วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตามล่าจิตอาสาสุดขอบฟ้า

โดย อนันตชัย ยูรประถม anantachai@yahoo.com



Q : แนวทาง CSR ขององค์กรมุ่งเน้นเรื่องการอาสาสมัคร แต่จนแล้วจนรอด...ถ้าไม่บังคับยังไงพนักงานก็ไม่สมัคร

ขุม ทรัพย์สุดขอบฟ้าเริ่มตั้งแต่ CSR เป็นกระแสฮอตฮิตในบ้านเรา ของล้ำค่าที่บรรดาเหล่าอินเดียนน่าโจนส์ทั้งหลายตามหาในเขาวงกตองค์กรก็คือ "จิตอาสาแห่ง CSR" เพราะเชื่อกันว่าองค์กรใดได้ ครอบครองจิตอาสาแห่ง CSR แล้ว ถือว่าได้ บรรลุสุดยอดของการเป็นองค์กรแห่งความรับผิดชอบ ตราบจนเท่าปัจจุบัน แม้อินเดียนน่าโจนส์เหล่านั้นอาจจะต้องย้ายเขาวงกตใหม่แต่เป้าหมายก็ยัง เหมือนเดิม

อินเดียนน่าสาวท่านหนึ่งเคยถามผมว่า สาวกจิตอาสาในองค์กรนี่มักจะหน้าเดิมๆ อยู่เสมอ ประเภทที่ว่าออกผจญภัยมา 5 ครั้งแทบจะเขียนรายชื่อสาวกรอไว้ก่อนได้เลย บรรดาผู้ปกครองทั้งหลายก็มีแนวคิดว่า สาวกทั้งหมดควรจะมีโอกาสได้ออกผจญภัยไปสัมผัสกับดวงจิตอาสาอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่แต่สาวกหน้าเดิมๆ ดังนั้นออกเป็นประกาศคำสั่งซะเลยให้มันรู้แล้วรู้รอด ผมก็เลยบอกไปว่า ถ้าอย่างนั้นมันไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วละครับ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า "จิตอาสา" เล่นไปฉุดกระชากลากถูกันแบบนี้ของเสื่อมหมดกัน

ล่าสุดก็ เจอกับอินเดียนน่ารุ่นเยาว์เหมือนกัน พึ่งย้ายเขาวงกตเจออาถรรพ์แบบเดียว กันเป๊ะ ลองมาหลายวิธีแล้วพยายามหากิจกรรมผจญภัยใหม่ๆ มาหลอกล่อสาวก ให้ออกจากถ้ำ ท่านก็ไม่ยอมไปกันซะที เจอแต่หน้าเดิมสม่ำเสมอ

ที่ว่า มาไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรกับสาวกชุดเดิมๆ หรอกครับ มันเป็นธรรมดาและธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ทัศนคติและความเชื่อที่ฝังใจ ลบยังไงก็ "ไม่ออกซิแม่" จริงๆ สาวกชุดเดิมๆ ที่มีนะดีสุดยอดอยู่แล้วครับ เลื่อนฐานะมาเป็นหัวหน้าหมู่ CSR ไปเลย อย่าให้เป็นแค่สาวกต๊อกต๋อย เชิญเข้ามาเป็นผู้นำไปเลยครับ ช่วยกันคิดช่วยกันวางแผน และช่วยกันกระจายออกไป ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายที่กำลังฮอตฮิตให้เป็นประโยชน์ครับ

อีกแบบหนึ่ง ก็คือ การทบทวนถึงเป้าหมาย CSR ขององค์กรว่าคืออะไร เราติดกับดัก "จิตอาสา" จนไปไหนไม่ได้หรือเปล่า เพราะเราคิดว่า CSR คือจิตอาสา หรือว่า CSR ของเรายกตัวอย่างนะครับ คือ "ความรับผิดชอบในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม" และแนวทางหลักของเราก็คือ จิตอาสาของพนักงาน หรือ volunteering ที่นำไปสู่เป้าหมาย ดังนั้น ตัววัดความสำเร็จหลักของเราก็คือ "คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้มีส่วนได้เสียสำคัญของเราในสังคม" ไม่ใช่จำนวนของอาสาสมัคร เพราะอะไรครับ จำนวนสาวกที่มากันเยอะๆ นะ บอกไม่ได้ว่ามันทำให้กิจกรรมของเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ให้กับสังคมได้เสมอไป บางครั้งคนน้อยแต่ได้เรื่องได้ราวก็มีถมไป แถมถ้ามาแบบแฟชั่นพานจะพาให้อินเดียนน่าโจนส์ทั้งหลาย ปวดหัวกับสาวก มิหนำซ้ำกลับไปยังมีเมาท์กันไม่รู้จบอีกต่างหาก ปัญหาต่อมาก็คือ การหาประเด็นที่จะพาสาวกออกไปลุย ก็ต้องเอาไอ้ที่มันเร้าใจสาวกไว้ก่อน จนบางครั้งก็ต้องทำอะไรซ้ำๆ อยู่ แต่ในกระแส ผลกระทบและคุณค่ามากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ดึงกลับมาเชื่อมโยงกับองค์กรไม่ได้เนื่องจากมัวแต่ห่วงตัวเลขสาวก

การ เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นเรื่อง "คุณภาพชีวิต" ทำให้เรามุ่งเน้นไปยังประเด็นที่มีคุณค่าของทั้งสองฝ่าย ส่วนจำนวนตัวเลขของสาวกเป็นตัวบ่งชี้ถึงการปรับปรุงกระบวนการในการดำเนิน กิจกรรม CSR ของเรา ซึ่งช่วยให้เราเข้าถึงการสร้างคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น มีการพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลักของเราที่ได้ตั้งไว้

งาน นี้อินเดียนน่าโจนส์ได้ทั้งความ อิ่มเอมใจในเป้าหมายแล้วก็ความท้าทายของการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆไปพร้อมๆ กัน... เพราะเขาเหล่านั้นหลุดออกจากเขาวงกตได้แล้วครับ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หลากมุมมอง "ความรับผิดชอบ"

" การที่สถาบันการเงินจะปฏิบัติตามหน้าที่พื้นฐาน ควรเป็นสิ่งที่ต้องบังคับกัน หากไม่มีแรงจูงใจก็ต้องใช้กฎหมายเปิดเผยข้อมูล ส่วนแนวทางมากกว่านั้นก็คือการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืน อันนี้อาจจะต้องใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้เซ็กเตอร์ที่ยั่งยืนโดย เฉพาะธุรกิจเพื่อสังคมได้เจริญเติบโตขึ้น" สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระกล่าว

............

"สถาบันทางการเงินต้องมี ความซื่อสัตย์ในการบอกข้อมูลและไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ที่ผ่านมามีการใช้ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย สคบ.พยายามยกมาตรฐานความรับผิดชอบ

ต่อสังคม และใช้มาตรการของความเท่าเทียมกันทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ" ธีรวัฒน์ จันทรสมบูรณ์ รองเลขาธิการสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

............

"ปัญหาธรรมาภิบาลจะแก้ปัญหาที่ 2 ส่วนเสมอ คือ ระบบและคน ระบบต้องดีคนต้องดี 2 อย่างอยู่คู่กันจึงจะแก้ปัญหาได้ ในแง่ระบบก็ต้องกลับมาที่สถาบันการเงิน ผู้กำกับดูแลในหลายฝ่ายที่จะเข้ามาประสานและดูว่าปัญหาคืออะไร ส่วนคนก็จะนึกถึงศีลธรรม การพูดถึงคนดีก็มักจะเป็นคนที่ปฏิบัติตามกฎ และมีความรู้ในการปล่อยกู้ที่ควรจะมีเกณฑ์มาตรฐานกำหนด เรามักจะได้ยินว่าเวลามีปัญหาก็มักจะเพิ่มกฎหรือแก้กฎ ซึ่งไม่เห็นด้วยเพราะคนที่ทำไม่ดี 2-3 ราย จะทำให้คนที่ทำดีอยู่แล้วทำงานยากขึ้น" ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

............

"แม้ผู้ประกอบการ จะแสวงหากำไรเป็นหลัก แต่ในมุมมองการบริหารความเสี่ยงแล้วการให้บริการทางการเงินอย่างมีความรับ ผิดชอบไปด้วยกันได้ เพราะผู้ประกอบการเองก็ไม่ได้ต้องการให้ปล่อยกู้เยอะแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ถ้าคิดกำไรต่อเงินทั้งก้อนที่จะสูญเสียไปไม่คุ้มกันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราปฏิบัติมาตลอด คือเราเป็นบริษัทที่เน้นการมีวินัยทางการเงินทั้งผู้ประกอบการเองและลูกค้า ด้วย" กุสุมาลย์ โลว์ศลารักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบริหารความเสี่ยง บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552


วิกฤต...จุดเริ่มต้น ปฏิวัติสถาบันการเงินไทย สู่ความรับผิดชอบ (ที่แท้)


สถาบัน การเงินจำนวนกว่า 117 แห่งจาก 42 ประเทศทั่วโลก ที่ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดบนเวที Sustainable Banking Awards 2009 ซึ่ง นิตยสารไฟแนนเชียล ไทม์ และ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) หน่วยงานหนึ่งของธนาคารโลก ร่วมกันจัดขึ้นในปีนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา

นับเป็นสัญญาณหนึ่งของความตื่นตัวของสถาบันการเงิน ทั่วโลก ที่มีต่อแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เวทีนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพราะจำนวนสถาบันการเงินที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมมีเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ การจัดประกวดครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อนที่มีส่งผลงานเพียง 48 แห่ง

การ พัฒนาอย่างยั่งยืนของสถาบัน การเงิน (sustainable banking) จึงเป็นแนวโน้มและวิถีใหม่ในโลกการเงิน ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดการทำธุรกิจในแบบเดิมๆ

แค่เพียงถ้าลองใช้ เสิร์ชเอ็นจิ้นและค้นหาด้วย คำว่า sustainable banking ผลที่ปรากฏจำนวนเรื่องราวกว่า 17,000,000 เรื่องเป็นอีกเครื่องสะท้อน

" เหตุผลทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลก ต้องปรับตัวโดยเฉพาะในแง่ของการมองหาตลาดใหม่และการลดความเสี่ยง" สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและนักการเงิน ที่ติดตามเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

สำรวจความตื่นตัวในต่างประเทศ

Deutsche Bank ถือเป็นสถาบันการเงินในกระแสหลัก ที่เชื่อในแนวคิดนี้ โดยเข้าไปสนับสนุนธุรกิจที่ธนาคารคิดว่ามีความยั่งยืนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ ที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนสินเชื่อเพื่อคนจน อุตสาหกรรมอาหาร ปลอดสารพิษ ฯลฯ เพราะไม่เพียงเป็น การเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ในเวลาเดียวกัน ยังเชื่อว่าในระยะยาวการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ ที่มีความยั่งยืนเหล่านี้ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกับธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจแบบดั้งเดิม

มีธนาคารอีกหลายแห่งที่มีการ พัฒนาอย่างยั่งยืนที่แหวกแนวและมีนวัตกรรม โดยเฉพาะในตลาดคนจน อย่าง "Triodos Bank" ที่มีสาขา 5 ประเทศในยุโรป ที่เปิดธนาคารขึ้นมาเพื่อให้บริการกับ 5 เซ็กเตอร์ที่บอกว่ายั่งยืน คือ ธุรกิจเพื่อสังคม อาหารปลอดสารพิษ พลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม และการค้าที่เป็นธรรม (fair trade)

หรือ "root capital" ที่ตั้งขึ้นมาเป็นสมาคมไม่ใช่ธนาคาร เป็นลักษณะกองทุนที่ลงทุนด้านสังคม ในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งให้ สินเชื่อกับคนจน ในประเทศโลกที่สาม

"ไม่ ใช่แค่เหตุผลทางธุรกิจอย่างเดียว วันนี้ยังมีเสียงที่เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้บริโภค สังคม สื่อ และแรงกดดันจาก ต่างชาติ เพราะในวิกฤตซับไพรมซึ่งมีต้นเหตุมาจากความไม่รับผิดชอบของสถาบันการเงิน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าสถาบันการเงินต้องมีความรับผิดชอบและสนับสนุนการ เติบโตที่ยั่งยืนและไม่หลอกลวงผู้บริโภค"

"การที่ทั่วโลกพูดเรื่อง sustainable banking ก็เพราะว่ามองว่าสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นความกังวลระดับโลกและการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน ดังนั้นสถาบันการเงินในฐานะที่เป็นตัวแทนหลักในการจัดสรรเงินในระบบเศรษฐกิจ ก็จะต้องทำอะไรที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย เช่น มีโครงการอะไรที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมโดยที่ไม่มีมาตรการฟื้นฟู ก็ต้องไม่ปล่อยสินเชื่อให้ หรือพฤติกรรม

ที่รู้อยู่แล้วว่าจะไปทำให้ ฟองสบู่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คือการกู้เงินไปต่อเงิน พอกหนี้ไปเรื่อยๆ ธนาคารก็ต้องไม่พยายามปล่อยกู้ให้กับคนเหล่านั้น"

"ที่ผ่านมาแม้ว่า ธนาคารอาจจะบอกว่ารับผิดชอบแล้วเพราะดูความสามารถในการชำระหนี้ของ เฮดจ์ฟันด์และทุกอย่างตรงตามเงื่อนไขหมด อันนี้ถือว่ารับผิดชอบ แต่หากเอาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาจับก็จะเห็นว่ายังไม่รับผิดชอบต่อ สังคมเพราะไปสนับสนุนให้เกิดการเก็งกำไรเกินควรในตลาด" สฤณีกล่าว

ย้อนมองจุดอ่อนประเทศไทย

แม้ ปัจจุบันสถาบันการเงินในไทยจะ มีความตื่นตัวในเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมและโครงการเพื่อสังคมต่างๆ เป็นจำนวนมาก ขณะที่บางธนาคารก็เริ่มมี นโยบายในการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างในรายงานการดำเนินการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมปี 2551 ของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มีการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อกรุงไทยประหยัดพลังงาน (KTB-Green Loan) ในการสนับสนุนผู้ประกอบการในการลงทุนในโครงการหรือมาตรการที่ก่อให้เกิดการ อนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยังไม่รวมถึงการประกาศกลยุทธ์ CSR ของธนาคารจำนวนไม่น้อยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

แต่ในทางกลับกันถ้าดู ตัวเลขคดีที่ศาลแพ่ง รัชดา รายงานนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551-ธันวาคม 2551 พบว่ากว่า 230 คดีที่ผู้บริโภคฟ้องร้องผู้ประกอบการ ส่วนมากจะเป็นคดีการเช่าซื้อรถยนต์ บัตรเครดิต คดีการกู้ยืมเงินจากธนาคารและสถาบันการเงิน รวมทั้งบริษัทสินเชื่อ

" ไม่มีประโยชน์เลยที่จะประกาศว่าคุณมีโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ สิ่งแวดล้อม แต่พนักงานกลับไปเปิดบัญชีในชื่อคนอื่นแล้วเล่นหุ้น front-running (การลงทุนตัดหน้ากองทุน) ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เสมอ ประเด็นสำคัญก็คือสถาบันการเงินต้องมีกลไกอะไรบางอย่างเพื่อให้มั่นใจว่า พนักงานของตนเองจะรักษาหน้าที่พื้นฐานได้อย่างเต็มที่" สฤณีกล่าวย้ำ

จริยธรรมพื้นฐานสำคัญที่สุด

และ เสนอแนะว่า เพื่อให้เข้าใกล้ความรับผิดชอบที่แท้จริง สถาบันการเงินไทยต้องเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับ "หน้าที่พื้นฐานของนักการเงิน"

"นี่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนที่จะ พูดว่าคุณรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร กล่าวคือ หน้าที่พื้นฐานก็คือการรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าและไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ใน สถานการณ์ 3 อย่าง คือ 1.มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างตนเองกับลูกค้า 2.มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างลูกค้า 2 ราย เช่น ถ้าเราทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับลูกค้าในธุรกิจเหล็ก ก็ต้องคิดว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับคู่แข่งเขาด้วยหรือไม่ เพราะเราอาจไม่รักษาผลประโยชน์ของคนทั้งสองได้อย่างเต็มที่ และ 3.ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจหน้าที่โดยที่ลูกค้าไม่ยินยอม หรือในทางที่เอาเปรียบผู้เล่นคนอื่นในตลาดรวมถึงการรับสินบนจากลูกค้า"

ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ใน แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) หลักการคือวิถีการพัฒนาใดก็ตามที่จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดย ไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลังในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา โดยต้องให้ความสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมของโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรหรือ ความเท่าเทียมของโอกาสที่จะพัฒนาตนเองเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของความเป็น มนุษย์และให้ความสำคัญต่อความยุติธรรม ขณะเดียวกันต้องมีมุมมองระยะยาว และต้องคิดอย่างเป็นระบบในการเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด triple of bottom line ซึ่งจะเดินไปสู่ทิศทางนั้นได้ต้องบริหารจัดการความต้องการของการมีส่วนได้ ส่วนเสียหลายๆ ฝ่าย ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีคำถามว่าเราจะทำได้อย่างไร เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความต้องการไม่เหมือนกัน"

สฤณีกล่าวด้วย ว่า "ถ้ามองในมุมภาคการเงินขณะที่ผู้ถือหุ้นต้องการกำไรสูงสุด และเห็นสถาบันการเงินโปร่งใสและมีความเป็นมืออาชีพ ผู้ฝากเงินก็อยากจะได้ ดอกเบี้ยสูง มีความเป็นธรรมและโปร่งใส หากเป็นผู้กู้ยืมเงินก็ต้องการเห็นธนาคารให้ดอกเบี้ยต่ำในเงื่อนไขที่เป็น ธรรมและโปร่งใส ในวิกฤตซับไพรม ข้อเท็จจริงก็ปรากฏแล้วว่าเงื่อนไขในการปล่อยกู้ของธนาคารเป็นเงื่อนไขที่ เจ้าหนี้ได้ประโยชน์เยอะ คือซุกซ่อนเงื่อนไขที่ลูกหนี้รู้ไม่ทัน แต่นั่นถือว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหนี้ด้วยเหมือนกัน เวลาปล่อยกู้ก็ควรดูความสามารถในการชำระหนี้ไม่ใช่ว่ารู้จักกับ ผู้บริหาร ซึ่งถ้าทั้งหมดสถาบันการเงินทำได้ก็ถือได้ว่ามีความรับผิดชอบ"

เป็น ความรับผิดชอบ (ที่แท้) และเป็นเสียงเรียกร้องที่ผู้คนในสังคมโลกมีต่อสถาบันการเงิน ที่วันนี้สถาบันการเงินไทยฟังแล้วต้องได้ยิน !

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เคลื่อนขบวนซีเอสอาร์แคมปัส ปี 2 เจาะกลุ่ม Young CSR


หลัง จากที่สถาบันไทยพัฒน์ฯและพันธมิตรอย่าง กสทฯ ดีแทค และโตโยต้า ได้จัดโครงการ "ซีเอสอาร์แคมปัส" ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดโรดโชว์ไปให้ความรู้ด้านซีเอสอาร์ทั่วประเทศ มีผู้ผ่านการฝึกอบรมไปแล้วกว่า 4,000 คน ใน 75 จังหวัด

ในการเปิดตัว โครงการ "ซีเอสอาร์แคมปัส" ปี 2 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงถือเป็นก้าวต่อไปในการเคลื่อนขบวนไปให้ความรู้เรื่องซีเอสอาร์สู่ภูมิภาค โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 75 จังหวัด และปิดท้ายที่กรุงเทพฯเช่นเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ เข้าอบรมมากยิ่งขึ้น

ทำให้เนื้อหาการอบรมในปีนี้จะมีการ ยกระดับเนื้อหาเข้าสู่การทำซีเอสอาร์เชิงระบบที่คำนึงถึงตัวบ่งชี้ความ สำเร็จทั้งในระดับปัจจัยนำเข้า (input) ผลผลิต (output) ผลลัพธ์ (outcome) และผลกระทบ (impact) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินผลกิจกรรมซีเอสอาร์ขององค์กร

ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากการเข้าไปขับเคลื่อนซีเอสอาร์ในทุกจังหวัดก็มีการสำรวจความต้องการของผู้ เข้าอบรมว่า หากต้องมีการจัดโครงการซีเอสอาร์แคมปัสต่ออยากได้เนื้อหาแบบไหน ก็พบว่า 61% ต้องการรู้เรื่องการทำซีเอสอาร์เชิงระบบ ในขณะที่ 20% ต้องการวิธีการวัดและประเมินผลในการทำซีเอสอาร์ และมีเพียง 10% ที่ต้องการเรียนรู้ในด้านพื้นฐาน จากข้อมูลตรงนี้ทำให้เราตัดสินใจที่จะพัฒนาเนื้อหาสู่การทำซีเอสอาร์เชิง ระบบ นอกจากนี้จะเน้นไปที่กลุ่ม Young CSR ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อน ธุรกิจควบคู่กับซีเอสอาร์ในอนาคต

"ปีที่แล้วเรามีผู้เข้าร่วมกิจกรรม หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ แต่ปีนี้จะเน้นไปที่กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มทายาทนักธุรกิจ และกลุ่มผู้ประกอบการสังคมที่เป็นความเคลื่อนไหวใหม่ในสังคมไทย รวมถึงกลุ่ม นักศึกษาภายใต้โมเดล Young CSR ส่วนเนื้อหาจะเพิ่มวิชาหน้าที่พลเมือง ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ"

สำหรับโครงการซีเอสอา ร์แคมปัส ปี 2 จะเริ่มเดินสายในเขตภาคกลาง 25 จังหวัดในเดือนมิถุนายนนี้ ต่อเนื่องด้วยเขตภาคอีสาน 15 จังหวัดในเดือนสิงหาคม และเขตภาคใต้ 14 จังหวัดในเดือนตุลาคม และ ปิดท้ายโครงการที่กรุงเทพฯ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552


1 เปอร์เซ็นต์กับสังคมที่ดีขึ้น

โดย สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com



"เราจะจัดสรรปันส่วน งบประมาณขององค์กรมาเพื่อสนับสนุนความรับผิดชอบต่อสังคมเท่าไรดี"

คำ ถามนี้มีคนถามมากมาย ทั้งผู้ที่คิดวางแผนอยากเริ่มต้นทำ CSR อย่างจริงจัง ผู้ที่ตั้งใจทำ CSR มาสักระยะหนึ่ง รวมไปถึงองค์กรต่างๆ ที่ทำ CSR มาอย่างช่ำชองสม่ำเสมอ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่แปลกและดิฉันมองว่านี่เป็นจุดเล็กๆ อีกจุดหนึ่งที่อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ถามมีความสนใจในการอยากทำ CSR อย่างมีระบบที่ดี เชื่อว่าแม้ผู้ที่ศึกษาค้นคว้าด้าน CSR มาเป็นเวลานาน ก็ไม่ง่ายที่จะสามารถตอบคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จให้ทุกองค์กรนำไปใช้ได้เพียง พริบตา เนื่องจากคำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายในองค์กร

บางองค์กรเลือกที่จะไม่ตั้งงบ ประมาณใดๆ ใช้วิธีดูเอาตามความเหมาะสม บางองค์กรเลือกที่จะตั้งงบประมาณประจำปีเป็นตัวเลขกลมๆ เหมือนกับการตั้งงบฯในส่วนงานอื่นๆ บางแห่งเลือกที่จะตั้งขอบเขตงบประมาณว่าต้องไม่มากกว่าเท่านั้นและ ไม่น้อยกว่าเท่านี้ในแต่ละปี

บางองค์กรก็กำหนดตัวเลขไว้เป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ขององค์กร หรือจากยอดขาย กำไร แตกต่างกันไป

ความ แตกต่างนี้ดิฉันไม่แนะนำให้เราต้องมานั่งสืบเสาะหาคำตอบกันต่อนะคะว่า แบบไหนดีที่สุดในโลก เพราะเรื่องอย่างนี้มันเหมือนกับถามว่า ผู้หญิงคนไหนดีที่สุดในโลกนั่นเอง ถ้าตอบได้ก็ต้องมีคนไม่ยอมแน่ๆ แต่ดิฉันอยากชวนให้เราถามตัวเราเองว่า สำหรับองค์กรเราแล้วแบบไหนเหมาะที่สุดหลังจากพิจารณาทุกปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรเราอย่างละเอียดรอบคอบแทน

เชื่อว่าทุกแบบต่าง ก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากเจตนาในความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งนั้น ซึ่งไม่ว่าจะจัดสรรแบบใดสังคมก็จะได้รับประโยชน์อยู่ดี ดังนั้นทำแบบใดก็ได้ดี ทั้งนั้น ในฉบับนี้ดิฉันมีตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มที่เลือกจะกำหนดงบประมาณขั้นต่ำในการ บริจาคเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ช่วยเหลือสังคมไว้ที่ 1 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (net worth)

กลุ่มนี้เรียกตัว เองว่า "One Percent Club" ซึ่งก่อตั้งจากกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่มุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมโดยไม่มีการกำหนดว่าต้องช่วยใคร ช่วยอย่างไร มีเพียงสัญญาใจที่ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าร่วมกลุ่มว่าจะบริจาคอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเป็นประจำทุกปี

สัญญาใจของกลุ่ม นี้ใช้พื้นฐานของการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการบังคับให้สมาชิกเปิดเผยข้อมูล สมาชิกไม่ต้องเข้าร่วมประชุมประจำปี ไม่มีกำหนดเวลาใดๆ ไม่มีการรับเงินบริจาคผ่านกลุ่มหรือเก็บเงินบริจาคใดๆ ไม่มีการตรวจสอบการบริจาคให้สมาชิกตะขิดตะขวงใจใดๆ กลุ่มจะรบกวนสมาชิกเพียงแค่การส่งข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับมูลนิธิ องค์กรการกุศล ที่สมาชิกสนใจ และข่าวเกี่ยวกับงานสังสรรค์ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกผู้ที่สนใจมาพบปะแลก เปลี่ยนประสบการณ์กันและกันตามความสมัครใจ รวมถึงมีการเชิญให้เข้าร่วมการตอบแบบสำรวจประจำปีตามความสมัครใจโดยไม่ต้อง ระบุชื่อ

วัตถุประสงค์ของกลุ่มนี้ คือ ต้องการชักชวนให้องค์กรและผู้คนทั่วไปให้ร่วมกันสนับสนุนการให้ความช่วย เหลือแก่สังคมให้มากขึ้น กลุ่มยังมีความตั้งใจที่จะขยายฐานเพิ่มเติมไปยังผู้คนที่ไม่เคยช่วยใครหรือ มีความสามารถในการให้ได้มากขึ้น เช่น เจ้าของกิจการใหม่ๆ คนรุ่นใหม่วัย 20-40 ปีผู้ซึ่งอาจจะเคยอาสาแรงกาย เวลาและความสามารถมาบ้างแล้วแต่ยังไม่เคยได้บริจาคเป็นเงินมาก่อน นอกจากนี้ "One Percent Club" ยังร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการบริจาคเพิ่มขึ้น

ข้อดีของการให้ที่ "One Percent Club" เชิญชวนให้เรารู้จักให้นั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้ช่วยเหลือสังคมตามเจตนารมณ์หลักของเราแล้ว แต่ยังช่วย ลดหย่อนภาษีได้ตามฐานภาษีในระดับต่างๆ ได้อย่างมากอีกด้วย ตัวอย่างที่กลุ่มยกขึ้นมา คือ หากเราบริจาค 50,000 เหรียญ และมีฐานภาษีที่ 40% เงินสุทธิที่เราบริจาคจริงๆ จะไม่ใช่ 50,000 เหรียญ แต่ต้อง หักด้วยภาษีที่เราได้ลดหย่อนถึง 20,000 เหรียญ ทำให้กลายเป็นเงินบริจาคสุทธิเป็นแค่ 30,000 เหรียญเท่านั้น

"One Percent Club" นี้ใครก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ เพียงแค่กรอกใบสมัครผ่านทางออนไลน์ หรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ ณ ตอนนี้กลุ่มมีสมาชิก ส่วนใหญ่อยู่ที่มินนิโซตา และตั้งใจจะขยายจำนวนสมาชิกออกไปในวงที่กว้างขึ้นในมุมอื่นๆ ของโลก

ณ วันนี้ "One Percent Club" มีสมาชิกมากกว่า 1 พันคนแล้ว จากในปีแรกที่มีสมาชิกเพียง 45 คนเท่านั้น จากแบบสำรวจในปี 2550 ซึ่งมีสมาชิกของกลุ่มที่ตอบแบบสำรวจกลับมาเป็นจำนวน 158 คน พบว่า 63% มีการเพิ่มเงินบริจาคจากปีก่อนหน้า 38% ระบุว่าตนได้เพิ่มจำนวนเงินการบริจาคเนื่องจากผลของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ของ "One Percent Club" ในจำนวน 158 คนนี้มีการบริจาครวมเกือบ 700 ล้านบาทภายในปีเดียว ซึ่งได้ร่วมกันทำประโยชน์ดีๆ ให้กับสังคมหลากหลายด้านในแง่มุมที่แตกต่างกัน

ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่ม นี้ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ยังมีอีกหลายกลุ่มมากมายที่รวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังให้สังคมได้รับประโยชน์ ที่เร็วขึ้นและมากขึ้น ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะชอบกลุ่มไหน แนวใด ไม่มีข้อใดผิดค่ะ มีแต่ดีทั้งนั้น ขอให้ลงมือทำก็ดีมากแล้ว

ไม่ว่าจะ เป็นเศษเสี้ยวหรือ 1 เปอร์เซ็นต์ หากทำให้เกิดความแตกต่างที่ดีขึ้นต่อคุณภาพชีวิตอื่นๆ ในสังคม มันก็น่าชื่นชมทั้งสิ้นมิใช่หรือ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552



คิดนอกตำรา Fusion CSR ฉบับ "เดอะมอลล์"


จะ ว่าไปในห้วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มีการปรับ-เปลี่ยน-วางกลยุทธ์-จัดระบบ กิจกรรมสังคมที่เคยทำมาใน อดีตให้เข้ารูปเข้ารอยและเข้ากับยุคสมัยที่แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของ องค์กร(corporate social responsibility : CSR) เดินทางมาถึงเมืองไทยเมื่อ 4-5 ปีก่อน

"เดอะมอลล์ กรุ๊ป" เป็นหนึ่งในนั้น 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงมีการทบทวนและเปลี่ยนผ่านจากการให้ (social contribution) สู่การดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในแบบของตัวเอง

" แรกๆ ตอนที่ผมพูดคำว่า CSR เมื่อ 4-5 ปีก่อนมีคนบอกว่าผมกระแดะ" ชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการตลาด เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวติดตลกถึงบรรยากาศในห้องประชุมของวันวานหลายปีก่อน เมื่อลงนั่งพูดคุยกับ "ประชาชาติธุรกิจ"

"เพราะเราทำมานาน ทำมาเป็น 10 กว่าปีแล้วก่อนที่จะมีการบัญญัติศัพท์นี้ เพียงแต่ข้อดีของการที่มีคำนี้ คือ ทำให้เราได้มานั่งกรุ๊ป มานั่งทบทวนสิ่งที่เราเคยทำ เป็นการทบทวนอดีต มองปัจจุบันและสานต่อไปในอนาคต"

"การทำ CSR ของเดอะมอลล์ก็มีวิธีคิดเดียวกับการทำธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืน ดังนั้นพื้นฐานของ CSR ที่เราวางไว้คือต้องยึดสังคมและผูกโยงกับธุรกิจ"

17 ปีของการปักหลักทำงานที่เดอะมอลล์ในฐานะนักการตลาด สารพัดกิจกรรมการตลาด กิจกรรมเพื่อสังคม ที่ผ่านการลองผิดลองถูกของ "ชำนาญ" และทีม ทำให้เขาเชื่อแบบนั้น

"คนอาจจะมีมุมมองต่อการทำ CSR หลายมุม บางคนอาจจะตั้ง มูลนิธิ แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะเราคิดว่าทุกเรื่องเป็นความรับผิดชอบได้หมด เราถึงมีแกนหลักในการทำงานข้อแรกโดยคำนึงถึงสังคมและธุรกิจไปพร้อมๆ กัน เพราะในเชิงรีเทิร์นก็วัดได้ เราเป็นธุรกิจการทำอะไรที่เชื่อมโยงถึงธุรกิจก็น่าจะดีกว่า"

"อาจวัด เป็นตัวเลขไม่ได้ชัดแต่ก็วัดได้ เพราะการทำห้างก็วัดยากอยู่แล้ว ว่าโตเพราะอะไร อย่างถ้าธุรกิจโตคนก็บอกว่าโตเพราะอันนั้นอันนี้ แต่เราก็เชื่อว่าส่วนหนึ่งเพราะกิจกรรม CSR ที่เราทำ ดังนั้นถึงแม้จะวัดยากแต่ก็ไปได้ดีทีเดียว"

ตอบโจทย์ triple C

หลัง จากทบทวนบทเรียนเมื่อต้องกำหนดทิศทางหลักจึงวาง "แกนหลัก CSR" โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจและสังคม ส่วนที่ 2 เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมทั้งภายในองค์กรเอง ผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ และส่วนสุดท้าย ที่การเชื่อมโยง CSR ไปสู่การทำการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า CRM (customer relationship management) และ CEM (customer experience management) ที่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

"การกำหนดทิศทางที่ ชัดเจน ทำให้สามารถควบคุมการทำงานของทุกฝ่าย จากเมื่อก่อนต่างคนต่างทำ วันนี้ทุกๆ งานในห้างจะถูก CSR แทรกซึม และคิดงานไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ต้องทำอะไรมากเพราะองค์กรยังเล็ก เรื่องการทำให้สังคมอยู่ในใจ แต่พอองค์กรใหญ่ขึ้น ตอนนี้เราก็ต้องมีการเทรนนิ่งเรื่องพวกนี้กันมากขึ้น กระทั่งผู้บริหารก็ต้องมาเทรนนิ่ง"

เพราะกลไกในการเคลื่อนต้องเริ่ม จากพนักงาน ซัพพลายเออร์ กระทั่งการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร บทเรียนที่ผ่านมาสอนว่าต้องเข้าใจว่า "ลูกค้า" ต้องการอะไร แค่ไหนจึง "พอเหมาะ" และถูกเวลา

เช่นครั้ง หนึ่ง "เดอะมอลล์" เคยทำ แคมเปญ "safe the forest" ในปี 2536 แม้ว่าในด้านหนึ่งจะประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวด ล้อม แต่ในเวลาเดียวกันผู้บริโภคไทยยังไม่พร้อมการใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติกใน เวลานั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ผิดกับการเริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ในโครงการ "Think Green" การใช้ถุงที่ย่อยสลายได้ และรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าทดแทนถุงพลาสติกที่ได้รับการตอบรับและสร้างผลกระทบได้ ในระดับที่น่าพอใจ โดยสามารถลดการใช้ ถุงพลาสติกได้ถึง 30% จาก 100 ล้านใบที่เดอะมอลล์เคยใช้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วน 0.02% ของการใช้ถุงพลาสติกในไทยที่มีกว่า 5,200 ล้านใบต่อปี

"ตอนนี้เวลา ที่เราไม่มีถุงผ้าขายก็จะมีลูกค้าเขียนมาถามว่าหายไปไหน ซึ่งก็เป็นเหมือนการวัดได้อย่างหนึ่งว่ากิจกรรมรณรงค์ที่เราทำมีผลกับความ ผูกพันของลูกค้าและธุรกิจ"

"การเข้ามามีส่วนร่วมในสิ่งละอันพันละ น้อยในกิจกรรม CSR มากมายที่เราทำ ยังเป็นการเชื่อมโยง CSR ให้เข้ากับเครื่องมือการตลาดอย่าง CRM ในการจัดทำฐานข้อมูลและ CEM ในการสร้างประสบการณ์และความผูกพันกับผู้บริโภค ซึ่งเราเชื่อว่าเราน่าจะผ่านมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่สูงกว่านั้นและที่เราต้องการคือการสร้างความผูกพันในระดับ engagement กับลูกค้า ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งก็บอกว่าเรามาถึงระดับที่ว่านี้"และจะเป็นไปได้ ต้องทำงานหนักและทำพร้อมๆ กันทุกส่วนขององค์กร

Green & White Marketing

ใน กลยุทธ์ CSR ของ "เดอะมอลล์" จึงวางไว้ในกระบวนการทำงานทุกระดับ ตั้งแต่ในระดับ "องค์กร" (corporate) "ระดับแผนก" (category) และ "อีเวนต์ มาร์เก็ตติ้ง" (event marketing) โดยแบ่งกิจกรรม CSR ออกเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ green marketing ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากกระบวนการทำธุรกิจไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาด อีกด้านหนึ่งคือ white marketing ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคม การแบ่งปัน การสร้างเสริม และสร้างจิตสำนึกในการ ช่วยเหลือดูแลสังคมไทย

"green marketing มีตั้งแต่การณรงค์การใช้ถุงผ้า นโยบายประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนถุงภาชนะให้เป็นแบบย่อยสลายได้ภายในซูเปอร์มาร์เก็ต การเพิ่มพื้นที่และประเภทสินค้า "สีเขียว" ซึ่งเป็นสินค้าที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งในหมวดอาหารและผลิตภัณท์เครื่อง สำอาง ออร์แกนิก รวมไปถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น Begreen Betrend ประมงน้อมใจ ไทยทั่วหล้า พฤษภาสยาม Flora Fauna Exotica ฯลฯ เพราะการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนในสังคมได้มี 3 ระดับ 1.เรียกร้องให้เขาสนใจผ่านกิจกรรมที่มีสีสันต่างๆ 2.เปลี่ยนทัศนคติ และ 3.เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กิจกรรมที่มีสีสันจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเป้าหมายที่ต้องการเดินไปให้ ถึง

จาก "โลคอล" ถึง "โกลบอล"

การทำงานด้านสิ่งแวด ล้อมและสังคมในเชิงลึก ด้วยการทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง UNEP องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจากการเข้าร่วมโครงการ "Climate Neutral Network" ถือเป็นห้างสรรพสินค้า รายเดียวในโลกที่เข้าโครงการจึงถือเป็นการยกระดับ CSR และเป็นก้าวต่อที่สำคัญในการเดินตามรอยแนวปฏิบัติในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ของ UNEP

"ชำนาญ" ยอมรับว่า "การทำงานร่วมกับ UNEP ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น และสร้างผลกระทบเชิงบวกในมวลรวมได้มากขึ้น เช่น โครงการ SEAL THE DEAL ที่เรากำลังจะมารณรงค์ในการให้ลูกค้าได้เข้ามามีส่วนร่วมทำข้อตกลงของคนทั่ว โลกในด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งจะได้นำไปร่วมในงานประชุมด้านสิ่งแวด ล้อมที่โคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคม หรือโครงการ "Plant for the planet"ซึ่งทาง UNEP ตั้งเป้าหมายว่าจะปลูกป่า 7,000 ล้านต้นทั่วโลก ซึ่งเป็นโครงการที่เรากำลังจะทำในปีนี้"

มากกว่าเรียนรู้ยังเป็นการปรับเปลี่ยน พัฒนาองค์กรไปให้ใกล้ คำว่า "green retail business" เป้าหมายที่เดอะมอลล์วางไว้ให้มากที่สุด

เพราะ ถ้าในสายตาของคนทำงาน "ชำนาญ" บอกว่า "ทุกอย่างยังอยู่ในระหว่างทางที่จะต้องดำเนินไป เพราะโลกนี้มีของใหม่ทุกวัน และเราต้องยอมรับว่าแต่ละคนเรียนรู้หรือตระหนักเรื่องเหล่านี้ได้ไม่เท่ากัน การทำงาน CSR ของเขาจึงต้องขับเคลื่อนพร้อมๆ กันในหลายระดับ การทำงานก็เหมือนกับทำเค้ก เค้กเราอร่อยแต่ก็เปลี่ยนหน้าตลอด เราจะไม่เอาของใหม่มาจนหมด จนทำให้สุดท้ายเค้กไม่อร่อย ผมเรียกว่า ฟิวชั่นมาร์เก็ตติ้ง เป็นการเอาสิ่งที่ทำอยู่แล้วมามิกซ์กันให้ดูดีขึ้น เป็นเรื่องใหม่ซึ่งยังคงสาระไว้เหมือนเดิม"

เป็นการผสมผสานของเก่าและของใหม่ โดยต้องไม่ลืมรากเหง้าและความเป็นตัวตนของตัวเอง !

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ขนาดองค์กรไม่ใช่อุปสรรค

โดย อนันตชัย ยูรประถม anantachai@yahoo.com



Q : อยากเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่คงยังทำไม่ได้เพราะไม่ได้มีเงินมากหรือเก่งขนาดองค์กรใหญ่ๆ

ตอน นี้ผมเจอคนมีปัญหาเรื่องขนาดบ่อยมาก ก็แหม...นะที่รู้ที่เห็นกันเขาก็เอาของใหญ่ๆ โตๆ มาอวดกันทั้งนั้น เล็กๆ อย่าง พี่ไทยเราก็เลยหลบๆ อยู่ไม่กล้าเอาออกมาอวดกลัวโดนคนเขาหัวเราะเยาะ...เที่ยวนี้เริ่มต้นซะวาบ หวิวเลย CSR นะครับที่คุยอยู่นี่ อย่าเข้าใจผิด

หลายๆ คนที่เจอทั้งหน่วยงานรัฐและธุรกิจ บ่นตลอดว่าองค์กรเล็กไซซ์ S ไซซ์ M อย่างเขาจะทำอะไรได้ เราไม่ได้ใหญ่โต มีตังค์เยอะๆ ทั้งๆ ที่ใจไปกะเขาแล้ว ต้องอธิบายครับ องค์กรก็เหมือนคนครับ บอกได้เลย ความเก่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดครับ

เพราะตัวอย่างของ CSR ที่เราได้ยินหรือเห็นๆ กัน มักจะมาจากองค์กรใหญ่ๆ ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนามา ประกอบกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เรารับภาพของ CSR แต่เพียงเรื่องของกิจกรรมการบริจาค การช่วยเหลือชุมชนซึ่งเป็นภาพของโครงการที่อาจจะต้องลงทุน หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็เป็นเรื่องของสังคมกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นกิจกรรม คล้ายๆ กัน ขนาดเมื่อไม่กี่วันไปร่วมปรึกษาเรื่องการจัดทำแผน CSR เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับองค์กรขนาดที่เรียกว่าไม่เล็ก ยังมีอาการขยาด ออกตัวก่อนเลยว่าเราไม่ได้ใหญ่หรือมีเงินมากขนาดองค์กรระดับประเทศที่มีงาน สื่อสารระดับมวลชนถึงกิจกรรมด้านสังคม และก็ยกประเด็นแต่เรื่องกิจกรรมอาสาที่ยังมีปัญหาการเข้าร่วมของพนักงานอยู่ โดยคาดว่าถ้ามีแผน CSR แล้วจะทำให้คนในองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น...จบ แต่ผมไม่จบ...ต้องอธิบายให้ฟังก่อนว่า CSR มันไม่ใช่เรื่องการบริจาคหรือเอาคนมาร่วมกิจกรรมอาสา อีกหลายเรื่องครับ

นี่ แหละครับประเด็นใหญ่ที่ยังคงใหญ่อยู่ ผู้ใหญ่จากหน่วยงานรัฐท่านหนึ่งเปรยให้ผมฟังด้วยความเป็นห่วงว่า อยากช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กในบ้านเรามีแนวปฏิบัติด้าน CSR เพราะในอนาคตแม้เราจะชอบหรือไม่ชอบแต่ประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราต้องติดต่อค้าขายกับธุรกิจต่างประเทศหรือในประเทศที่เขาเองก็ต้อง ติดต่อกับ ต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ผมก็เรียนไปว่า ยากไม่ยากอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจครับ เบื้องต้นต้องรู้ให้ทัน เข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนว่า ถ้าพูดถึง CSR เขาหมายถึงอะไร ธุรกิจของเราเกี่ยวข้องอย่างไร และถ้าต้องนำมาปฏิบัติเราต้องทำอย่างไร ที่น่ากลัวก็คือ หยิบซ้ายที ขวาทีแล้วก็เอามาประโคมกัน มันก็เลยมีปัญหาเพราะพากันงงไปหมด แถมที่สำคัญทำไปแล้วพอเขาบอกว่าไม่ใช่ ทีนี้ละเหี่ยวแห้งเพราะเสียแรงไปเยอะ

จริงๆ เรื่องนี้ผมพูดบ่อยมาก CSR ควรเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ก่อน เรียน...จริงๆ นะครับ เพื่อให้รู้ พอรู้แล้วเราจะมีคำตอบว่ามันมีอะไรและเราต้องทำยังไง เพราะถ้ามองว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กร ด้าน CSR นั้นมีอยู่ประมาณ 3 ระดับด้วยกันครับ คือ ตระหนักรู้ บูรณาการ และผ่านเปลี่ยน

ระดับแรก ตระหนักรู้ องค์กรเริ่มเรียนรู้ทำความเข้าใจ มีการนำมุมมองใหม่ๆ ด้าน CSR เข้ามามอง ตรงนี้องค์กรจะเริ่มต้นประเมินตนเองในวิถีทางใหม่ๆ และเริ่มนำมุมมองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาสู่กระบวนการตัดสินใจทาง ธุรกิจครับ

ระดับต่อมา บูรณาการ ขั้นนี้มีการพัฒนาสู่ระดับกลยุทธ์ องค์กรมีพันธสัญญาในการสร้างความก้าวหน้าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำไปสู่กลยุทธ์องค์กรผลก็คือ องค์กรได้รับประโยชน์ เช่น ลดค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการ มีภาพลักษณ์ที่ดี

และสุดท้ายขั้นเปลี่ยน ผ่านไปสู่การเป็นองค์กรที่มีเป้าหมายที่สูงส่ง วิธีคิด แนวทาง และการปฏิบัติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ พนักงาน องค์กร มีการพัฒนาโดยมุ่งไปสู่ความยั่งยืน

ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับขนาด แต่ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติให้เข้ากับองค์กรอย่างเหมาะสม ตรงนี้แหละครับที่ผมว่า ไม่ต้องเป็นคนตัวใหญ่ ใจเกินร้อย แต่เป็นประเภทเล็กดี...แต่รสโต จะดีกว่า นะครับ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2552