของค่าย "วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รากแก้ว" จัดขึ้นที่โรงเรียนคุระบุรีชัยพัฒนาพิทยากร จังหวัดพังงา โดยมีผู้สนับสนุนหลักอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี คือบริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ในช่วงปิดเทอมมีตัวแทนนักเรียนจาก 13 โรงเรียนในจังหวัดพังงาเข้าร่วมกว่า 150 คน โดยการดูแลของนิสิตอาสาจากทั้งจุฬาฯและมหาวิทยาลัยอื่นๆ อย่าง ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.ศิลปากร 60 คน
ในช่วงเวลา 8 วันของกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ในค่าย อาจไม่ต่างจากค่ายทั่วไปที่มีทั้งการละลายพฤติกรรม การให้ความรู้ทางวิชาการ และกิจกรรมสันทนาการ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในรายละเอียดของแต่ละกิจกรรมได้ผ่านกระบวนการคิดมา แล้วอย่างดี รวมถึงระบบการจัดการที่ลงตัว จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นความคิดของนักศึกษาที่ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นปีที่ 1 และ 2 เท่านั้น
อย่างในส่วนเนื้อหาวิชาการที่มีทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ รุ่นพี่สื่อการสอน ด้วยการให้ปฏิบัติและทดลองจริงเพื่อความเข้าใจและการจดจำและใช้ช่องการสื่อ ทั้งการเรียนในห้องและกิจกรรมฐานเพื่อให้ไม่น่าเบื่อ โดยเพิ่มเติมทักษะทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 13 ด้าน เช่น การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การคำนวณ การทดลอง การตีความหมายข้อมูล และการสรุป ฯลฯ เข้าไปบูรณาการในเนื้อหาวิชาได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีวิชาเลือกที่ เพิ่มเติมอย่างภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น ภาษามือ ลีลาศ ฯลฯ รวมถึงสอนวิธีคำนวณคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย
แม้จะใช้งบ ประมาณกว่า 3 แสนบาท ประโยชน์ที่ได้เกิดจากค่ายนี้คุ้มค่าเพราะผู้รับได้ความรู้ ส่วนผู้ให้ก็มีโอกาสได้ทำเรื่องจิตอาสา รู้จักการทำงานระหว่างผู้อื่น โดยแรงกำลังสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรมได้ดียิ่งขึ้นคือการสนับสนุนจากภาค เอกชน เพราะปัญหาของคนทำค่ายส่วนใหญ่คือเงินทุน
"การมีเงินทุนทำ ให้ค่ายของเราโตขึ้น สามารถรับเด็กได้เพิ่มขึ้นและเดินทางไปในที่ห่างไกลกว่านี้ซึ่งมีเด็กด้อย โอกาส โครงการก็จะสร้างประโยชน์ได้ยิ่งขึ้น" ศศิลัดดา มีจังหาร คณะครุศาสตร์ ประธานค่ายอีกคนบอก
เมื่อความต้องการของผู้รับสอดรับ กับนโยบายของผู้ให้อย่างเชฟรอนที่มุ่งพัฒนาสังคมใน 4 ด้าน คือ การศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรู้คุณค่าพลังงาน และการส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม จึงให้การสนับสนุนเงินทุน 2 แสนบาท พร้อมส่ง พนักงานของบริษัทเข้าไปให้ความรู้แก่น้องๆ ในค่าย
หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า "เนื่องจากเชฟรอนเป็นบริษัทพลังงาน จึงเห็นว่าทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศ จึงอยากผลักดันให้เด็กไทยหันมาสนใจ ในประเทศไทยมีค่ายที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทำอย่างจริงจัง น้อยมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ในรูปแบบของ "พี่สอนน้อง" ซึ่งมองว่าจะได้ประโยชน์มากในเรื่องของความสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในภาพรวม โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งการศึกษาถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด"
ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สำคัญของ "เชฟรอน" ที่เชื่อมั่นในพลังคน !
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05230352&day=2009-03-23§ionid=0221
เหมือน พันธสัญญาทางใจระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องที่นิสิตจากคณะต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะต้องรวมตัวกันให้ได้ 2 ครั้งต่อปีการศึกษาเพื่อออกค่ายอาสาในชื่อ "ค่ายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รากแก้ว" เปิดโอกาสให้แก่เด็กชั้นมัธยมปลายในต่างจังหวัดที่มีการหมุนเวียนไป ทุกปีได้สัมผัสกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยการปฏิบัติ จริงเพื่อเพิ่มพูนพัฒนาทักษะด้านวิทย์- คณิต รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ ที่จะสร้างความพร้อมในการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
ครั้งที่ 18 ของค่าย "วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รากแก้ว" จัดขึ้นที่โรงเรียนคุระบุรีชัยพัฒนาพิทยากร จังหวัดพังงา โดยมีผู้สนับสนุนหลักอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี คือบริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ในช่วงปิดเทอมมีตัวแทนนักเรียนจาก 13 โรงเรียนในจังหวัดพังงาเข้าร่วมกว่า 150 คน โดยการดูแลของนิสิตอาสาจากทั้งจุฬาฯและมหาวิทยาลัยอื่นๆ อย่าง ม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.ศิลปากร 60 คน
ในช่วงเวลา 8 วันของกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ในค่าย อาจไม่ต่างจากค่ายทั่วไปที่มีทั้งการละลายพฤติกรรม การให้ความรู้ทางวิชาการ และกิจกรรมสันทนาการ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในรายละเอียดของแต่ละกิจกรรมได้ผ่านกระบวนการคิดมา แล้วอย่างดี รวมถึงระบบการจัดการที่ลงตัว จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นความคิดของนักศึกษาที่ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นปีที่ 1 และ 2 เท่านั้น
อย่างในส่วนเนื้อหาวิชาการที่มีทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ รุ่นพี่สื่อการสอน ด้วยการให้ปฏิบัติและทดลองจริงเพื่อความเข้าใจและการจดจำและใช้ช่องการสื่อ ทั้งการเรียนในห้องและกิจกรรมฐานเพื่อให้ไม่น่าเบื่อ โดยเพิ่มเติมทักษะทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 13 ด้าน เช่น การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การคำนวณ การทดลอง การตีความหมายข้อมูล และการสรุป ฯลฯ เข้าไปบูรณาการในเนื้อหาวิชาได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีวิชาเลือกที่ เพิ่มเติมอย่างภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น ภาษามือ ลีลาศ ฯลฯ รวมถึงสอนวิธีคำนวณคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย
แม้จะใช้งบ ประมาณกว่า 3 แสนบาท ประโยชน์ที่ได้เกิดจากค่ายนี้คุ้มค่าเพราะผู้รับได้ความรู้ ส่วนผู้ให้ก็มีโอกาสได้ทำเรื่องจิตอาสา รู้จักการทำงานระหว่างผู้อื่น โดยแรงกำลังสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรมได้ดียิ่งขึ้นคือการสนับสนุนจากภาค เอกชน เพราะปัญหาของคนทำค่ายส่วนใหญ่คือเงินทุน
"การมีเงินทุนทำ ให้ค่ายของเราโตขึ้น สามารถรับเด็กได้เพิ่มขึ้นและเดินทางไปในที่ห่างไกลกว่านี้ซึ่งมีเด็กด้อย โอกาส โครงการก็จะสร้างประโยชน์ได้ยิ่งขึ้น" ศศิลัดดา มีจังหาร คณะครุศาสตร์ ประธานค่ายอีกคนบอก
เมื่อความต้องการของผู้รับสอดรับ กับนโยบายของผู้ให้อย่างเชฟรอนที่มุ่งพัฒนาสังคมใน 4 ด้าน คือ การศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรู้คุณค่าพลังงาน และการส่งเสริมให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม จึงให้การสนับสนุนเงินทุน 2 แสนบาท พร้อมส่ง พนักงานของบริษัทเข้าไปให้ความรู้แก่น้องๆ ในค่าย
หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า "เนื่องจากเชฟรอนเป็นบริษัทพลังงาน จึงเห็นว่าทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศ จึงอยากผลักดันให้เด็กไทยหันมาสนใจ ในประเทศไทยมีค่ายที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทำอย่างจริงจัง น้อยมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ในรูปแบบของ "พี่สอนน้อง" ซึ่งมองว่าจะได้ประโยชน์มากในเรื่องของความสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในภาพรวม โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งการศึกษาถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด"
ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สำคัญของ "เชฟรอน" ที่เชื่อมั่นในพลังคน !
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05230352&day=2009-03-23§ionid=0221
คุยอะไรกันในเวที CSR ระดับโลก (จบ)
การ บำเพ็ญประโยชน์ที่น่าสนใจแม้การบำเพ็ญประโยชน์อาจไม่ใช่ด้านหลักของ CSR แต่ก็เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนควร "คืนกำไร" แก่สังคม ในฟิลิปปินส์มีสมาคมวิสาหกิจเอกชน (League of Corporate Foundation) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม 70 หน่วยงาน ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ โดยเฉพาะในปี 2550 สามารถระดมเงินบริจาคได้ถึง 4,270 ล้านบาท การบำเพ็ญประโยชน์ของกลุ่มนี้ก็คือการจัดการศึกษาให้กับเยาวชน ทั้งนี้ในฟิลิปปินส์ มีผู้ไม่รู้หนังสือถึงราว 9.2 ล้านคน (10%) และในเด็กที่เข้าเรียนประถมศึกษา 100 คน มี ผู้สามารถเรียนจบระดับประถม ระดับมัธยมปลาย และระดับมหาวิทยาลัยเพียง 63%, 32% และ 14% ตามลำดับ
การ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมนั้นนอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ยังอาจจำเป็นต่อ การขายยิ่งนัก อย่างเช่นบริษัทขายยาในบางประเทศมักต้องไป "จิ้มก้อง" ผู้สั่ง-ใช้ยา ซึ่งแสดงถึงกระบวนการสั่งซื้อที่อาจไม่โปร่งใส การบำเพ็ญประโยชน์อย่างหนักหน่วงของบริษัทยาสามารถช่วยให้การสั่งซื้อยา สะดวกขึ้น ผู้สั่งซื้อก็ไม่ต้องเกรงถูกตรวจสอบมากนัก เพราะบริษัทที่มา "จิ้มก้อง" สร้างชื่อไว้สวยงาม กลายเป็นเหตุผลที่สั่งซื้อจากบริษัทดังกล่าว
นอก จากนี้ในที่ประชุมนานาชาติยังมีสายการบินบางแห่งพยายามมานำเสนอเรื่องการ รณรงค์ลดโลกร้อนกันอย่างขนานใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเดินทางโดยเครื่องบินมีส่วนเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่น อย่างไรก็ตามสายการบินหลายแห่งก็ต้องพยายามรณรงค์เรื่องเหล่านี้เพื่อการ เสริมภาพลักษณ์
การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
เราต้องพยายามสร้าง วัฒนธรรม CSR ในองค์กร โดยก่อนอื่นผู้บริหารหมายเลขหนึ่งต้อง "เอาด้วย" เพราะ "ถ้าหัวไม่กระดก หางก็ไม่กระดิก" นั่นเอง ผู้รู้นานาชาติบอกว่า วิสาหกิจที่มี CSR ต้องเริ่มต้นที่ผู้นำก่อน การทำ CSR นั้นเราต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการใช้สอยทรัพยากรที่มีอยู่ในวิสาหกิจ ในเชิงกลยุทธ์ CSR ที่ดีเริ่มในภาคส่วนงานที่เราดำเนินการ เช่น หากเป็นการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ความคุ้มราคาย่อมเป็นประเด็นรณรงค์ CSR อันดับแรกๆ แต่ถ้าเป็นกิจการบริการคุณภาพย่อมเป็นประเด็นหลัก เป็นต้น
ใน วิสาหกิจหนึ่งๆ พนักงานควรได้รับการศึกษาและได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่องและมีแผนการที่แน่ชัด เพื่อให้การเคลื่อนไหวด้าน CSR นี้มีนัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับวิสาหกิจเอง และโดยนัยนี้จึงมีการเสนอให้ดำเนินการตามขั้นตอนคือ
1.การกำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณพนักงานและนักวิชาชีพภายในวิสาหกิจ
2.มีการฝึกอบรมความรู้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง
3.มีการสื่อสารภายในวิสาหกิจอย่างสม่ำเสมอ
4.มีระบบรายงานผลที่ทันการ เช่น ระบบ online หรือ intranet ภายใน
5. มีการควบคุมให้ปฏิบัติตามแผน CSR โดยเคร่งครัดที่มุ่งเน้นประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า ชุมชน และสังคมโดยรวม
6.มีระบบการให้รางวัลแก่พนักงานที่ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรม CSR เป็นต้น
องค์การ รถไฟฟ้าสิงคโปร์สรุปว่า การทำ CSR นั้นทำให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อลูกค้ามากขึ้น และเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของวิสาหกิจ และการนี้ย่อมเป็นผลดีต่อวิสาหกิจเอง ทำให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้น ช่วยให้ดึงดูดคนดีๆ มาร่วมงานมากขึ้น และเป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วย
สร้างผลเชิงบวก
นอก จากพนักงานในวิสาหกิจแล้ว ผู้ให้บริการวัตถุดิบหรือสินค้า (suppliers) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถให้การศึกษาและการรณรงค์เรื่อง CSR อีกด้วย วิสาหกิจขนาดใหญ่จะจัดให้มีการอบรม-สัมมนากับ suppliers เพื่อให้พวกเขามีความตื่นตัวด้าน CSR และนำ CSR ไปปฏิบัติในวิสาหกิจของตนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีการประเมินผลอีกด้วย การนี้จะทำให้ CSR ขยายตัวมากขึ้น
การให้ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบและ สังคมโดยรวมก็มีความสำคัญ วิสาหกิจที่ดีไม่ใช่เพียงไป "ซื้อเสียง" เอาใจชุมชนด้วยการแจกหรือการทำดีด้วยเท่านั้น แต่ต้องให้ความรู้แก่ชุมชนด้วยว่า วิสาหกิจที่มี CSR นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อชุมชน พนักงาน ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ฯลฯ ตามกฎหมายและตามมาตรฐานจรรยาบรรณทางธุรกิจและทางวิชาชีพอย่างไร เพื่อว่าชุมชนและสังคมจะได้ร่วมตรวจสอบและสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง ให้กับวิสาหกิจเหล่านั้น
จำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดี
การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะ
1. ถ้าเราต้องการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของวิสาหกิจเราเข้าใจและกระตุ้นให้นำ CSR ไปสู่ภาคปฏิบัติ เราก็ต้องมีสื่อที่มีประสิทธิผลและต่อเนื่อง
2. ถ้าเราต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่าเรามี CSR อย่างไร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่องค์กรของเราได้อย่างไร เราก็ต้องมีการ นำเสนอผ่านสื่อที่มีประสิทธิผลเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็เป็นการลงทุนไปโดยไม่ได้ เก็บเกี่ยวเท่าที่ควร
รายงาน CSR ที่ดีต้องชี้ให้เห็นชัดเจนว่าได้ดำเนินการ CSR อย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร วัดผลได้อย่างไร มีตัวเลขออกมาอย่างชัดเจน ตามมาตรฐานรายงาน CSR ของ CERES-ACCA North American รายงานจะให้น้ำหนักด้านความสมบูรณ์ 40% ความน่าเชื่อถือ 35% และการสื่อสารที่ชัดเจน 25% การรายงานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นสำหรับวิสาหกิจที่มี CSR
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04230352&day=2009-03-23§ionid=0221
CSRI หนุนธุรกิจจัด "CSR Day"
CSRI หนุนธุรกิจจัด "CSR Day" เปิดพื้นที่ "พนักงาน" ร่วมรับผิดชอบ
กลาง สัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพันธมิตร ร่วมกันเปิดตัวโครงการ CSR Day เพื่อรณรงค์ให้องค์กรธุรกิจได้จัดกิจกรรมวัน ซีเอสอาร์ หรือ CSR Day ขึ้นในสถานประกอบการ
โดยมีวัตถุประสงค์หลักๆ ในการยกระดับความรู้ความเข้าใจ CSR ที่ถูกต้องให้กับพนักงานในองค์กรและเป็นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพนักงานในองค์กรผ่านกิจกรรมการอบรมและเวทีกิจกรรม เชิงปฏิบัติการที่ทีมงานของสถาบันไทยพัฒน์จะเป็นแกนหลักเข้าไปให้การอบรม สำหรับสถานประกอบการที่สนใจ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในเบื้องต้นว่าจะมีบริษัท จดทะเบียนและสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกว่า 50 องค์กร
ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวถึงเหตุผลของการดำเนินโครงการนี้ว่า "องค์กรธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาในการขับเคลื่อนงาน CSR โดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการขาดทรัพยากรหรือขาดความรู้ในเรื่อง CSR แต่เกิดจากการขาดช่องทางหรือพื้นที่สำหรับให้พนักงานได้เข้ามามีส่วนร่วม ข้อค้นพบในหลายกรณีชี้ให้เห็นว่า แม้องค์กรธุรกิจหนึ่งๆ จะได้ดำเนินกิจกรรม CSR สู่ภายนอกจนได้รับรางวัลต่างๆ นานา แต่กลับพบว่าพนักงานในองค์กรมิได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจหรือมีส่วนในความ สำเร็จร่วมกับองค์กรนั้นๆ ด้วย ซึ่งโครงการ CSR Day จะเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างช่องทางหรือพื้นที่ดังกล่าวให้กับพนักงาน เพื่อความมีประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานด้าน CSR ของแต่ละองค์กรมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำ CSR ให้สำเร็จได้โดยฝากไว้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องมีพนักงานทุกระดับเข้าร่วม"
โดยในการดำเนินการจะมีหัวใจหลัก อยู่ 3 ประการ คือ 1.มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่พนักงาน 2.การเข้าไปทำกิจกรรมในสถานประกอบการ และ 3.การทำให้ทุกวันเป็น วัน CSR
" เราอาจจะคุ้นกับการจัดกิจกรรมวันต่างๆ ที่ต้องออกไปข้างนอก แต่สำหรับ CSR Day เราเน้นการเข้าไปทำกิจกรรมในสถานประกอบการ เพราะเราต้องการให้เห็นว่า CSR นั้นอยู่ในกระบวนการและ อยู่ในทุกวันทำงานของธุรกิจ (CSR in process) และไม่ได้แต่เฉพาะวันที่เราจัดกิจกรรมเพียงวันเดียว แต่เราจะเปลี่ยนทุกๆ วันทำงานของทุกๆ คนให้เป็นวัน CSR" ดร.พิพัฒน์กล่าว
ขณะที่ ภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการ และผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Institute : CSRI) กล่าวว่า
"โครงการ CSR Day จะปรับมุมมองใหม่ในการดำเนินงาน CSR ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเงินเสมอไป แต่ด้วยหลักการที่ปลูกฝังให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมได้ ทุกๆ วัน โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อลูกค้า ต่อองค์กร รวมถึงต่อชุมชนและสังคมภายนอก สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานภายในองค์กรและก่อให้เกิด เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และเป็นปัจจัยสำคัญให้องค์กรได้รับการยอมรับและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน" นางภัทรียากล่าว
โครงการยังมี "พี่เลี้ยง" ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจจาก 2 องค์กร ได้แก่ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จจากการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์กร (CSR) จะส่งพนักงานมาเป็นอาสาสมัครในการถ่ายทอดประสบการณ์ยังองค์กรต่างๆ
สำหรับ รูปแบบของกิจกรรมในโครงการ CSR Day จะใช้เวลาครึ่งวัน (3 ชั่วโมง) ในการบรรยายหัวข้อ CSR ที่เหมาะสมกับสถานประกอบการ จัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพนักงาน การระดมความคิดกิจกรรม CSR ที่สร้างสรรค์ และการร่วมค้นหา CSR agent เพื่อขับเคลื่อนงาน CSR ขององค์กร โดยเนื้อหาที่ ถ่ายทอดระหว่างการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยความรู้ CSR เบื้องต้นที่ถูกต้อง ทิศทางและพัฒนาการ CSR ในปัจจุบัน CSR เชิงกลยุทธ์ และ CSR เชิงสร้างสรรค์ CSR แบบไหนที่เหมาะสมกับองค์กร และสำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของพนักงาน รวมทั้งหัวข้อพิเศษที่จะกำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องร่วมกับองค์กรนั้นๆ
สนใจ เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสำรองวันจัดกิจกรรม CSR Day ได้ที่สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม โทร. 0-2229-2394 (จำนวนจำกัด) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.csrday.com หรือสอบถามสถาบันไทยพัฒน์ โทร.0-2930-5227 หรือ
info@thaipat.org
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03230352&day=2009-03-23§ionid=0221
โดยมีวัตถุประสงค์หลักๆ ในการยกระดับความรู้ความเข้าใจ CSR ที่ถูกต้องให้กับพนักงานในองค์กรและเป็นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพนักงานในองค์กรผ่านกิจกรรมการอบรมและเวทีกิจกรรม เชิงปฏิบัติการที่ทีมงานของสถาบันไทยพัฒน์จะเป็นแกนหลักเข้าไปให้การอบรม สำหรับสถานประกอบการที่สนใจ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในเบื้องต้นว่าจะมีบริษัท จดทะเบียนและสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกว่า 50 องค์กร
ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวถึงเหตุผลของการดำเนินโครงการนี้ว่า "องค์กรธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาในการขับเคลื่อนงาน CSR โดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการขาดทรัพยากรหรือขาดความรู้ในเรื่อง CSR แต่เกิดจากการขาดช่องทางหรือพื้นที่สำหรับให้พนักงานได้เข้ามามีส่วนร่วม ข้อค้นพบในหลายกรณีชี้ให้เห็นว่า แม้องค์กรธุรกิจหนึ่งๆ จะได้ดำเนินกิจกรรม CSR สู่ภายนอกจนได้รับรางวัลต่างๆ นานา แต่กลับพบว่าพนักงานในองค์กรมิได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจหรือมีส่วนในความ สำเร็จร่วมกับองค์กรนั้นๆ ด้วย ซึ่งโครงการ CSR Day จะเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างช่องทางหรือพื้นที่ดังกล่าวให้กับพนักงาน เพื่อความมีประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานด้าน CSR ของแต่ละองค์กรมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำ CSR ให้สำเร็จได้โดยฝากไว้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องมีพนักงานทุกระดับเข้าร่วม"
โดยในการดำเนินการจะมีหัวใจหลัก อยู่ 3 ประการ คือ 1.มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่พนักงาน 2.การเข้าไปทำกิจกรรมในสถานประกอบการ และ 3.การทำให้ทุกวันเป็น วัน CSR
" เราอาจจะคุ้นกับการจัดกิจกรรมวันต่างๆ ที่ต้องออกไปข้างนอก แต่สำหรับ CSR Day เราเน้นการเข้าไปทำกิจกรรมในสถานประกอบการ เพราะเราต้องการให้เห็นว่า CSR นั้นอยู่ในกระบวนการและ อยู่ในทุกวันทำงานของธุรกิจ (CSR in process) และไม่ได้แต่เฉพาะวันที่เราจัดกิจกรรมเพียงวันเดียว แต่เราจะเปลี่ยนทุกๆ วันทำงานของทุกๆ คนให้เป็นวัน CSR" ดร.พิพัฒน์กล่าว
ขณะที่ ภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการ และผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility Institute : CSRI) กล่าวว่า
"โครงการ CSR Day จะปรับมุมมองใหม่ในการดำเนินงาน CSR ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเงินเสมอไป แต่ด้วยหลักการที่ปลูกฝังให้ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมได้ ทุกๆ วัน โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อลูกค้า ต่อองค์กร รวมถึงต่อชุมชนและสังคมภายนอก สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานภายในองค์กรและก่อให้เกิด เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และเป็นปัจจัยสำคัญให้องค์กรได้รับการยอมรับและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน" นางภัทรียากล่าว
โครงการยังมี "พี่เลี้ยง" ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจจาก 2 องค์กร ได้แก่ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จจากการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์กร (CSR) จะส่งพนักงานมาเป็นอาสาสมัครในการถ่ายทอดประสบการณ์ยังองค์กรต่างๆ
สำหรับ รูปแบบของกิจกรรมในโครงการ CSR Day จะใช้เวลาครึ่งวัน (3 ชั่วโมง) ในการบรรยายหัวข้อ CSR ที่เหมาะสมกับสถานประกอบการ จัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพนักงาน การระดมความคิดกิจกรรม CSR ที่สร้างสรรค์ และการร่วมค้นหา CSR agent เพื่อขับเคลื่อนงาน CSR ขององค์กร โดยเนื้อหาที่ ถ่ายทอดระหว่างการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยความรู้ CSR เบื้องต้นที่ถูกต้อง ทิศทางและพัฒนาการ CSR ในปัจจุบัน CSR เชิงกลยุทธ์ และ CSR เชิงสร้างสรรค์ CSR แบบไหนที่เหมาะสมกับองค์กร และสำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของพนักงาน รวมทั้งหัวข้อพิเศษที่จะกำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องร่วมกับองค์กรนั้นๆ
สนใจ เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสำรองวันจัดกิจกรรม CSR Day ได้ที่สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม โทร. 0-2229-2394 (จำนวนจำกัด) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.csrday.com หรือสอบถามสถาบันไทยพัฒน์ โทร.0-2930-5227 หรือ
info@thaipat.org
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03230352&day=2009-03-23§ionid=0221
CSR มาตรฐานที่ล้านแปด
โดย อนันตชัย ยูรประถม
Q : ตอนนี้มีมาตรฐาน CSR ใหม่ๆ เต็มไปหมด ธุรกิจควรจะทำอย่างไรดี
ยิ่ง ใกล้เวลาที่ ISO 26000 จะมา หลายๆ องค์กรก็พากันแตกตื่นกันเป็นแถว ตอนนี้ใครๆ ก็เลยเป็นโรค ISO-phobia กันเป็นแถวๆ ตามมาด้วยข้อสงสัยว่าจะรับมืออย่างไรดี กับแนวทางและมาตรฐานต่างๆ ที่กำลังจะทะลักทลายเข้ามา ทั้ง ISO 26000 เอย GRI เอย ยังจะมี UN Global Compact อีก...ไหนจะ OECD Guideline สำหรับ MNE แถมพนักงานก็เริ่มออกอาการล้าๆ บางองค์กรถึงกับบอกว่า ถ้าต้องทำ ISO 26000 อีกตัว รวมกันก็จะล้านแล้วครับพี่น้อง...เอาไงล่ะทีนี้
ผมว่าเราคง ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆ ที่กำลังกระหน่ำ เข้ามาหาเราในขณะนี้ เพราะถ้าว่ากันคร่าวๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 300 มาตรฐาน นะครับ ที่เกี่ยวข้องกับ CSR และ SD ถ้าองค์กรทำตัวเป็นนักล่ามาตรฐานก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วครับ ปีละมาตรฐาน คิดเอาเองแล้วกัน คำแนะนำที่ให้ไว้ก็คือ อันดับแรก ควรทำความเข้าใจกับแนวปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆ ก่อนว่าเป็นอย่างไร อันไหนที่เกี่ยวข้องกับเรา เช่น เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจของเรา เหมือนที่ SCG เลือกแนวปฏิบัติ CSI หรือ Cement Sustainability Initiative จาก WBCSD เป็นหนึ่งในหลายๆ แนวทาง ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับ เพราะอะไร ก็เขามีธุรกิจซีเมนต์อยู่ด้วย หรือเกี่ยวข้องในฐานะที่ชุดมาตรฐานเหล่านี้มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับเรา โดยปกติเวลาที่องค์กรรับมาตรฐานต่างๆ ความสนใจจะพุ่งไปที่ประเด็นมุ่งเน้น
เช่น ถ้าของ ISO 26000 ก็ว่ากันที่ core subjects ทั้ง 7 ถ้า UN GC ก็ว่ากันที่ 4 หมวด 10 indicators กันอย่างเดียว เรียกว่าทำตามกันเป็นข้อๆ ไม่ใช่ไม่ดีครับ แต่ชุดมาตรฐานเหล่านี้มีอะไรมากกว่าที่เราเห็นมากครับ โห...ถ้าเขามีแค่ประเด็นต่างๆ เท่านั้น ก็คงไม่ต้องว่ากันเป็นปีๆ มั้ง วันนี้คิด พรุ่งนี้ก็ออกกันแล้วหละครับ คำแนะนำที่ให้ไปก็คือ ควรศึกษา
ถึง รายละเอียดอื่นๆ ด้วย เพราะชุดมาตรฐานเหล่านี้สามารถเป็นทั้งแนวทางและเครื่องมือให้องค์กรสำหรับ การปฏิบัติด้าน CSR ได้เป็นอย่างดี อย่าง 26000 นี่มีทั้งความหมายของประเด็นต่างๆ แนวปฏิบัติต่างๆ เรียกว่าครบชุดเลยทีเดียวครับ อันนี้คือประโยชน์ที่สำคัญของชุดมาตรฐาน อย่าไปมองแค่อะไรที่เป็นข้อๆ เท่านั้น
ประเด็นที่ 2 ที่ฝากไว้ก็คือ การปรับตัวขององค์กร จริงๆ แล้วถ้าเราทำความเข้าใจกับชุดมาตรฐานอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาแค่เป็นข้อๆ มาเท่านั้น เราก็จะพบวิธีการที่ดีอยู่แล้ว แต่ทีนี้บางองค์กรที่มาคุยกันบอกว่า อาจจะต้องใช้มากกว่า 1 มาตรฐาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แม้ว่าแนวทางของมาตรฐานของแต่ละชุดจะมีความสอดคล้องกัน แต่ก็ยังคงมีประเด็นมุ่งเน้นที่แตกต่างกัน เพราะชุดมาตรฐานโดยทั่วไปเราสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้คือ ถ้าเอาที่เนื้อหาก็จะเป็นพวกที่มุ่งเน้น performance หรือผล โดยตั้งเป้าหมายให้องค์กรบรรลุถึงเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ไม่สนวิธีการที่องค์กรจะใช้ กับอีกพวกที่มุ่งเน้นกระบวนการ หรือ process อันนี้จะมีขั้นตอนให้เดินตาม เรียกว่ามุ่งเน้นให้องค์กรปรับแนวทางการปฏิบัติแล้วเชื่อว่าผลก็จะตามมาเอง อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือ เวลาต้องรับเอาชุดเหล่านี้เข้ามา พนักงานเหนื่อยครับ ประมาณอันเก่ายังไม่ทันเสร็จ อันใหม่มาอีกแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยแนะนำให้องค์กรหาเครื่องมือหรือแนวปฏิบัติที่เป็น กลาง สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรและเปิดรับได้ทุกมาตรฐาน เรียกว่าเป็นตัวแปลงอยู่ตรงกลาง ทีนี้พอมาตรฐานมาก็จับใส่ตัวแปลง อันไหนใหม่ก็เพิ่ม อันไหนซ้ำก็พัฒนาให้ดีขึ้น ทีนี้องค์กรก็ไม่รู้สึกว่าต้องรับอะไรใหม่อยู่เรื่อยนอกจากครั้งแรก แต่เป็นการปรับปรุงประจำปีครับ...ทีนี้ก็เลยเนียนไปเลย เรียกว่าให้ได้มาตรฐาน แถมยังได้ใจพนักงานไปด้วย
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02230352&day=2009-03-23§ionid=0221
CSR-DIW เวอร์ชั่น 2 "เข้ม" รับโค้งสุดท้าย ISO26000
จึงไม่แปลกที่เมื่อโครงการนี้ประกาศ เปิดโครงการอีกครั้งในปีที่ 2 ซึ่งได้มีการพัฒนามาตรฐาน CSR-DIW เวอร์ชั่นใหม่ ตามประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อสังคม พ.ศ.2552 ที่พัฒนามาจากร่าง ISO26000 ฉบับล่าสุด (Commitee Draft) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 จึงมีผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมทะลักทลายกว่า 350 คน
เพียง แต่ในปีนี้ โอกาสของผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีการ ตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการสำหรับปี 2552 ไว้ถึง 80 ราย จากปี 2551 ที่มี ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการฝึกอบรม และผ่านการตรวจประเมินตามเกณท์มาตรฐาน 28 โรงงาน และเช่นเดียวกันในปีนี้จะแตกต่างจากปีที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดสัดส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไว้ที่ 60% และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อีก 40%
"ประชาชาติ ธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "รัชดา สิงคาลวณิช" อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถึงทิศทางในเรื่องนี้ เขากล่าวว่า "ในปีนี้เรามีงบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ล้านบาท จากปีแรกที่เราใช้งบประมาณเพียง 3 ล้านบาท ซึ่งกว่ามาตรฐาน ISO26000 จะประกาศใช้ เราสามารถมีโรงงานที่เตรียมพร้อมรับได้ถึง 100 กว่าโรงงาน อย่างไรก็ตามในปีนี้เราจะให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีมากขึ้น เพราะเราต้องการทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะธุรกิจขนาดใดก็สามารถทำ CSR ตามมาตรฐานได้"
"เวลาเราเข้าไป เราจะพยายามทำความเข้าใจ อบรมพื้นฐานเรื่อง CSR และให้เขาเข้าใจมาตรฐานและหลักเกณท์ก่อน จากนั้นให้เขาทำตามเกณฑ์และเราจะเข้าไปตรวจสอบ (audit) คล้ายๆ กับระบบคุณภาพทั่วๆ ไป เพียงแต่อันนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจ บางประเด็นอาจจะมีในเกณฑ์ แต่ถ้าในธุรกิจเขาไม่เกี่ยวข้องเลย เช่น บางแห่งไม่มีแรงงานเลย มีแต่ออโตเมติกหมด เราก็จะพิจารณาธรรมชาติของแต่ละอุตสาหกรรมด้วย"
"เวลาเราเข้าไปดู ทุกคนก็อยากผ่านเกณฑ์ แต่เราก็ต้องไปดูให้เห็นจริง เราก็ได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลายมาก อย่างในประเด็นชุมชน มีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งมีวิศวกร นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก วันเสาร์ อาทิตย์ คนพวกนี้ก็ออกไปสอนหนังสือให้เด็ก อันนี้ไม่ได้ใช้เงิน แต่ก็เป็น CSR เหมือนกันไม่ใช่แจกของอย่างเดียว"
"การที่มีตัวอย่างแบบนี้ตอน นี้ในกลุ่ม ผู้เข้าร่วมโครงการเราจึงพยายามพัฒนาเป็นเครือข่าย เพราะเรารู้ว่ากรมโรงงานทำคนเดียวไม่ได้ เราเป็นคนจุดประกายขึ้นมาแล้ว แต่ธุรกิจเองก็ต้องช่วยกันเป็นเหมือนเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง"
อย่าง ไรก็ตาม ปีนี้เขายอมรับว่า มาตรฐานจะเข้มข้นขึ้น โดยหัวใจหลักของมาตรฐาน CSR-DIW เวอร์ชั่นใหม่นี้ มุ่งไปที่การพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นระบบทั้งองค์กร โดยยึดหลักการใน 7 เรื่อง ได้แก่ 1.หลักความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ 2.หลักความโปร่งใส3.หลักการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม 4.การยอมรับผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ชุมชน ลูกค้าผู้ถือหุ้น คู่ค้า ผู้ออกกฎระเบียบ ฯลฯ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบในการดำเนินงานขององค์กร 5.หลักการเคารพต่อนิติธรรม คือการดำเนินกิจกรรมอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือมากกว่า 6.หลักการเคารพต่อแนวปฏิบัติสากล และ 7.หลักการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน อาทิ การเป็นพลเมือง การศึกษา การได้รับการครองชีพที่ดี ไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ที่มีความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ สีผิว
"ถ้าดูตามมาตรฐานนี้ เราจะเห็นว่า CSR เป็นอะไรที่มากกว่าการเอาของไปมอบ การเอาผ้าห่มไปให้ ฉะนั้นเราอยากให้มอง CSR ในมุมกว้างกว่านั้น เพราะจะว่าไป มาตรฐาน ISO26000 ก็เป็นระบบคุณภาพที่บูรณาการรอบตัวในทุกมิติ และในทิศทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมเรามองว่า CSR เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และไม่ว่าโรงงานขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ทำได้"
"และยังช่วยลดภาระของ รัฐที่จะต้องคอยไปตามจับ โดยในแต่ละปี มีโรงงานที่ถูกร้องเรียนกว่า 1000 ราย กรมโรงงานก็เหมือนจราจร คนฝ่าฝืนก็จับ ก็วิ่งตามกันอยู่อย่างนั้น ก็ไม่หมด ดังนั้นเราถึงพยายามส่งเสริมเรื่อง CSR เพราะความ รับผิดชอบต้องอยู่ในจิตสำนึกคน ต้องฝังอยู่ในเจ้าของโรงงาน"
"CSR ยังเป?นมิติหลักของโลกไม่ใช่มิติระดับพื้นที่ โรงงานก็ต้องต่อสู้ในเรื่องลดภาวะโลกร้อน ต้องมีกิจกรรมในการดำเนินการปรับปรุงโรงงาน ต้องมีอยู่ในนโยบาย เพราะทันทีที่ ISO26000 ประกาศในปี 2553 ยังไง CSR ก็จะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าแน่นอน และมีแนวโน้มสูงที่สหภาพยุโรปจะประกาศทันทีว่าบริษัทที่จะค้าขายกับเขาต้อง มีมาตรฐานนี้ เพราะฉะนั้น CSR ถึงมีความจำเป็น และในที่สุดเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นวิวัฒนาการของโลก"
และเป็นอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง !!
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01230352&day=2009-03-23§ionid=0221
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เหลือให้ ไม่ใช่เหลือขอ
โดย สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com
สมัย เด็กๆ จำได้ว่าคุณย่าจะคอยเตือนเสมอว่า อย่ากินทิ้ง กินขว้าง อาหารในจานเรามี เท่าไหร่ เราควรทานให้หมดอย่าให้เหลือ สงสารคนที่ไม่มี ตอนนั้นคิดเล่นๆ และหลายครั้งยัง (กล้า) เถียงคุณย่าอีกว่า ถ้าทานไม่หมด แล้วคนที่ไม่มีจะอิ่มได้ยังไง ไม่ว่าจะเผลอเถียงจริงๆ หรือเล่นๆ กี่ครั้ง ก็โดนหยิกจริงๆ ทุกครั้งเลย
แต่ทีพอมีงานเลี้ยงที่บ้านทีไร ไม่ใช่ แค่คุณย่าที่บอกว่าให้จัดอาหารให้พร้อมเตรียมเผื่อไว้เยอะๆ เลย แต่เป็นผู้ใหญ่แทบทุกคน เพื่อว่าแขกทุกคนที่มาจะต้องอร่อยและอิ่มก่อนที่จะกลับบ้านไป ตอนที่มีแขกอยู่เต็มบ้านก็รู้สึกดีที่เราสามารถเชิญชวนให้แขกทุกๆ คนทานเข้าไป ทานเข้าไป และทานเข้าไป แม้จะทานเข้าไปมากขนาดไหน แต่เมื่องานเลี้ยงจบลง อาหารก็มักจะยังมีเหลือเฟือ แบ่งใครต่อใครก็แล้วมันก็ยังเยอะเหลือเกิน ทีนี้อารมณ์เสียดายเริ่มเกิดขึ้น สองจิตสองใจแล้ว ทีนี้ว่าคราวหน้าเตรียมไว้น้อยกว่านี้หน่อยดีไหม อีกใจก็คิดว่า แต่ถ้ามันไม่พอให้แขกทานล่ะทำยังไง ไม่ตัดสินใจสักที ความลังเลจึงกลายเป็นเหลือตลอดแทบทุกงาน
นี่ขนาดแค่ระดับครอบครัวใน บ้านหลังเล็กๆ แล้วอาหาร ขนมตามร้านต่างๆ โดยเฉพาะที่ต้องทำออกมาเตรียมไว้หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อล่ะ ไม่อยากจะคิด น่าจะต้องเหลือมากกว่านี้แน่ๆ พอเหลือแล้วทำอย่างไรกันต่อ ทิ้งเลยหรือ
และในวันหนึ่งดิฉันก็ได้รู้จักกับร้านขนมปังแห่งหนึ่ง คือ Panera Bread ก่อตั้งสาขาแรกในเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา มีแนวคิดแก้ปัญหาคาใจเรื่องของเหลือๆ นี้ด้วยซีเอสอาร์ที่ทำได้จริงทุกๆ วัน นั่นคือมีการริเริ่มโครงการบริจาคขนมปังของร้านเมื่อถึงเวลาร้านปิดในทุกๆ คืน ถึงแม้ขนมปังที่ขายไม่หมดอาจไม่อร่อยมากเท่าตอนที่อบใหม่ๆ จากเตา แต่มันก็จะถูกบรรจุหีบห่ออย่างดีและส่งไปประทังความหิวโหยให้แก่ผู้ยากไร้ใน มูลนิธิและศูนย์ ช่วยเหลือผู้หิวโหยต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในชุมชนใกล้กับร้าน
ใน ปี 2550 ร้านขนมปังภายใต้แบรนด์นี้ได้บริจาคขนมปังและขนมต่างๆ รวมทั้งหมดให้กับมูลนิธิต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ช่วยคนหิวโหยภายในประเทศได้มากมาย ร้านนี้ไม่ใช่แค่แบ่งปันของเหลือจากการขายเท่านั้น แต่ยังมีการเชิญชวนให้ลูกค้าของร้านบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนผ่านกล่อง บริจาคในร้าน และในบางครั้งทางเจ้าของแฟรนไชส์ Panera Bread และเจ้าของร้านสาขาจะสมทบเงินบริจาคบางส่วนอีกด้วย เงินบริจาคนี้ถูกนำไปจัดซื้อของที่จำเป็นสำหรับผู้ด้อยโอกาสในชุมชน และช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ ที่ยังขาดแคลน
ทางร้านยังช่วยระดมทุน ให้กับมูลนิธิต่างๆ ผ่านการขายบัตรของขวัญของร้านด้วยราคาลดพิเศษเป็นการเฉพาะให้กับมูลนิธิ จากนั้นให้มูลนิธินำบัตรของขวัญนั้นไปขายต่อที่ราคาเต็ม เงินกำไรส่วนต่างก็เข้าเป็นรายได้ของมูลนิธิไปเลย
ความคิดนี้นอก จากได้ช่วยมูลนิธิแล้วยังช่วยเพิ่มยอดขายของร้านได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการบริจาคขนมปังจากร้านเพื่อสนับสนุนงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมดีๆ อย่างนี้ที่ผนวกเข้าไปกับการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม โดยที่เริ่มจากเราเอง แต่ยังสามารถช่วยสร้างจุดยืนที่โดดเด่นให้กับองค์กรได้ ว่านี่แหละองค์กรฉัน ร้านขนมปังใจดี
คราวหน้าหากจะจัดงาน ลองพิจารณาดูดีไหมคะว่า แถวๆ นั้นมีใครท้องยังหิวหรือยังขาดในสิ่งที่เรามีเหลือเฟือพอจะให้คนที่ขาดโอกาส กว่าเราได้บ้าง เริ่มจากที่ตัวเราเองก่อนแล้วค่อยขยายไปยังองค์กรของเราก็ได้ค่ะ คราวนี้ไม่ต้องคิดมากเท่าเดิมก็ได้ ทานไม่หมดก็รู้แล้วว่าจะแบ่งให้คนที่ไม่มีอย่างไร ถ้าอย่างนี้ คุณย่าคะ คราวนี้คงไม่ว่าลงมาจากสวรรค์ว่าเถียงผู้ใหญ่นะคะ ก็นี่มันเป็นความจริงที่ทำได้จริงๆ
นี่นา
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr06160352&day=2009-03-16§ionid=0221
คุยอะไรกันในเวที CSR ระดับโลก (1)
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย
ตั้งแต่ ปลายปี 2551 ถึงต้นปี 2552 มีเวที CSR ระดับโลกหลายรายการ ทั้งที่ในประเทศไทย อินเดีย และที่สิงคโปร์อีก 2 ครั้ง ผมได้รับเชิญเข้าร่วมทั้งหมด แต่มีโอกาสไปช่วยงานเป็นวิทยากรเพียง 2 ครั้ง เพราะถ้าขืนรับหมดสงสัยไม่ต้องทำมาหากินพอดี ! ผมปฏิบัติ CSR ในบริษัทของผม แต่ไม่ได้ทำอาชีพ CSR นะครับ
ทาง "ประชาชาติธุรกิจ" บอกให้ผมช่วยเขียนบทความมาคุยสรุปให้ฟังหน่อยว่า ในระดับโลกนั้นเขาพูดถึง CSR กันในแง่มุมใดบ้าง ผมจึงรับสนองนโยบายด้วยบทความนี้
การตีความ CSR
เรา มาเริ่มต้นที่เรื่องหลักการก่อนว่าเขาตีความ CSR อย่างไร อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ลำพังการแจก การเป็น อาสาสมัคร การให้ ไม่ใช่สาระหลักของ CSR แต่เป็นในรูปแบบคุณหญิงคุณนาย ยุคใหม่ ความจริงแล้วถึงแม้การให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ CSR แต่ต้องประกอบด้วยการทำตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณทางธุรกิจและทางวิชาชีพ เพื่อการคุ้มครองผู้ถือหุ้น ผู้บริโภค คู่ค้า ชุมชนและสังคม โดยรวม
องค์กร Transparency International-Malaysia เสนอให้ยึดหลัก UN Global Compact 10 ข้อ 4 ด้าน คือ ด้านการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ด้านการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเอาแต่ทำดีด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียวจึงไม่อาจถือได้ว่ามี CSR อย่างแท้จริง และอาจกลายเป็นบิดเบือน ทำดีเอาหน้าก็ได้
CSR กับมูลค่าทางธุรกิจ
CSR เริ่มกลายเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักมากขึ้น ถือเป็นพลังของผู้บริโภคที่เริ่มกดดันให้วิสาหกิจต่างๆ ต้องมี CSR ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แบบ "ลูบหน้าปะจมูก" วิสาหกิจต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบ CSR จึงถือเป็นภาระอันศักดิ์สิทธิ์ที่วิสาหกิจต้องมี ต้องทำ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่สมัครใจทำ เพราะแบบเป็น "ทิป" หรือแค่ "คืนกำไร" ให้ลูกค้า วิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าสูงกว่าวิสาหกิจที่ "ตีหัวเข้าบ้าน"
วารสาร Marketing Journal ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550 กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของคนทำงานปฏิเสธที่จะทำงานกับบริษัทที่เขาไม่เชื่อถือ และราว 3 ใน 4 ของคนทำงานที่สุ่มตัวอย่างถามดูพบว่า พวกเขาอยากทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านจรรยาบรรณหรือคุณธรรมมากกว่าจะ พิจารณาในแง่รายได้ ดังนั้นวิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าทางธุรกิจที่แน่นอน
ในเชิงธุรกิจบริษัทที่มีชื่อเสียงอาจ ใช้เงินถึง 10% ของรายได้ต่อปีเพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ายอมรับและเชื่อถือใน คุณภาพ และนี่ก็คือ CSR ที่แท้ ในทางตรงกันข้ามมีธนาคารขนาดใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องเข้ารับการฟื้นฟูจนกลาย สถานะเป็นธนาคารของรัฐไปเมื่อต้นปีมานี้เอง แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารดังกล่าวจะป่าวประกาศว่า ตนเอง "เจ๋ง" อย่างนั้นอย่างนี้ มุ่งอำนวยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจที่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่แสดงให้เห็นว่าการ "ลูบหน้าปะจมูก" ทำดีโดยอ้างว่ามี CSR นั้นช่วยอะไรไม่ได้เลยหากขาดความรับผิดชอบต่อ ผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร
ผู้ชอบชูธง CSR
ในมาเลเซียกลุ่ม YTL ซึ่งมีบริษัทในเครือทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็โหมโฆษณาว่าตนมี CSR และยังได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน green rating นอกจากนี้โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มนี้ได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน 4 ดาวจากสมาคมปูนซีเมนต์โลก ส่วน Quezon Power (Philippines) ซึ่งก็เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ก็ "คุย" ว่าตนมีกิจกรรม CSR ต่างๆ นานา
จะ สังเกตได้ว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ หมิ่นเหม่ต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมมักต้องทำ CSR แบบบริจาค การให้ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมอย่างออกหน้าออกตา นอกจากนี้ยังต้องพยายาม "ญาติดี" กับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO รวมทั้งสื่อสารมวลชนต่างๆ เพราะหากดำเนินการผิดพลาดไปก็อาจได้รับการผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
แต่ ก็น่าสังเกตว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นคงมีมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือได้พอ สมควร เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ ต่างก็มีโรงไฟฟ้าเช่นนี้ และก็ไม่มีข่าวว่ามีปัญหาอะไร แต่สำหรับในไทยการต่อต้านของ NGO และชาวบ้านส่วนหนึ่งช่างแรงมากจนรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถทำอะไรได้ นี่อาจเป็นจุดอ่อนประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศในอนาคตก็ได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05160352&day=2009-03-16§ionid=0221
ตั้งแต่ ปลายปี 2551 ถึงต้นปี 2552 มีเวที CSR ระดับโลกหลายรายการ ทั้งที่ในประเทศไทย อินเดีย และที่สิงคโปร์อีก 2 ครั้ง ผมได้รับเชิญเข้าร่วมทั้งหมด แต่มีโอกาสไปช่วยงานเป็นวิทยากรเพียง 2 ครั้ง เพราะถ้าขืนรับหมดสงสัยไม่ต้องทำมาหากินพอดี ! ผมปฏิบัติ CSR ในบริษัทของผม แต่ไม่ได้ทำอาชีพ CSR นะครับ
ทาง "ประชาชาติธุรกิจ" บอกให้ผมช่วยเขียนบทความมาคุยสรุปให้ฟังหน่อยว่า ในระดับโลกนั้นเขาพูดถึง CSR กันในแง่มุมใดบ้าง ผมจึงรับสนองนโยบายด้วยบทความนี้
การตีความ CSR
เรา มาเริ่มต้นที่เรื่องหลักการก่อนว่าเขาตีความ CSR อย่างไร อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ลำพังการแจก การเป็น อาสาสมัคร การให้ ไม่ใช่สาระหลักของ CSR แต่เป็นในรูปแบบคุณหญิงคุณนาย ยุคใหม่ ความจริงแล้วถึงแม้การให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ CSR แต่ต้องประกอบด้วยการทำตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณทางธุรกิจและทางวิชาชีพ เพื่อการคุ้มครองผู้ถือหุ้น ผู้บริโภค คู่ค้า ชุมชนและสังคม โดยรวม
องค์กร Transparency International-Malaysia เสนอให้ยึดหลัก UN Global Compact 10 ข้อ 4 ด้าน คือ ด้านการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ด้านการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเอาแต่ทำดีด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียวจึงไม่อาจถือได้ว่ามี CSR อย่างแท้จริง และอาจกลายเป็นบิดเบือน ทำดีเอาหน้าก็ได้
CSR กับมูลค่าทางธุรกิจ
CSR เริ่มกลายเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักมากขึ้น ถือเป็นพลังของผู้บริโภคที่เริ่มกดดันให้วิสาหกิจต่างๆ ต้องมี CSR ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แบบ "ลูบหน้าปะจมูก" วิสาหกิจต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบ CSR จึงถือเป็นภาระอันศักดิ์สิทธิ์ที่วิสาหกิจต้องมี ต้องทำ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่สมัครใจทำ เพราะแบบเป็น "ทิป" หรือแค่ "คืนกำไร" ให้ลูกค้า วิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าสูงกว่าวิสาหกิจที่ "ตีหัวเข้าบ้าน"
วารสาร Marketing Journal ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550 กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของคนทำงานปฏิเสธที่จะทำงานกับบริษัทที่เขาไม่เชื่อถือ และราว 3 ใน 4 ของคนทำงานที่สุ่มตัวอย่างถามดูพบว่า พวกเขาอยากทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านจรรยาบรรณหรือคุณธรรมมากกว่าจะ พิจารณาในแง่รายได้ ดังนั้นวิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าทางธุรกิจที่แน่นอน
ในเชิงธุรกิจบริษัทที่มีชื่อเสียงอาจ ใช้เงินถึง 10% ของรายได้ต่อปีเพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ายอมรับและเชื่อถือใน คุณภาพ และนี่ก็คือ CSR ที่แท้ ในทางตรงกันข้ามมีธนาคารขนาดใหญ่ของสกอตแลนด์ต้องเข้ารับการฟื้นฟูจนกลาย สถานะเป็นธนาคารของรัฐไปเมื่อต้นปีมานี้เอง แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารดังกล่าวจะป่าวประกาศว่า ตนเอง "เจ๋ง" อย่างนั้นอย่างนี้ มุ่งอำนวยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจที่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่แสดงให้เห็นว่าการ "ลูบหน้าปะจมูก" ทำดีโดยอ้างว่ามี CSR นั้นช่วยอะไรไม่ได้เลยหากขาดความรับผิดชอบต่อ ผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร
ผู้ชอบชูธง CSR
ในมาเลเซียกลุ่ม YTL ซึ่งมีบริษัทในเครือทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็โหมโฆษณาว่าตนมี CSR และยังได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน green rating นอกจากนี้โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มนี้ได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน 4 ดาวจากสมาคมปูนซีเมนต์โลก ส่วน Quezon Power (Philippines) ซึ่งก็เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ก็ "คุย" ว่าตนมีกิจกรรม CSR ต่างๆ นานา
จะ สังเกตได้ว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ หมิ่นเหม่ต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมมักต้องทำ CSR แบบบริจาค การให้ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมอย่างออกหน้าออกตา นอกจากนี้ยังต้องพยายาม "ญาติดี" กับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO รวมทั้งสื่อสารมวลชนต่างๆ เพราะหากดำเนินการผิดพลาดไปก็อาจได้รับการผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
แต่ ก็น่าสังเกตว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นคงมีมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือได้พอ สมควร เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ ต่างก็มีโรงไฟฟ้าเช่นนี้ และก็ไม่มีข่าวว่ามีปัญหาอะไร แต่สำหรับในไทยการต่อต้านของ NGO และชาวบ้านส่วนหนึ่งช่างแรงมากจนรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถทำอะไรได้ นี่อาจเป็นจุดอ่อนประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศในอนาคตก็ได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05160352&day=2009-03-16§ionid=0221
สมิติเวชสร้าง "ชุมชนแข็งแรง"
สมิติเวชสร้าง "ชุมชนแข็งแรง" เงิน + แรง = ความผูกพัน
แม้ แดดในช่วงย่างเข้าฤดูร้อนจะแรงเพียงใด เด็กๆ และผู้สูงอายุกว่า 300 คนของหมู่บ้านหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ก็ยังทยอยจูงมือกันมาเข้าร่วมตรวจสุขภาพในโครงการชุมชนแข็งแรงที่โรงพยาบาล สมิติเวช นำทีมแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่กว่า 30 คน จาก 2 สาขาทั้งสุขุมวิท ศรีนครินทร์ เพื่อตรวจรักษาสุขภาพพื้นฐานอย่างการวัดความดัน หาระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นภารกิจแรกในการเปิดตัวโครงการซีเอสอาร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของโรง พยาบาลสมิติเวช ในโอกาสที่ โรงพยาบาลครบรอบ 30 ปี โดยมีพันธมิตรมากฝีมืออย่าง สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA เข้าร่วม
ซึ่ง ความน่าสนใจของ PDA นอกจากจะสามารถทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยใช้โมเดลที่ประสบความ สำเร็จในหลายพื้นที่แล้ว ปีที่แล้วยังได้รางวัลจากมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ จำนวน 1 ล้านเหรียญดอลลาร์
"เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการ ทำ ซีเอสอาร์ของสมิติเวช และมองว่าต้องให้ทั้งเงินและแรงรวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อให้สังคม ภาพรวมดีขึ้น หรือแม้กระทั่งการเลือกพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญก็จะเกิดประโยชน์อย่าง ยั่งยืน" เรมอนด์ ฌอง กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) กล่าว
สมิติเวชใช้ความเชี่ยวชาญทางด้าน สุขภาพทำตัวเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพที่จะช่วยสะสมความต้านทานให้ กับชาวบ้านรวมถึงการจัดอบรมอาสาสมัครหมู่บ้านให้มีความรู้ในการป้องกันโรค นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถเข้าเว็บไซต์ของโรงพยาบาลสมิติเวชเพื่อแบ่งปัน ข้อมูลทางสุขภาพ หลังจากนั้นเมื่อชาวบ้านมีสุขภาพที่ดีก็จะเริ่มการอุปถัมภ์หมู่บ้านด้วย การมอบเงินทุนดำเนินการ 1 ล้านบาทในระยะเวลา 6 ปี โดยจัดระบบการจัดการเงินทุนและทรัพยากรเพื่อสร้างหมู่บ้านเข้มแข็งและสามารถ อยู่ได้ด้วยตนเอง
"คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องสุขภาพ จะให้ความสำคัญต่อเมื่อเกิดการเจ็บป่วยแล้วทำให้เสียงบประมาณของประเทศไปมาก เราจึงพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนในหมู่บ้านให้รู้จักการป้องกันเพื่อให้คนมี สุขภาพดี มีความสุข และอายุยืน เมื่อคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็จะหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม"
ดูเหมือนว่าเงินทุนเพียง 1 ล้านบาทใน 6 ปี อาจน้อยสำหรับการสร้างชุมชนให้ แข็งแรง แต่สิ่งที่สำคัญกลับอยู่ที่การนำ ไปใช้
มี ชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA กล่าวว่า เงินที่มอบให้นั้นไม่ได้เป็นการให้เปล่าแต่เป็นการแลก เป็นการให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้และดูแลต่อจนรอด การเงินมากไม่ได้สำคัญเพราะทั่วโลกพิสูจน์มาแล้วว่าโครงการที่มอบแต่เงิน หรือสิ่งของแบบฟรีๆ ไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะจะไม่เกิดความยั่งยืนและทำร้ายชุมชนเมื่อรัฐบาล ไม่สามารถช่วยเหลือคนทุกคนได้ จึงต้องเกิดความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะจากเอ็นจีโอ ชุมชน และแม้กระทั่งภาคธุรกิจที่เป็นแรงสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้สังคมดีขึ้น
สิ่ง ที่ได้กลับมาแม้ชาวบ้านอาจไม่ได้รู้จักโรงพยาบาลสมิติเวชดีขึ้นมากกว่ามี ความรู้สึกดีต่อแพทย์และพยาบาล แต่ผลที่เห็นชัดคือ แพทย์และพยาบาลมีโอกาสทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น จะส่งผลดีกับบรรยากาศในการทำงานรวมไปถึงความรู้สึกที่ดีของ ผู้เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาล
"แพทย์เป็นอาชีพที่ได้รับผลตอบแทน สูง ทำอย่างไรให้ไม่คิดว่าทำงานแล้วจะได้เงินอย่างเดียว การออกมาทำงานเพื่อสังคมร่วมกันระหว่างแพทย์ พยาบาล และ เจ้าหน้าที่ จะทำให้รู้สึกว่าการสละเวลาและความรู้ให้กับสังคมจะได้ผลตอบแทนเป็นความสุข ใจมีค่ามากกว่า ที่สำคัญการทำ ซีเอสอาร์จะผูกใจลูกค้าว่าเงินที่จ่ายมามีคุณค่าเพราะส่วนหนึ่งจะกลับคืนสู่ สังคม"
นอกจากนี้ สมิติเวชยังมีการทำซีเอสอาร์ในด้านอื่นๆ อย่าง green hospital เปลี่ยนถุงยาเป็นกระดาษรีไซเคิล หรือการนำน้ำมันที่ใช้แล้วจากครัวของโรงพยาบาลบริจาคให้กับสถานีตำรวจทอง หล่อเพื่อไปใช้ทำน้ำมันไบโอดีเซล และดำเนินการอย่างประหยัด คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยนำกระดาษไปรีไซเคิลในโครงการ Sherd to Shere ของเอสซีจีเปเปอร์ Society รวมถึงการทำงานด้านสังคมผ่านมูลนิธิต่างๆ เช่น นำเด็กกำพร้าจากบ้านทานตะวันมาทำกิจกรรมที่โรงพยาบาลสมิติเวช หรือให้ทุนสนับสนุนอาชีพเยาวชนแก่มูลนิธิพระดาบสและบริจาคเลือดให้กับสภา กาชาดทุก 3 เดือน
"การทำซีเอสอาร์เป็นการผูกใจให้คนเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน และมีความสุขกับการทำงาน เพราะอยากให้การทำงานที่สมิติเวชไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่และทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งจะ ส่งผลต่อการทำงานที่ดี" เรมอนด์กล่าว
เพื่อทุกกิจกรรมจะตอบโจทย์กับการเป็นธุรกิจสุขภาพและโรงพยาบาลที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์และด้านสังคม
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04160352&day=2009-03-16§ionid=0221
ซึ่ง ความน่าสนใจของ PDA นอกจากจะสามารถทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยใช้โมเดลที่ประสบความ สำเร็จในหลายพื้นที่แล้ว ปีที่แล้วยังได้รางวัลจากมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ จำนวน 1 ล้านเหรียญดอลลาร์
"เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการ ทำ ซีเอสอาร์ของสมิติเวช และมองว่าต้องให้ทั้งเงินและแรงรวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อให้สังคม ภาพรวมดีขึ้น หรือแม้กระทั่งการเลือกพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญก็จะเกิดประโยชน์อย่าง ยั่งยืน" เรมอนด์ ฌอง กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) กล่าว
สมิติเวชใช้ความเชี่ยวชาญทางด้าน สุขภาพทำตัวเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพที่จะช่วยสะสมความต้านทานให้ กับชาวบ้านรวมถึงการจัดอบรมอาสาสมัครหมู่บ้านให้มีความรู้ในการป้องกันโรค นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถเข้าเว็บไซต์ของโรงพยาบาลสมิติเวชเพื่อแบ่งปัน ข้อมูลทางสุขภาพ หลังจากนั้นเมื่อชาวบ้านมีสุขภาพที่ดีก็จะเริ่มการอุปถัมภ์หมู่บ้านด้วย การมอบเงินทุนดำเนินการ 1 ล้านบาทในระยะเวลา 6 ปี โดยจัดระบบการจัดการเงินทุนและทรัพยากรเพื่อสร้างหมู่บ้านเข้มแข็งและสามารถ อยู่ได้ด้วยตนเอง
"คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องสุขภาพ จะให้ความสำคัญต่อเมื่อเกิดการเจ็บป่วยแล้วทำให้เสียงบประมาณของประเทศไปมาก เราจึงพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนในหมู่บ้านให้รู้จักการป้องกันเพื่อให้คนมี สุขภาพดี มีความสุข และอายุยืน เมื่อคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็จะหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม"
ดูเหมือนว่าเงินทุนเพียง 1 ล้านบาทใน 6 ปี อาจน้อยสำหรับการสร้างชุมชนให้ แข็งแรง แต่สิ่งที่สำคัญกลับอยู่ที่การนำ ไปใช้
มี ชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA กล่าวว่า เงินที่มอบให้นั้นไม่ได้เป็นการให้เปล่าแต่เป็นการแลก เป็นการให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้และดูแลต่อจนรอด การเงินมากไม่ได้สำคัญเพราะทั่วโลกพิสูจน์มาแล้วว่าโครงการที่มอบแต่เงิน หรือสิ่งของแบบฟรีๆ ไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะจะไม่เกิดความยั่งยืนและทำร้ายชุมชนเมื่อรัฐบาล ไม่สามารถช่วยเหลือคนทุกคนได้ จึงต้องเกิดความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะจากเอ็นจีโอ ชุมชน และแม้กระทั่งภาคธุรกิจที่เป็นแรงสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้สังคมดีขึ้น
สิ่ง ที่ได้กลับมาแม้ชาวบ้านอาจไม่ได้รู้จักโรงพยาบาลสมิติเวชดีขึ้นมากกว่ามี ความรู้สึกดีต่อแพทย์และพยาบาล แต่ผลที่เห็นชัดคือ แพทย์และพยาบาลมีโอกาสทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น จะส่งผลดีกับบรรยากาศในการทำงานรวมไปถึงความรู้สึกที่ดีของ ผู้เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาล
"แพทย์เป็นอาชีพที่ได้รับผลตอบแทน สูง ทำอย่างไรให้ไม่คิดว่าทำงานแล้วจะได้เงินอย่างเดียว การออกมาทำงานเพื่อสังคมร่วมกันระหว่างแพทย์ พยาบาล และ เจ้าหน้าที่ จะทำให้รู้สึกว่าการสละเวลาและความรู้ให้กับสังคมจะได้ผลตอบแทนเป็นความสุข ใจมีค่ามากกว่า ที่สำคัญการทำ ซีเอสอาร์จะผูกใจลูกค้าว่าเงินที่จ่ายมามีคุณค่าเพราะส่วนหนึ่งจะกลับคืนสู่ สังคม"
นอกจากนี้ สมิติเวชยังมีการทำซีเอสอาร์ในด้านอื่นๆ อย่าง green hospital เปลี่ยนถุงยาเป็นกระดาษรีไซเคิล หรือการนำน้ำมันที่ใช้แล้วจากครัวของโรงพยาบาลบริจาคให้กับสถานีตำรวจทอง หล่อเพื่อไปใช้ทำน้ำมันไบโอดีเซล และดำเนินการอย่างประหยัด คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยนำกระดาษไปรีไซเคิลในโครงการ Sherd to Shere ของเอสซีจีเปเปอร์ Society รวมถึงการทำงานด้านสังคมผ่านมูลนิธิต่างๆ เช่น นำเด็กกำพร้าจากบ้านทานตะวันมาทำกิจกรรมที่โรงพยาบาลสมิติเวช หรือให้ทุนสนับสนุนอาชีพเยาวชนแก่มูลนิธิพระดาบสและบริจาคเลือดให้กับสภา กาชาดทุก 3 เดือน
"การทำซีเอสอาร์เป็นการผูกใจให้คนเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน และมีความสุขกับการทำงาน เพราะอยากให้การทำงานที่สมิติเวชไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่และทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งจะ ส่งผลต่อการทำงานที่ดี" เรมอนด์กล่าว
เพื่อทุกกิจกรรมจะตอบโจทย์กับการเป็นธุรกิจสุขภาพและโรงพยาบาลที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์และด้านสังคม
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04160352&day=2009-03-16§ionid=0221
บทพิสูจน์ตัวจริงขององค์กร CSR
ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำ บทพิสูจน์ตัวจริงขององค์กร CSR
โดย สุภา โภคาชัยพัฒน์
ท่าม กลางภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอันชุลมุนวุ่นวาย สื่อต่างๆ ก็พากันรายงานถึงความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมรอบตัวเราในเรื่องนี้ไม่ค่อยจะดีนัก และยิ่งมีการนำเสนอเรื่องนี้มากเท่าไร ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแย่ลงไปมากเท่านั้น สังคมที่รอคอยการช่วยเหลือต่างก็สิ้นหวังมากยิ่งขึ้น ภาวะเช่นนี้จะมีสักกี่องค์กรที่ยังคงสนใจคนและสังคม โดยเฉพาะคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือทุกคนคิดแต่จะเอาตัวรอดและตัดส่วนที่ เรียกว่ากิจกรรมเพื่อสังคมออกไป สถานการณ์ปัจจุบันที่เรียกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นนี้นับเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญขององค์กรที่ใส่ใจ สังคมอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมามีการถกเถียงเรื่องการทำ ซีเอสอาร์เพราะเป็นกระแส หรือแม้กระทั่งประเด็นที่ว่า กิจกรรมไหนคือซีเอสอาร์ของจริง เป็นต้น วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของผู้บริหารว่าให้ความสำคัญของการทำซีเอส อาร์จริงหรือที่ผ่านมาเป็นเพียงการสร้างภาพของบริษัท เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ผู้เขียนขอยืนยันว่ากิจกรรมเพื่อสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของ บริษัทท่ามกลางเศรษฐกิจที่รุมเร้า
ภาพของการเป็นองค์กรที่ยัง ห่วงใยสังคม ยังคงต้องมีต่อไป บางท่านอาจจะแย้งว่า "ปีนี้บริษัทของเราประสบภาวะขาดทุนหรือกำไรลดลง กิจกรรมซีเอสอาร์ควรถูกตัดเป็นอันดับแรก เอาไว้บริษัทมีกำไรเยอะๆ แล้วเราจะกลับมาทำซีเอสอาร์" นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่ทำได้ แต่เยาวชนไทยและสังคมที่ต้องการความช่วยเหลือ ที่กำลังเติบโตก็ยังเติบโตต่อไปอยู่ทุกวันโดยไม่สามารถรอให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือแย่ลง เยาวชนจะต้องโตในแบบที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง โตโดยไม่มีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนกับกิจกรรมหรือเวทีให้เขาแสดงความสามารถออก มาอย่างถูกต้อง แต่กลับเห็นแต่ภาคธุรกิจที่กังวลถึงเรื่องกำไรขาดทุน คิดหรือว่าพอเศรษฐกิจดีขึ้นและเราพร้อมจะกลับมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีก เยาวชนของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ความคิดเช่นนี้คงจะพอบอกได้แล้วว่าองค์กรไหนที่ทุ่มเทให้ความสำคัญกับซีเอส อาร์ที่แท้จริง
มาตรฐานของการผลิตสินค้าที่ควรมีคุณภาพฉันใด ผู้เขียนมองว่าการทำกิจกรรมซีเอสอาร์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนก็คือหนึ่ง ปัจจัยที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ของบริษัท ฉะนั้นแล้วแทนที่หลายบริษัทจะลุกขึ้นมากู้ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงทางการ เงินด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ใหม่ๆ แถลงยอดขาย ผลกำไร จงอย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำดีอยู่แล้วและมอบให้กับสังคมอยู่แล้วนั่นแหละคือ การลงทุนทางธุรกิจที่คุ้มค่าในระยะยาวมากที่สุด และที่สำคัญคือทำด้วยต้นทุนที่น้อยมาก
นโยบายการตัดงบประมาณและการยก เลิกกิจกรรมต่างๆ นั้นทำได้ง่ายมาก แต่การกลั่นกรองถึงเนื้อหาและความสำคัญในระยะยาวของกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนการลงมือปฏิบัติโครงการอย่างมีระบบนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า สำหรับองค์กร แน่นอนว่าผลที่ได้นั้นไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรต่อสังคม ภายนอก หากแต่ยังมีผลมัดใจผู้ถือหุ้น พนักงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
จะกล่าวไปแล้วภาวะเศรษฐกิจใน วันนี้มองให้เป็นกลางก็คือ ผลของการทำกำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดขององค์กรธุรกิจในอดีต ความไม่สมดุลทางสังคมนั้นมีอยู่มาก เมื่อกอบโกยกำไรกันอย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่สะท้อนถึงความเป็นไปทางสังคม ความเจ็บปวดจากภาวะดังกล่าวจึงเกิดขึ้นมาก กระแสซีเอสอาร์จะไม่จางหายไปจากภาคธุรกิจหากองค์กรต่างสำนึกถึงการคืนกำไร ให้กับสังคม และวันหนึ่งเมื่อสังคมแวดล้อมหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านดี ขึ้น องค์กรก็จะกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน
วันนี้ องค์กรส่วนมากอาจดำเนินนโยบายในการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกเพื่อให้มี เงินเหลือในกระเป๋าให้มากที่สุด แต่ผู้เขียนยังเห็นว่าอีกนโยบายหนึ่งที่ผู้บริหารควรทำก็คือ การรักษานโยบายการดำรงกิจกรรมเพื่อสังคมไว้เคียงคู่กับองค์กรนั้นจะช่วยยึด เหนี่ยวความภักดีต่อองค์กรจากลูกค้า คู่ค้า พนักงาน เยาวชน ประชาชน รวมทั้งผู้ถือหุ้นและสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03160352&day=2009-03-16§ionid=0221
โดย สุภา โภคาชัยพัฒน์
ท่าม กลางภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอันชุลมุนวุ่นวาย สื่อต่างๆ ก็พากันรายงานถึงความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมรอบตัวเราในเรื่องนี้ไม่ค่อยจะดีนัก และยิ่งมีการนำเสนอเรื่องนี้มากเท่าไร ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแย่ลงไปมากเท่านั้น สังคมที่รอคอยการช่วยเหลือต่างก็สิ้นหวังมากยิ่งขึ้น ภาวะเช่นนี้จะมีสักกี่องค์กรที่ยังคงสนใจคนและสังคม โดยเฉพาะคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือทุกคนคิดแต่จะเอาตัวรอดและตัดส่วนที่ เรียกว่ากิจกรรมเพื่อสังคมออกไป สถานการณ์ปัจจุบันที่เรียกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นนี้นับเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญขององค์กรที่ใส่ใจ สังคมอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมามีการถกเถียงเรื่องการทำ ซีเอสอาร์เพราะเป็นกระแส หรือแม้กระทั่งประเด็นที่ว่า กิจกรรมไหนคือซีเอสอาร์ของจริง เป็นต้น วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของผู้บริหารว่าให้ความสำคัญของการทำซีเอส อาร์จริงหรือที่ผ่านมาเป็นเพียงการสร้างภาพของบริษัท เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ผู้เขียนขอยืนยันว่ากิจกรรมเพื่อสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของ บริษัทท่ามกลางเศรษฐกิจที่รุมเร้า
ภาพของการเป็นองค์กรที่ยัง ห่วงใยสังคม ยังคงต้องมีต่อไป บางท่านอาจจะแย้งว่า "ปีนี้บริษัทของเราประสบภาวะขาดทุนหรือกำไรลดลง กิจกรรมซีเอสอาร์ควรถูกตัดเป็นอันดับแรก เอาไว้บริษัทมีกำไรเยอะๆ แล้วเราจะกลับมาทำซีเอสอาร์" นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่ทำได้ แต่เยาวชนไทยและสังคมที่ต้องการความช่วยเหลือ ที่กำลังเติบโตก็ยังเติบโตต่อไปอยู่ทุกวันโดยไม่สามารถรอให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือแย่ลง เยาวชนจะต้องโตในแบบที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง โตโดยไม่มีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนกับกิจกรรมหรือเวทีให้เขาแสดงความสามารถออก มาอย่างถูกต้อง แต่กลับเห็นแต่ภาคธุรกิจที่กังวลถึงเรื่องกำไรขาดทุน คิดหรือว่าพอเศรษฐกิจดีขึ้นและเราพร้อมจะกลับมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีก เยาวชนของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ความคิดเช่นนี้คงจะพอบอกได้แล้วว่าองค์กรไหนที่ทุ่มเทให้ความสำคัญกับซีเอส อาร์ที่แท้จริง
มาตรฐานของการผลิตสินค้าที่ควรมีคุณภาพฉันใด ผู้เขียนมองว่าการทำกิจกรรมซีเอสอาร์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนก็คือหนึ่ง ปัจจัยที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ ของบริษัท ฉะนั้นแล้วแทนที่หลายบริษัทจะลุกขึ้นมากู้ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงทางการ เงินด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ใหม่ๆ แถลงยอดขาย ผลกำไร จงอย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำดีอยู่แล้วและมอบให้กับสังคมอยู่แล้วนั่นแหละคือ การลงทุนทางธุรกิจที่คุ้มค่าในระยะยาวมากที่สุด และที่สำคัญคือทำด้วยต้นทุนที่น้อยมาก
นโยบายการตัดงบประมาณและการยก เลิกกิจกรรมต่างๆ นั้นทำได้ง่ายมาก แต่การกลั่นกรองถึงเนื้อหาและความสำคัญในระยะยาวของกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนการลงมือปฏิบัติโครงการอย่างมีระบบนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า สำหรับองค์กร แน่นอนว่าผลที่ได้นั้นไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรต่อสังคม ภายนอก หากแต่ยังมีผลมัดใจผู้ถือหุ้น พนักงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
จะกล่าวไปแล้วภาวะเศรษฐกิจใน วันนี้มองให้เป็นกลางก็คือ ผลของการทำกำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดขององค์กรธุรกิจในอดีต ความไม่สมดุลทางสังคมนั้นมีอยู่มาก เมื่อกอบโกยกำไรกันอย่างไร้ขีดจำกัดโดยไม่สะท้อนถึงความเป็นไปทางสังคม ความเจ็บปวดจากภาวะดังกล่าวจึงเกิดขึ้นมาก กระแสซีเอสอาร์จะไม่จางหายไปจากภาคธุรกิจหากองค์กรต่างสำนึกถึงการคืนกำไร ให้กับสังคม และวันหนึ่งเมื่อสังคมแวดล้อมหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านดี ขึ้น องค์กรก็จะกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน
วันนี้ องค์กรส่วนมากอาจดำเนินนโยบายในการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกเพื่อให้มี เงินเหลือในกระเป๋าให้มากที่สุด แต่ผู้เขียนยังเห็นว่าอีกนโยบายหนึ่งที่ผู้บริหารควรทำก็คือ การรักษานโยบายการดำรงกิจกรรมเพื่อสังคมไว้เคียงคู่กับองค์กรนั้นจะช่วยยึด เหนี่ยวความภักดีต่อองค์กรจากลูกค้า คู่ค้า พนักงาน เยาวชน ประชาชน รวมทั้งผู้ถือหุ้นและสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03160352&day=2009-03-16§ionid=0221
มีอะไรบนเวทีนี้ !!
ยังมีข้อถกเถียงกันมากถึงการประกอบการทางสังคมว่าคืออะไร บนเวที GSVC ที่จะจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร มีคำตอบ ในวันที่ 19 มีนาคม 2552 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมชมการประกวดแผนธุรกิจรอบสุดท้าย และสามารถร่วมฟังสัมมนาเรื่องการประกอบการทางสังคม (Social Entrepreneurship Symposium) ได้ในวันที่ 20 มีนาคม ที่มีวิทยากร อาทิ สตีเฟ่น แซลมอน ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัทไทยคราฟท์ แฟร์เทรด คริส คูซาโน ตัวแทนภูมิภาค
เอเชีย จากมูลนิธิอโชก้า (Ashoka) แจค ซิม ผู้ก่อตั้ง World Toilet Organization อมาน บัทธาชาจี (Aman Bhattacharjee) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์ค จำกัด (ประเทศไทย) ฯลฯ รวมไปถึงเวิร์กช็อป "การวัดมูลค่าของธุรกิจที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม" (Social Impact Assessment Workshop) ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ www. gsvc-sea.org หรือโทร.083-892-7738
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02160352&day=2009-03-16§ionid=0221
GSVC ธุรกิจเพื่อสังคม
GSVC ธุรกิจเพื่อสังคม เวลาของผู้ประกอบการ (พันธุ์) ใหม่
" ผมรู้จักเพื่อนร่วมงานในสายผู้ประกอบการบางท่านที่มีความรู้สึกว่าธุรกิจที่ สามารถสร้างกำไรทางการเงินและสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ ธุรกิจที่แท้จริง และออกจะเป็นเรื่องของการทำการกุศล" เอ็ดเวิร์ด รูเบช อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประกอบการสากล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการโครงการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (GSVC) ครั้งที่ 2 ในไทย ซึ่งกำลังจะ จัดขึ้นในวันที่ 19-20 มีนาคม 2552 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน กล่าว
ทั้งๆ ที่มีการศึกษาของสำนักต่างๆ มากมายที่บอกว่า บริษัทที่ให้คุณค่ากับเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Triple Bottom Line ที่ระบุว่าบริษัทที่เป็นพลเมืองที่ดีในการสร้างคุณค่าให้สิ่งแวดล้อม หรือผู้คน หรือดำรงในหลักธรรมาภิบาลสามารถมี ผลงานที่ดีกว่าในตลาดหุ้นเฉลี่ย 15-25%
และยังเชื่อว่าการเกิดขึ้นของธุรกิจเช่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญหน้า
โอกาสและความต้องการ
การ จัดการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ GSVC ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน โดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กลี่ย์ มุ่งหวังว่าเวทีนี้จึงเป?นการส�งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและเป?นการสร้างชุมชน ของผู้ที่มีความคิดเดียวกันที่ต้องการจะเห็นโลกและสังคมน่าอยู่มากขึ้นด้วย การร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ และร่วมพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ในทุกครั้งของการประกวดจะมีนักวิชาการ นักธุรกิจ นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนประเภทนี้ ฯลฯ เข้ามาร่วมในเวที และตลอดเวลากว่า 10 ปีของการจัดการแข่งขัน ได้สร้างธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นมากว่า 70 ธุรกิจในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ไมโครไฟแนนซ์ และอื่นๆ
ในการประกวดยังมุ่งเน้นนวัตกรรมในการวัด มูลค่าของธุรกิจที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Impact Assessment) ให้ออกมาเป็นตัวเงิน ซึ่งบางคุณค่าหรือผลกระทบเป็นเรื่องยากที่จะวัดหรือตีออกมาเป็นมูลค่าได้ และสามารถนำไปเป็นแบบอย่างต่อไป
มองผ่านโมเดล "ซันไนท์ โซลาร์"
" รูเบช" บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจ ที่เชื่อเช่นนี้ ในการแข่งขัน GSVC รอบสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กลี่ย์ เมื่อปีที่ผ่าน ผมได้พบมาร์ค เบนท์ ซึ่งเขาได้รับเชิญไปเพื่อพูดถึงบริษัทของเขาคือ ซันไนท์ โซลาร์ เมื่อมาร์คอธิบายว่าเขาตั้งบริษัทของเขาอย่างไร ผมว่าน่าสนใจมาก"
"เบนท์บอกว่าเขาต้องการที่จะสร้างบริษัทที่ประสบ ความสำเร็จเมื่อมองในแง่ ผลกำไรทางการเงินที่จะสามารถช่วยให้ครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่ที่ดี แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องการที่จะแก้ปัญหาหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่อยู่รอบๆ ตัวเขา และยังสามารถมองเห็นถึงการแก้ปัญหาที่ทำได้โดยไม่ยาก อย่างเช่นการจัดหาแสงสว่างให้กับชุมชนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ บริษัทซันไนท์จึงเริ่มขายไฟฉายที่ได้พลังงานมาจากแสงอาทิตย์ ซึ่งได้รับการชาร์จในช่วงกลางวันและสามารถใช้ในตอนกลางคืน"
" ซันไนท์เชื่อว่าเขาสร้างไฟฉายที่ดีที่สุดในโลก หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้คนและเอ็นจีโอในระดับนานาชาติหลายแห่งได้ ซื้อไฟฉายนี้เพื่อนำไปให้
ชาวบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยที่ผู้คนสามารถยังทำงานหรือเรียนหนังสือได้หลังจากที่พระอาทิตย์ตกแล้ว การที่พวกเขาสามารถมีแสงสว่างทำให้เด็กๆ สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น เป็นโอกาสที่ครอบครัวจะสามารถทำงานได้นานขึ้น ทำให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าบริษัทก็มีกำไรเช่นกัน"
นวัตกรรมที่สร้างสรรค์
" นี่เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการนำ นวัตกรรมมาสร้างเป็นธุรกิจและยังช่วยแก้ไข ปัญหาสังคมที่มีมายาวนานได้ อย่างความยากจน การศึกษา มลพิษ และพลังงาน ซันไนท์ยังเป็นบริษัทรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ใช้ความ คิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบตัว" รูเบชกล่าว
เช่น เดียวกันแผนธุรกิจของนักศึกษาที่เข้ารอบ 11 ทีมสุดท้ายของการแข่งขันระดับภูมิภาค ในปีนี้มีตั้งแต่แผนธุรกิจเพื่อสังคม วีดิโอเกมทางจิตวิทยา ที่ใช้ลดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย และใช้พัฒนาทักษะเด็กออทิสติกของทีม Click the Clam จาก University of Auckland นิวซีแลนด์
ธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในชนบท ของทีม Soxcell มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเสนอพลังงานทางเลือกที่เกิดจาก fuel cell หรือเชลล์ เชื้อเพลิงที่เกิดปฏิกิริยามาจากโซลิดออกไซด์ซึ่งมีราคาถูกกว่าพลังงานทาง เลือกอื่นๆ และสามารถติดตั้งในชนบทห่างไกล ธุรกิจนี้จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 6 แสนเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 8 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 10 ปี
หรือแผนธุรกิจที่พยายามจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบ ซัพพลายเชนธุรกิจแฟชั่นในเกาหลีใต้ ของทีม Sooda จาก Yonsei University, Korea University, Seoul National University และ KAIST โดยการให้บริการผลิตและจัดจำหน่ายให้ นักออกแบบเสื้อผ้าอิสระกว่า 100 คน เพราะมองว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในเกาหลีใต้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่ กี่แห่งที่มุ่งทำกำไรสูงสุดทางการเงิน โดยการพยายามลดต้นทุนจากการให้พนักงานทำงานหนักในสภาพการทำงานที่เอารัดเอา เปรียบ นักออกแบบเสื้อผ้ามีรายได้ต่ำ ธุรกิจนี้ได้เริ่มต้นในบางส่วนแล้วในกรุงโซล ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดหวังที่จะสร้างอัตราผลตอบแทนของโครงการต่อสังคมถึง 1800% ในระยะเวลา 10 ปี
จะเห็นได้ว่าทุกแผนธุรกิจไม่ได้เพียงแค่คิด ถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แต่ยังพยายามตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาาทางสังคม และก้าวสู่กระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการทำการกุศล !!
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01160352&day=2009-03-16§ionid=0221
ทั้งๆ ที่มีการศึกษาของสำนักต่างๆ มากมายที่บอกว่า บริษัทที่ให้คุณค่ากับเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Triple Bottom Line ที่ระบุว่าบริษัทที่เป็นพลเมืองที่ดีในการสร้างคุณค่าให้สิ่งแวดล้อม หรือผู้คน หรือดำรงในหลักธรรมาภิบาลสามารถมี ผลงานที่ดีกว่าในตลาดหุ้นเฉลี่ย 15-25%
และยังเชื่อว่าการเกิดขึ้นของธุรกิจเช่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญหน้า
โอกาสและความต้องการ
การ จัดการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจ GSVC ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน โดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กลี่ย์ มุ่งหวังว่าเวทีนี้จึงเป?นการส�งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและเป?นการสร้างชุมชน ของผู้ที่มีความคิดเดียวกันที่ต้องการจะเห็นโลกและสังคมน่าอยู่มากขึ้นด้วย การร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ และร่วมพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ในทุกครั้งของการประกวดจะมีนักวิชาการ นักธุรกิจ นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนประเภทนี้ ฯลฯ เข้ามาร่วมในเวที และตลอดเวลากว่า 10 ปีของการจัดการแข่งขัน ได้สร้างธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นมากว่า 70 ธุรกิจในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ไมโครไฟแนนซ์ และอื่นๆ
ในการประกวดยังมุ่งเน้นนวัตกรรมในการวัด มูลค่าของธุรกิจที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Impact Assessment) ให้ออกมาเป็นตัวเงิน ซึ่งบางคุณค่าหรือผลกระทบเป็นเรื่องยากที่จะวัดหรือตีออกมาเป็นมูลค่าได้ และสามารถนำไปเป็นแบบอย่างต่อไป
มองผ่านโมเดล "ซันไนท์ โซลาร์"
" รูเบช" บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจ ที่เชื่อเช่นนี้ ในการแข่งขัน GSVC รอบสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กลี่ย์ เมื่อปีที่ผ่าน ผมได้พบมาร์ค เบนท์ ซึ่งเขาได้รับเชิญไปเพื่อพูดถึงบริษัทของเขาคือ ซันไนท์ โซลาร์ เมื่อมาร์คอธิบายว่าเขาตั้งบริษัทของเขาอย่างไร ผมว่าน่าสนใจมาก"
"เบนท์บอกว่าเขาต้องการที่จะสร้างบริษัทที่ประสบ ความสำเร็จเมื่อมองในแง่ ผลกำไรทางการเงินที่จะสามารถช่วยให้ครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่ที่ดี แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องการที่จะแก้ปัญหาหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่อยู่รอบๆ ตัวเขา และยังสามารถมองเห็นถึงการแก้ปัญหาที่ทำได้โดยไม่ยาก อย่างเช่นการจัดหาแสงสว่างให้กับชุมชนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ บริษัทซันไนท์จึงเริ่มขายไฟฉายที่ได้พลังงานมาจากแสงอาทิตย์ ซึ่งได้รับการชาร์จในช่วงกลางวันและสามารถใช้ในตอนกลางคืน"
" ซันไนท์เชื่อว่าเขาสร้างไฟฉายที่ดีที่สุดในโลก หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้คนและเอ็นจีโอในระดับนานาชาติหลายแห่งได้ ซื้อไฟฉายนี้เพื่อนำไปให้
ชาวบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยที่ผู้คนสามารถยังทำงานหรือเรียนหนังสือได้หลังจากที่พระอาทิตย์ตกแล้ว การที่พวกเขาสามารถมีแสงสว่างทำให้เด็กๆ สามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้น เป็นโอกาสที่ครอบครัวจะสามารถทำงานได้นานขึ้น ทำให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าบริษัทก็มีกำไรเช่นกัน"
นวัตกรรมที่สร้างสรรค์
" นี่เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการนำ นวัตกรรมมาสร้างเป็นธุรกิจและยังช่วยแก้ไข ปัญหาสังคมที่มีมายาวนานได้ อย่างความยากจน การศึกษา มลพิษ และพลังงาน ซันไนท์ยังเป็นบริษัทรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ใช้ความ คิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบตัว" รูเบชกล่าว
เช่น เดียวกันแผนธุรกิจของนักศึกษาที่เข้ารอบ 11 ทีมสุดท้ายของการแข่งขันระดับภูมิภาค ในปีนี้มีตั้งแต่แผนธุรกิจเพื่อสังคม วีดิโอเกมทางจิตวิทยา ที่ใช้ลดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย และใช้พัฒนาทักษะเด็กออทิสติกของทีม Click the Clam จาก University of Auckland นิวซีแลนด์
ธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในชนบท ของทีม Soxcell มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำเสนอพลังงานทางเลือกที่เกิดจาก fuel cell หรือเชลล์ เชื้อเพลิงที่เกิดปฏิกิริยามาจากโซลิดออกไซด์ซึ่งมีราคาถูกกว่าพลังงานทาง เลือกอื่นๆ และสามารถติดตั้งในชนบทห่างไกล ธุรกิจนี้จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 6 แสนเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 8 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 10 ปี
หรือแผนธุรกิจที่พยายามจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบ ซัพพลายเชนธุรกิจแฟชั่นในเกาหลีใต้ ของทีม Sooda จาก Yonsei University, Korea University, Seoul National University และ KAIST โดยการให้บริการผลิตและจัดจำหน่ายให้ นักออกแบบเสื้อผ้าอิสระกว่า 100 คน เพราะมองว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในเกาหลีใต้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่ กี่แห่งที่มุ่งทำกำไรสูงสุดทางการเงิน โดยการพยายามลดต้นทุนจากการให้พนักงานทำงานหนักในสภาพการทำงานที่เอารัดเอา เปรียบ นักออกแบบเสื้อผ้ามีรายได้ต่ำ ธุรกิจนี้ได้เริ่มต้นในบางส่วนแล้วในกรุงโซล ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดหวังที่จะสร้างอัตราผลตอบแทนของโครงการต่อสังคมถึง 1800% ในระยะเวลา 10 ปี
จะเห็นได้ว่าทุกแผนธุรกิจไม่ได้เพียงแค่คิด ถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แต่ยังพยายามตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาาทางสังคม และก้าวสู่กระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการทำการกุศล !!
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01160352&day=2009-03-16§ionid=0221
ไม่มีเวลาลองผิดลองถูก
" ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ไกรสรสุธาสินี" นักวิชาการจากคณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นเรื่องที่ผู้จัดทำต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะตัวชี้วัดในการประเมินผล เพราะต้องยอมรับว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในทางวิชาการยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องเครื่องมือชี้วัด และอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่โดยส่วนตัวมองว่าทำให้กระทั่งมาตรฐาน ISO 26000 เองก็ยังไม่มีการรับรอง เพราะฉะนั้นหากยังไม่มีเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนและมีการรับรองมาตรฐานจะทำให้ เกิดปัญหาตามมาในอนาคต
"ถ้าเรากำลังมองว่า CSR กำลังเป็นมาตรฐานในการทำธุรกิจที่ผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ทำการค้าด้วยกับ บริษัทที่ไม่มี CSR ซึ่งกำลังเป็นอุปสรรคกับธุรกิจไทย ดังนั้นการทำมาตรฐานเราต้องมองในสิ่งที่เขาต้องการกับสิ่งที่เราจะทำให้สอด คล้องกัน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าถ้าบริษัทบอกคู่ค้าว่ามีมาตรฐาน CSR แล้ว ถ้าในระยะยาวบริษัทมาตรวจสอบโรงงานแล้วพบว่าไม่ได้มาตรฐานอย่างนั้นจะเป็น สิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อมาตรฐานและกลายเป็นว่าสิ่งที่ธุรกิจทำก็ สูญเปล่า ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราคงไม่มีเวลามาลองผิดลองถูก" ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04090352&day=2009-03-09§ionid=0221
อย่าติดกับดักตัวเอง
" อนันตชัย ยูรประถม" ผู้อำนวยการสถาบันธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SBDI) กล่าวว่า ในการจะจัดทำมาตรฐานต้องพิจารณาใน 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือความน่าเชื่อถือของมาตรฐาน คงต้องมีการกำหนดถึงการประเมินองค์กรให้ดีว่าจะมีตัวชี้วัดแบบใด จึงจะเรียกได้ว่าองค์กรนี้ได้รับการรับรองว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว การที่ทำโดยไม่พิจารณาเรื่องนี้ให้ดี จะนำไปสู่การทำลายความน่าเชื่อถือของมาตรฐานและตัวองค์กรผู้จัดทำมาตรฐานใน ระยะยาว ประเด็นที่ 2 คือการวางแนวปฏิบัติ ซึ่งไม่ได้เป็นแต่เพียงการกำหนดว่าองค์กรต้องมีความรับผิดชอบ ควรทำในประเด็นใดบ้างในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้องมีการกำหนดวิธีการในการจะเดินไปสู่แนวปฏิบัตินั้นได้ เพราะไม่อย่างนั้นการที่แม้จะมีเจตนาที่ดีในการกระตุ้นและ ส่งเสริมองค์กรธุรกิจให้ทำ CSR จะกลายเป็นว่ามาตรฐานนี้จะกลับไปสร้างอุปสรรคให้ธุรกิจเองเช่นเดียวกับที่ เคยเกิดขึ้นกับการออกแนวปฏิบัติที่ผ่านมา
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03090352&day=2009-03-09§ionid=0221
แนะเส้นทางสู่มาตรฐานที่ดี
ผศ. ดร.สมพร กมลศิริพิชัยพร นักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI (global reporting initiative) กล่าวว่า การมีมาตรฐาน CSR ที่มุ่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นเป็นเรื่อง ที่ดี แต่ควรมีกรอบและเครื่องมือชี้วัดให้ชัดเจน
โดยในการจัดทำ มาตรฐานในต่างประเทศอย่างมาตรฐาน GRI นั้นใช้เวลาในการพัฒนายาวนาน มีการค้นคว้าวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นต่างๆ และอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วน เสีย (stakeholders feedback)
"ก่อนที่จะเปิดให้ผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียอื่นๆ เข้ามาให้ความเห็น และเมื่อได้เป็นร่างแล้วก็จะเปิดให้สาธารณะเข้าไปให้ความคิดเห็น เพิ่มเติม"
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02090352&day=2009-03-09§ionid=0221
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)