วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แนะเส้นทางสู่มาตรฐานที่ดี


ผศ. ดร.สมพร กมลศิริพิชัยพร นักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI (global reporting initiative) กล่าวว่า การมีมาตรฐาน CSR ที่มุ่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นเป็นเรื่อง ที่ดี แต่ควรมีกรอบและเครื่องมือชี้วัดให้ชัดเจน

โดยในการจัดทำ มาตรฐานในต่างประเทศอย่างมาตรฐาน GRI นั้นใช้เวลาในการพัฒนายาวนาน มีการค้นคว้าวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นต่างๆ และอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วน เสีย (stakeholders feedback)

"ก่อนที่จะเปิดให้ผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียอื่นๆ เข้ามาให้ความเห็น และเมื่อได้เป็นร่างแล้วก็จะเปิดให้สาธารณะเข้าไปให้ความคิดเห็น เพิ่มเติม"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02090352&day=2009-03-09&sectionid=0221

มาอีกแล้ว มาตรฐาน CSR ใหม่

มาอีกแล้ว มาตรฐาน CSR ใหม่ มาตรฐานพันธุ์ไทยของ "หอการค้าฯ"


แม้ จะยังเพียงแค่ "ไอเดีย" แต่การออกมาประกาศถึงแนวคิดจัดทำมาตรฐานด้านความ รับผิดชอบต่อสังคม (corporate social responsibility : CSR) ของหอการค้าไทยนั้นน่าสนใจยิ่ง

เพราะมาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่จะเป็น แนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสำหรับองค์กรธุรกิจซึ่งเป็นสมาชิกหอการ ค้าไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศเท่านั้น

แต่ภายใต้โครงการนี้ยังมีการรับรองมาตรฐาน CSR ให้กับองค์กรธุรกิจด้วย

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ "หอการค้าไทย" ลุกขึ้นมาผลักดันการสร้างมาตรฐาน CSR ของตัวเอง

" สุรินทร์ โตทับเที่ยง" ประธานกรรมการกิจการเพื่อสังคม หอการค้าไทย ให้เหตุผลว่า "ทุกวันนี้ลูกค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก CSR วันนี้จึงได้กลายเป็นมาตรฐานสำคัญในการค้าระหว่างประเทศ มีแนวโน้มว่าจะถูกนำมาใช้ในการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น"

จึงเป็น ที่มาของการเกิดโครงการสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจภายใต้กรอบจริยธรรมของผู้ ประกอบการ เน้นการมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม (corporate social responsibility : CSR) ที่จะนำไปสู่การสร้างมาตรฐาน CSR เพื่อให้สมาชิกนำไปปฏิบัติและพัฒนา

หากรายใดทำตามมาตรฐาน ส่วนใหญ่ได้จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหอการค้าไทย เพื่อใช้ในการอ้างอิง

มาตรฐานนี้จึงถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จะมีการรับรอง !!

เพราะ แม้ก่อนหน้านี้คณะทำงานส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ บริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีคณะทำงานทั้งจากผู้เชี่ยวชาญ CSR สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเคยออกแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่ใช้ชื่อว่า "เข็มทิศธุรกิจ" มาตั้งแต่ปี 2551

เพราะแม้ในปี 2551 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จะผลักดันโครงการ CSR-DIW เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยตามแนวทางของมาตรฐานความรับผิด ชอบต่อสังคม หรือ ISO 26000 ที่กำลังจะประกาศใช้ในปี 2553

แต่ทั้งหมดก็ยังคงเป็นเพียงแนวปฏิบัติ

เดินตามรอย ตลท.

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างศึกษาและกำหนดมาตรฐานและเตรียมจะดำเนินการจัดทำมาตรฐานภายในปี นี้ โดยจะพัฒนามาจากแนวปฏิบัติ CSR ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะปรับให้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมการรับรองมาตรฐานในรายที่สามารถพัฒนาตามกรอบนี้ได้

"ใครทำได้ สัก 8 ข้อถือว่าผ่าน เราจะออกใบรับรองด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR certificate) ให้เพื่อแสดงว่าองค์กรนี้มีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นก็ตรวจสอบเป็นระยะว่ายังคงอยู่ในมาตรฐานหรือเปล่า" นายสุรินทร์กล่าว ในที่สุด

นับจากนี้อาจจะมีมาตรฐานของสำนักต่างๆ ออกมาอีก หวังเพียงว่ามาตรฐานเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยธุรกิจ มิใช่ออกมาเพื่อสร้างอุปสรรคทางการค้าเสียเอง !!

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01090352&day=2009-03-09&sectionid=0221

สูงเสียดฟ้า ซีเอสอาร์ยังต้องมี


โดย สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com


อาคาร สำนักงานสูงเสียดฟ้า แห่งหนึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มองขึ้นไปเห็นแต่โครงสร้างอาคารที่ยังต้องสร้างต่ออีกมาก คนงานก่อสร้างหลายคนกำลังเร่งทำงานอยู่ข้างบนนั้นให้ทันกับเวลาที่กำหนดไว้ แม้จะรีบเร่งแต่พนักงานเหล่านั้นต่างก็ทำงานด้วยความปลอดภัย สวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ทุกคนปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทำงานอย่างสบายใจและอุ่นใจ...หากมีสถานการณ์อย่างนี้เกิดกับคนงานที่ต้องทำ งานเสี่ยงอันตรายทุกมุมของโลกคงเป็นเรื่องที่ดี ไม่น้อย

เพราะจะว่า กันตามจริงธุรกิจการก่อสร้างเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุมาก เป็นลำดับต้นๆ ซึ่ง นิตยสารฟอร์บส เคยเก็บสถิติไว้เมื่อปีก่อนว่า ในภาพรวมของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น อุตสาหกรรมการก่อสร้างมีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดแม้ว่าจะนำโด่งมาในด้านความ เสี่ยงต่อชีวิต แต่ก็มีหลายหน่วยงานพยายามปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานเพื่อช่วยลด การเกิดอุบัติเหตุ

หลายบริษัทพยายามปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการดำเนิน งานเพื่อก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด สำหรับคนงานที่ทำงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายทุกคนเทิร์นเนอร์ คอนสตรักชั่น ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างที่มีสาขามากมายในประเทศสหรัฐอเมริกาและมีสาขาในต่าง ประเทศคือหนึ่งในบริษัทนั้น บริษัทนี้มุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นให้เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ ต่อพนักงาน ผู้รับเหมา ลูกค้า และทุกคนที่ก้าวเข้ามาอยู่ในบริเวณที่มีการก่อสร้าง หลักความเชื่อของบริษัทในด้านความปลอดภัย คือ พนักงานทุกคนต้องไม่มีใครเป็นอะไร และสามารถกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในทุกๆ วัน หรือพูดง่ายๆ คือมาทำงานด้วยอวัยวะในร่างกาย กี่ชิ้นก็ต้องเอากลับบ้านไปให้ครบด้วย

"เทิร์นเนอร์ คอนสตรักชั่น" พยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในวงการก่อสร้างผ่านวิธีต่างๆ เช่น ระบบการป้องกันการตกจากอาคารสูง มีขั้นตอนตรวจสอบสารเสพย์ติดอย่างเคร่งครัด มีการฝึกอบรมและการให้ความรู้รวมถึงมีการจัดเตรียมเครื่องมือต่างๆ ให้กับพนักงานของเทิร์นเนอร์ฯเอง รวมไปถึงผู้รับเหมาก่อสร้างในทุกโครงการที่เทิร์นเนอร์ฯดูแลรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงด้วยความตระหนักว่าความ สูญเสียอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา บริษัทกำหนดให้พนักงานเข้ารับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยผ่านทางออนไลน์หลัก สูตร 30 ชั่วโมง ซึ่งได้รับรองหลักสูตรจากหน่วยงานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของรัฐบาล หลังจากนั้นพนักงานยังต้องเข้าเรียนหลักสูตรฟื้นฟูทุกๆ 3 ปี นอกจากนั้นบริษัทยังจัดให้มีกิจกรรมประจำปีด้านความปลอดภัย ซึ่งพนักงานทุกคนทั่วประเทศจะมีเวลาได้วิเคราะห์ถึงการนำหลักความปลอดภัยมา ใช้ในชีวิตประจำวันว่าทำได้ดีมากน้อยเพียงใด

นอกจากให้ความรู้ความ เข้าใจที่เพียงพอแล้ว ยังมีการป้องกันอีกชั้นหนึ่งด้วยระบบป้องกันการตกจากที่สูง ซึ่งมีข้อกำหนดใช้กับพนักงานที่ต้องทำงานสูงกว่าพื้นดิน 1.8 เมตร เทิร์นเนอร์ฯยังมีโครงการพัฒนาระบบความปลอดภัยรูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้นอีก ร่วมกับกลุ่มบริษัทประกันอีกด้วย

การที่บริษัทใส่ใจในความสำคัญของ ความปลอดภัยผ่านโครงการและแนวทางต่างๆ ไม่เพียงแต่ทำให้พนักงานไม่ต้องคอยกังวลกับความปลอดภัยในชีวิตของตนใน ระหว่างที่ทำงาน ทำให้พนักงานสามารถทำงานให้ได้ผลสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้ว แต่ยังเป็นสิ่งที่พนักงานสามารถรับรู้ได้ถึงความจริงใจของบริษัทในสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของพนักงาน รวมไปถึงก่อให้เกิดผลดีต่อทั้งตัวพนักงานและบริษัทในการป้องกันและลดความ เสี่ยงของการสูญเสียทั้งชีวิตพนักงานและทรัพยากรของบริษัทอีกด้วย

ปัจจัย ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการทำงานมีมากมาย หลายครั้งมาจากความเคยชินและเหตุผลง่ายๆ เช่น ไม่รู้ - ว่าต้องรู้อะไร และต้องระวังอย่างไร ไม่เข้าใจ - ว่าความเสี่ยงก่อให้เกิดผลลบอย่างไร ไม่ถาม - เมื่อไม่มีความรู้ความเข้าใจ เพียงพอ ไม่ดี - อุปกรณ์เครื่องมือไม่ดีมีความบกพร่อง ไม่มี - ความรู้ความชำนาญในงาน ไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม ไม่เอา - มีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยพร้อมแต่ไม่เอามาใช้ หรือใช้ไม่ถูกวิธี ไม่พร้อม - ที่จะทำงาน แต่ต้องทำ เช่น สภาพร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์ ไม่สน - ว่าใครจะเตือนอย่างไร มีกฎอย่างไร ไม่เป็นไรหรอก - ไม่เกิดกับเราหรอก มันไกลตัวเกินไป

มาช่วยกันปรับเปลี่ยนความเคยชินที่เสี่ยงๆ ให้กลายเป็นความเคยชินที่ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะชีวิตไม่สามารถเรียกคืนได้ และความสูญเสียไม่อาจตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ ไม่ว่าความเสี่ยงนั้นจะมากหรือน้อยเพียงใด

เมื่อพนักงานมีหน้าที่รับ ผิดชอบในงานของบริษัทอย่างดีที่สุด บริษัทก็มีหน้าที่รับผิดชอบในชีวิตของพนักงานที่ทำงานในบริษัทอย่างดีที่สุด เช่นกัน รับผิดชอบกันให้เต็มที่ดีกว่าที่จะบอกเพียงว่า...ไม่ตั้งใจ... ให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น

อย่าให้ชีวิตของใครโดยเฉพาะพนักงานของเราต้องถูกสังเวยด้วยเหตุผลง่ายๆ เหล่านี้อีกเลย


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05020352&day=2009-03-02&sectionid=0221

ประเทศในสมาคมอาเซียนกับ CSR


โดย ดร.อัศวิน จินตกานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส มูลนิธิอนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย

คน เป็นจำนวนมากสงสัยกันว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นนี้ CSR จะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างไร งาน CSR เพิ่งที่จะเริ่ม มันจะต้องมาหยุดกลางคันหรือไม่ และงาน CSR ในประเทศในสมาคมอาเซียนจะถูกกระทบอย่างไร ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้เราจะต้องศึกษาลักษณะของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน เสียก่อน

ลักษณะของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน

สมาคมอา เซียนมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ มีประชากรทั้งสิ้น 560 ล้านคน และมีรายได้ประชาชาติรวมทั้งสิ้น 1,100 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำการค้าขายระหว่างกันปีละประมาณ 1,400 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีพลังการซื้อและการทำการค้าระหว่างกันที่สำคัญ ที่สุดกลุ่มหนึ่ง

สมาชิกอาเซียน มีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน ประเทศที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าประเทศที่เล็กที่สุดถึง 2,700 เท่า ในแง่ของประชากรประเทศที่ใหญ่ที่สุด (อินโดนีเซีย) มีประชากรมากกว่าประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุด (บรูไน ดารุสซาลาม) 580 เท่า และในแง่ของความร่ำรวย ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด (ในแง่ของรายได้ประชาชาติ/พลเมือง 1 คน บรูไน ดารุสซาลาม) ร่ำรวยกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 145 เท่า ระดับการพัฒนาของ CSR และความต้องการของชุมชนในแต่ละประเทศก็ต่างกันโดยมีสิงคโปร์นำตามด้วยประเทศ มาเลเซียและประเทศไทย

ประเทศทั้ง 10 ต้องการสร้างตลาดให้กับสมาชิกอาเซียนเพื่อป้องกันภัยจากเศรษฐกิจที่เกิดจาก ตลาดหดตัวของตลาดส่งออก นอกจากนี้ในยามปกติอาเซียนต้องการค้าขายกับประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่ง มีกฎเกณฑ์มากมาย สมาชิกจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวเพื่อให้มีมาตรฐานการปฏิบัติที่เป็น ที่ยอมรับในประชาคมยุโรปและในสหรัฐอเมริกา มาตรการที่จะต้องปรับปรุงมี 7 ประการด้วยกัน คือ 1) มีการบริหารจัดการองค์กรที่ดี 2) ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 3) ปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม 4) การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน 5) ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค 6) ไม่โกงหรือละเมิด ลิขสิทธิผู้อื่น 7) ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม



CSR ในสมาคมอาเซียน

ระดับ การพัฒนาของ CSR ในแต่ละประเทศต่างกันมาก เช่น ภาคธุรกิจเอกชนในประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า ถูกควบคุมโดยกลไกของรัฐ ภาคธุรกิจดังกล่าวยังเล็กและยังไม่สามารถให้การสนับสนุนกิจกรรม CSR ได้ ประกอบกับความเข้าใจในกิจกรรม CSR ยังไม่ดีนัก ในปัจจุบันบริษัทข้ามชาติได้เข้าไปทำกิจกรรม CSR แต่ก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่* ตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าให้ฟัง คือ เมื่อปี 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระกระแสรับสั่งให้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าไปช่วยทำ CSR ในประเทศกัมพูชา ADB ได้ขอให้สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนรับเป็นที่ปรึกษาโครงการและเกิดโครงการ CBIRD ขึ้นในกัมพูชา**

ประเทศฟิลิปปินส์มีปัญหาอีกลักษณะหนึ่ง แม้ว่าจะเริ่มมี CSR เมื่อปี 2493 แต่การที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างโครงการวางแผนครอบครัวได้ ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ยังอยู่ในสภาพยากจน เมื่อปี 2513 รายได้ประชาชาติ/คน และพลเมืองของประเทศฟิลิปปินส์กับประเทศไทยเท่ากันพอดี ปัจจุบันรายได้ประชาชาติ/คนของประเทศไทยเป็น 3 เท่าของประเทศฟิลิปปินส์มีพลเมือง 87.1 ล้านคนในขณะที่พลเมืองประเทศไทยมีแค่ 62.8 ล้านคน แม้ว่า NGO ในประเทศฟิลิปปินส์จะมีมากและเข้มแข็งแต่ CSR ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ประเทศอินโดนีเซียก็อยู่ในสภาพคล้ายกันแต่ความก้าวหน้าด้าน CSR ของอินโดนีเซียก็ไปได้ดี



ผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจต่อ CSR

ผล กระทบต่อ CSR ขึ้นอยู่กับประเภทของ CSR และการหาทุนขององค์กร NGOCSR ที่อยู่ในลักษณะของการบริจาคหรือทำทาน (philanthropy) จะได้รับผลกระทบกระเทือนค่อนข้างมากเนื่องจาก รายได้ขององค์กรและบริษัทลดลงมาก บางกิจการถึงกับขาดทุนทำให้ผู้ถือหุ้นต้องการลดกิจกรรม CSR ลง

CSR ประเภทที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ (ระยะยาว) ขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรใหญ่ๆ ที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อทำ CSR โดยเฉพาะ จะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนมาก เช่น มูลนิธิ Mitsubishi หรือมูลนิธิ Bill and Melinda Gates เป็นต้น เพราะมูลนิธิเหล่านี้มีการวางแผนระยะยาว

CSR ที่ฝังตัวอยู่ในธุรกิจขององค์กรจะ ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนมาก เช่น บริษัทโคคา-โคลา มีแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำที่ดีซึ่งเกี่ยวกับธุรกิจหลักของเขาโดยตรง โคคา-โคลาจะเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำอย่างแน่นอน

CSR ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การพัฒนาพลังงานทางเลือกหรือการพัฒนากลไกที่สะอาดจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และตรงกันข้ามอาจมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาคมยุโรปเล็งเห็นอันตราย จากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

CSR ประเภทธรรมาภิบาลหรือการบริหารกิจการที่โปร่งใส ยุติธรรมต่อลูกค้า ลดการโกงและการละเมิดลิขสิทธิ์ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นหากธุรกิจนั้นต้องการที่จะอยู่ต่อไปในระยะยาว

บทสรุป

องค์กร NGO ในประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้เวลานี้ช่วยกันเสริมความแข็งแกร่งของ CSR นำความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละองค์กรมาแลกเปลี่ยนกันและสนับสนุนกันในการ พัฒนาที่ยั่งยืน

การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (CSR) ในประเทศกลุ่มอาเซียนระยะนี้ (ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ เราน่าจะเน้น 4 ด้านด้วยกัน คือ 1) การสร้างความเข้าใจว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจคืออะไร เป็นการสร้างภาพลักษณ์หรือน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น 2) การฝึกอบรมพนักงานในองค์กรให้เข้าใจ มีความสามารถและมีความรักในการทำกิจกรรม CSR 3) การจูงใจให้ธุรกิจเล็กหรือใหญ่ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม 4) และอย่าให้ธุรกิจลืมว่าการบริหารงานด้วยความยุติธรรมและด้วยความโปร่งใสเป็น พื้นฐานของการรับผิดชอบต่อสังคม

อ้างอิง

* ข้อมูลจาก CSR International

** President Chino ADB (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว)

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04020352&day=2009-03-02&sectionid=0221


อยากทำ ...แต่เงินไม่มี !!


โดย อนันตชัย ยูรประถม

Q : วิกฤตแบบนี้บริษัทรัดเข็มขัด ทุกทาง ถ้าไม่มีงบประมาณเลยจะทำ CSR ได้หรือไม่

A : ตั้งแต่ปรับเปลี่ยนคอลัมน์เป็นถามตอบสนุกขึ้นเยอะครับ เจอใครก็ถูกถามจนผมกะว่าจะไปเปลี่ยนชื่อเป็นอับดุล เอ๊ย...มีอะไรถามได้...ตอบได้ แต่ CSR ตอบไม่ได้ประมาณนี้แหละครับ

ว่า แต่ว่าขอย้ำทำความเข้าใจกันอีกที มุมนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ฉะนั้นคำตอบในที่นี้ไม่ได้ถือเป็นคำตอบสุดท้ายนะครับ บางท่านอาจมีความรู้ ความเข้าใจที่ดีกว่า ทำให้มีมุมมองและแนวทางที่ดีกว่าผมก็เป็นได้ เพราะ CSR ไม่มีเส้นชัย สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนของ องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม

คราวนี้ก็โดนอีกดอก หนักกว่าเดิมครับ คราวที่แล้วเฮียแกยังอุตส่าห์มีตังค์ไม่ใช่น้อย แต่คราวนี้เจ๊มาบอกว่าไม่มีตังค์ทำกิจกรรม CSR เลย

เป็นปัญหาชวน หัวแตกครับ ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ได้แปลว่าองค์กรไม่มี CSR ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ได้มีกิจกรรมงานบริจาค งานบุญ งานกุศลอะไรออกสู่สาธารณชนเลย ผมว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งสำหรับองค์กรทั้งหลายนะครับ พอแต่ละที่เริ่มไม่กล้าเป็นเสี่ยสั่งลุย แต่กลายเป็นว่าต่างหันกลับมามองว่าไอ้ที่ผ่านๆ มาเนี่ยมันเป็นยังไง ถ้าจะทำต่อควรจะทำอะไรดี ใช่หรือไม่ใช่ เข้าทำนองปัญหามา ปัญญามี ดีแล้วครับกลับมาพิจารณาถึงความจำเป็น รากเหง้าของเรากันดีกว่า ประเภททำเพื่อคืนกำไร ปีนี้อย่าว่าแต่ให้คืนเลย แค่เลี้ยงตัวก็ยังไม่รู้เลยจะเป็นยังไง

CSR เนื้อแท้อยู่ที่ธุรกิจของตนเองนั่นแหละครับ ไม่ได้ออกไปไหนไกลกว่าเดิมเลย บางทีไปซะไกลแต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจ มันก็ลำบาก เพราะยิ่งทำไปเรื่อยๆ ยิ่งเตลิดไปกันใหญ่กลับมาตอบคำถามผู้บริหารไม่ได้ว่าทำแล้วมันดีกับ องค์กรอย่างไร พอเริ่มมีการตรวจสอบแบบง่ายๆ นะครับ

เมื่อเรากำหนด ไว้ว่า CSR ของเรานำไปสู่ความยั่งยืน ก็เอาประเด็นความยั่งยืนตามแนวคิดของ Brundtland ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง อาการแรกที่เจอก็คือ โรคสังคมโป่งพอง ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงใช้เงินมากกว่าด้านอื่นๆ นะครับ แต่เราพูดถึงการเชื่อมโยงและความสมดุลของทั้ง 3 ด้านที่พอเหมาะพอควรของแต่ละองค์กร เงินมากเงินน้อยไม่เกี่ยวครับ ทำแล้วสังคมกับสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจขององค์กรได้หรือไม่ อาจจะไม่ใช่ระยะสั้นแต่เป็นระยะยาว เพื่อให้องค์กรมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจขององค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป

กระบวนการเริ่มต้นนั้นเราจึงอยากให้องค์กรหัน กลับมามองและประเมินตนเองดูว่าการตัดสินใจทำกิจกรรมต่างๆ นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจของเราอย่างไร แรงผลักดันมาจากภายนอกอย่างเดียวหรือไม่ เป็นความต้องการจากภายนอกล้วนๆ หรือไม่ มิฉะนั้นจะเป็นการทุ่มเททรัพยากรของเราออกสู่ภายนอก

เรา ควรตั้งต้นด้วยการสำรวจตัวเอง จุดไหนที่ต้องขันความรับผิดชอบให้แน่นหนา ภายในจุดไหนที่แตะอยู่กับสังคม สามารถสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมสู่ภายนอกได้หรือไม่ ซึ่งก็คือกระบวนการพัฒนาปรับปรุงองค์กรที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่มมิติความรับผิดชอบเข้าไป เปลี่ยนทัศนคติเปลี่ยนแนวคิด แต่งบประมาณเหมือนเดิม อย่างนี้ถ้ามาบอกว่าปีนี้ไม่มีงบประมาณไม่ทำแล้ว CSR ก็แปลว่าจะไม่พัฒนาองค์กรแล้วสิครับ

อนันตชัย ยูรประถม เป็นนักวิชาการและที่ปรึกษาด้าน CSR ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกลยุทธ์และการบริหารจัดการด้านความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์กรเชิงระบบ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (SBDI) นับจากนี้เขาจะมาตอบคำถามทุกข้อข้องใจเกี่ยวกับ CSR ทุกสัปดาห์ สำหรับผู้ต้องการไขคำตอบที่เคยข้องใจสามารถส่งคำถามมาได้ที่ anantachai@yahoo.com

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03020352&day=2009-03-02&sectionid=0221



4 แนวทาง CSR ฝ่าวิกฤตว่างงาน


" ในปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าองค์กรธุรกิจมุ่งเน้นการทำกิจกรรม CSR ที่เน้นการช่วยแก้ปัญหาลดโลกร้อน แต่จากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นวันนี้ประเด็นทางสังคมเรื่องการว่าง งานจะกลายมาเป็นประเด็นทางสังคมที่ธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ เพราะลำพังการแก้ปัญหาของภาครัฐยังคงเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงและไม่ได้มีการ แก้ปัญหาในเชิงบูรณาการ" ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบัน ไทยพัฒน์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่องค์กรธุรกิจจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ ปัญหานี้ การแก้ปัญหาที่ไม่ได้หมายถึงการจ้างงานและทำให้ธุรกิจต้องรับภาระมากเกิน กว่าที่ควรจะเป็น

"เราไม่ได้เน้นการจ้างงานเป็นหลัก เพราะในโลกของความเป็นจริงเราต้องยอมรับว่า การรักษาพนักงานไว้ทั้งหมดอาจจะไม่สามารถทำได้ในขณะที่ธุรกิจต้องประสบปัญหา จากวิกฤต"

ดังนั้นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในความหมายที่ ดร.พิพัฒน์ กล่าวถึงจึงมุ่งไปที่การบริหารศักยภาพที่องค์กรมีอยู่เพื่อลดผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นจากการเลิกจ้างมากที่สุด

เขาแนะนำแนวทางการทำ CSR ที่จะสามารถบรรเทาปัญหาและผลกระทบจากการเลิกจ้างไว้ใน 3 ระดับ 1.ในระดับองค์กร หากจำเป็นต้องปลดพนักงานควรส่งเสริมและพัฒนาทักษะของคนกลุ่มนั้นให้สามารถมี โอกาสในการทำงานในองค์กรอื่น 2.ระดับอุตสาหกรรม องค์กรธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันควรทำกิจกรรม CSR ร่วมกันในการถ่ายเทคนไปยังองค์กรอื่นที่ยังขาดแคลนบุคลากรในด้านนั้นอยู่ แทนที่จะผลักภาระให้เป็นของภาครัฐ 3.ทำความร่วมมือกับภาคี อาทิ ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาทักษะของบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษา โดยเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ไม่ว่าธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการทำธุรกิจที่มุ่งตอบโจทย์สังคมเป็นหลัก และบริษัทอาจจะสามารถสร้างงานในการให้กลุ่มคนเหล่านี้ไปขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ได้โดยที่เขาก็มีรายได้แต่ไม่ต้องผ่านระบบการจ้างงานของบริษัท 4.สร้างทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงการมีงานทำ โดยพัฒนาทักษะอาชีพผู้ว่างงานหรือผู้ด้อยโอกาสในชุมชนและสังคม เพื่อให้เป็นซัพพลายเออร์ (suppliers) ในธุรกิจ ซึ่งเรียกว่า "ธุรกิจที่ไม่ปิดกั้น" (inclusive business) ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมโดยที่ธุรกิจไม่ต้องจ้าง งาน

"สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหาการ ว่างงานได้ เป็นการ บริหารศักยภาพองค์กรที่มีอยู่เดิม โดยไม่ต้องสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมใหม่ ซึ่งเหมาะสมกับการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดในภาวะเช่นนี้" ดร.พิพัฒน์กล่าวในที่สุด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02020352&day=2009-03-02&sectionid=0221

ซี.พี." พลิกวิกฤต 360o ตอบโจทย์ "ปัญหาว่างงาน




ข่าว การประกาศทยอยปลดคนออกจากกิจการที่มีปรากฏให้เห็นทุกวันในช่วงเวลาหลายเดือน ที่ผ่านมา ยังไม่นับรวมที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว ประกอบกับการคาดการณ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และตัวเลขอีกหลายสำนักที่ระบุว่าในปีนี้จะมีคนตกงานมากทะลุหลักล้านคน

และ เป็นตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่าในปีนี้ ประเด็นปัญหาการว่างงานกำลังจะกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่นำไปสู่ประเด็นปัญหา อื่นๆ ทางสังคม ตั้งแต่ปัญหายาเสพย์ติด ความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม ฯลฯ

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่เลือกเดินบนเส้นทางสายความรับผิดชอบแล้ว

" ปัญหาการว่างงาน" ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ถือเป็นประเด็นทางสังคมที่ธุรกิจใน พ.ศ.นี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงในการช่วยบรรเทาให้ปัญหานี้เบาบางลง และเชื่อว่าประเด็นร้อนนี้จะกลายเป็นแนวโน้มที่ถูกบรรจุอยู่ในกิจกรรมเพื่อ สังคม (CSR) ขององค์กรในปีนี้

ว่าแต่ระดับความสำคัญของปัญหานี้อยู่ เพียงแค่องค์กรเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนการแก้ปัญหาสังคมภายนอกในการสร้าง โอกาสในการมีงานทำเท่านั้นหรือ

การปรับตัวรับมือกับวิกฤตของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเครือ ซี.พี. นั้นมีมุมมอง ที่น่าสนใจ

ใน งานคุยกับ ซี.พี. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2552 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน ธรรมเนียมปฏิบัติของเครือ ซี.พี. ที่จะเปิดโอกาสให้ "ผู้บริหาร" มาพบปะ "สื่อมวลชน" บนเวทีรอบนี้ ประเด็นคำถามส่วนใหญ่ที่สื่อมวลชนโยนให้ผู้บริหารตอบนั้นไม่พ้นเรื่องแผนการ รับมือกับวิกฤต เพียงแต่คำตอบนั้นน่าสนใจ

น่าสนใจตรงที่แผนการรับมือกับวิกฤตมิได้มีเพียงแผนการลดต้นทุน กลยุทธ์ทางการตลาด ช่องทางใหม่ในการขยายตลาด

แผน การรับมือวิกฤตในวันนี้ยังรวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิด ขึ้นกับพนักงานภายในองค์กรและการสร้างโอกาสให้กับผู้ว่างงานในสังคม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (steakholders) ที่เป็นหลักสำคัญในแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility : CSR)

ตู้เย็นของชุมชนแก้ปัญหาว่างงาน

สิ้น เสียงเคาะระฆังที่ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณท์ กล่าวเปิดตลาดนัดข่าวและแนะนำตัวผู้บริหาร "ประชาชาติธุรกิจ" เลือกเข้าไปนั่งคุยกับ "จักร์ชัย นุชประยูร" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจซีพี เฟรชมาร์ท บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นคนแรก หลังจากที่เขาเกริ่นนำบนเวทีว่า "ซีพี เฟรชมาร์ทจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ภายใต้โมเดลตู้เย็นชุมชน"

" จักร์ชัย" ขยายความถึงที่มาของโครงการนี้ว่า "ผมเห็นอพาร์ตเมนต์ที่เคยมีคนเช่าเต็มไปหมดหายไปเลยทั้งตึก เพราะคนถูกปลดออกจากงานและกลับบ้านที่ ต่างจังหวัด เราเลยมาเริ่มคิดกันว่า ซีพี เฟรชมาร์ทจะตอบโจทย์สังคมเกี่ยวกับปัญหานี้ได้อย่างไร เพื่อสร้างโอกาสให้คนที่ว่างงาน เหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้เสริมในขณะที่เขายังว่างงานอยู่"

โดยตี โจทย์จากธุรกิจที่ทำอยู่ ใน 6 เดือนที่ผ่านมาจึงใช้พื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างรายได้และ อาชีพให้กับคนว่างงาน โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนนำตู้เย็นและผลิตภัณท์ของซีพี เฟรชมาร์ทไปตั้งขายที่บ้านโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากค่าไฟฟ้าสำหรับตู้เย็นเดือนละ 20 บาท และเป็นรูปแบบในการขยายธุรกิจโดยมีร้านของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" ที่มีอยู่เป็นแกน โดยพื้นที่รอบๆ สาขาสามารถตั้งตู้เย็นชุมชนได้ 5 จุด

" เรามองว่าไม่ว่าทำเลจะเป็นยังไง จะอยู่ในบ้านที่ไม่เคยทำการค้ามาก่อน จะเป็นทาวน์เฮาส์ เขาก็สามารถตั้งตู้เย็นได้ เพราะถ้าในชุมชนนั้นมีคน 100-200 ครัวเรือนขึ้นไป เขาก็ทำหน้าที่ขายสินค้าแทนเราได้ และที่ทดลองทำมาในแต่ละจุดที่มีการนำตู้เย็นไปตั้ง สามารถขายสินค้าได้วันละ 200-300 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้ในระดับหนึ่งสำหรับผู้ว่างงาน"

ซึ่งถ้าดู จากแผนการขยายสาขาในปี 2552 ของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" ที่ตั้งเป้าขยายสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกว่า 500 สาขา ก็เท่ากับว่าในปีนี้จะสามารถขยายจุดในการตั้งตู้เย็นชุมชนได้ถึง 2,500 จุด

สร้างโอกาสให้บัณฑิตใหม่

แม้เขาจะยอมรับว่า "เราไม่สามารถช่วยลดการว่างงานได้มาก แต่ก็เชื่อว่าตู้เย็นชุมชนจะเป็นช่องทางในการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ใน ระดับหนึ่ง และในเวลาเดียวกันยังส่งผลดีกับธุรกิจซึ่งเหมือนมีผู้ขายมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาเพิ่มยอดขายของร้านเฟรชมาร์ทในแต่ละสาขาได้ 20% ถ้าคำนวณจากยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2552 ถึง 5,000 ล้านบาท จำนวนรายได้จากตู้เย็นชุมชนจะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านบาท หากสามารถขยายจุดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" จักร์ชัยกล่าว

นอกจากนี้ ในโมเดลของการขยายธุรกิจ อนาคตยังพยายามตอบโจทย์เดียวกันในการสร้างโอกาสให้กับเด็กที่จบใหม่ได้เป็น เจ้าของธุรกิจโดยในแผนการขยายธุรกิจของ "ซีพี เฟรชมาร์ท" จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมีโอกาสสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง แทนที่จะเลือกขายแฟรนไชส์ให้กับคนที่มีงบประมาณในการลงทุนอย่างเดียว

" จักร์ชัย" บอกว่า "ในวิกฤตแบบนี้เรามองว่าต้องให้โอกาสคนจบการศึกษา เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีอาชีพเป็นของตัวเองเหมือนกับที่สิงคโปร์ให้โอกาส โดยพนักงานที่มาอยู่กับเราจะมีโอกาสก้าวสู่การเป็นเจ้าของร้าน เพราะเชื่อว่าการที่มีโอกาสมาสัมผัสธุรกิจ เรียนรู้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนกว่าการที่เราขายให้คนที่เพียงแต่จะมีเงิน ในการลงทุนอย่างเดียว"

พัฒนาทักษะ-เพิ่มรายได้

ในอีก วงสนทนาหนึ่ง "วิเศษ วิศิษฎ์วิญญู" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด (ซี.พี.แรม) พูดคุยอย่างออกรสถึงแผนการปรับตัวของ ซี.พี.แรม ในปีนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างความ

แข็งแกร่งภายในองค์กร โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่การพัฒนาทักษะบุคลากรและคุณภาพชีวิต เพราะเชื่อว่ายิ่งวิกฤตยิ่งต้องช่วยเหลือกัน จึงจะสามารถฟันฝ่าวิกฤตไปได้ โดยบรรจุแผนการพัฒนาพนักงานในทุกระดับในแผนธุรกิจ

"เรายึดหลักการ บริหารจัดการที่เป็นเลิศ ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หลักสำคัญที่เรามองคือพนักงาน ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราจะสามารถทำอย่างไรบ้างที่จะเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ให้ พนักงาน โดยพยายามพัฒนาศักยภาพของแรงงานให้ทุกคนสามารถกลายเป็นแรงงานฝีมือที่มีราย ได้อย่างน้อยที่สุด 10,000 บาทขึ้น โดยส่งเสริมให้เรียนผ่านระบบทวิภาคี ซึ่งร่วมกับอาชีวศึกษาในการพัฒนาทักษะวิชาชีพทั้งในระยะสั้นและระดับ ปวช. ปวส. โดยเปิดโอกาสให้เขาเรียนไป ทำงานไป และล่าสุดเพิ่งมีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ที่โรงงาน และมีเป้าหมายว่าในจำนวน พนักงานระดับแรงงานจะต้องกลายเป็นแรงงานฝีมือทั้งหมดภายในระยะเวลา 3 ปี"

" จะเห็นว่าคนที่ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมจะมีศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้น โดยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ซึ่งทำให้การทำงานมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย จะเห็นได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องขยายโรงงาน แต่การพัฒนาศักยภาพพนักงานจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย การพัฒนาพนักงานยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสร้างการยอมรับในสังคม"

ในทางกลับกัน บริษัทพยายามลดรายจ่ายภายใต้โครงการช่วยลดค่าครองชีพ โดยล่าสุดเพิ่งสร้างหอพักใหม่บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 4 อาคาร ที่สามารถรองรับ พนักงานได้กว่า 1,200 คน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพจากการเช่าหอพัก ลดความเครียดจากการเดินทาง และเป็นการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมกับพนักงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ซี.พี.แรมเพิ่งได้รับประกาศนียบัตรการเข้าร่วมโครงการนำร่องด้านความรับผิด ชอบต่อสังคมของโรงงาน (CSR-DIW)

ลดรายจ่าย ตัวช่วยพนักงานฝ่าวิกฤต

ใน เรื่องของการลดรายจ่าย ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณท์ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงมาก ซี.พี.ก็เป็นรายแรกๆ ที่เพิ่มรายได้เพื่อให้พนักงานอยู่ได้ โดยไม่ได้กำหนดเองว่าจะเพิ่มเท่าใด แต่ยังทำการสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานระดับล่างว่ามีรายได้เท่าไหร่ถึงจะ อยู่ได้ และบริษัทก็เพิ่มให้ตามนั้น

"ในภาวะวิกฤตแบบนี้เรายังลงไป ดูแลพนักงานในระดับลึก ถึงกับว่าใครเป็นหนี้เป็นสินถูกฟ้องอยู่ เราก็เข้าไปช่วยเจรจา และยังเปิดคลินิกในการช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของพนักงาน และมีการส่ง พนักงานที่มีรายได้เฉลี่ยใกล้เคียงกันกับคนที่มีปัญหา แต่สามารถอยู่ได้และมีเงินเก็บมาเป็นคู่หูในการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้เงิน ซึ่งทำให้ปัจจุบันขยายมาสู่การเป็นชุมชนพอเพียงที่พนักงานในเครือ ซี.พี.ที่อยู่ในแต่ละบริษัทมีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้ชีวิตบนความพอเพียง ซี.พี.เราก็ใส่ใจเรื่องแบบนี้"

"เป็นการ สร้างจิตวิญญาณความเป็นครอบครัวที่ ซี.พี.พยายามสร้างและพัฒนาบริษัททุกแห่งในเครือให้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียว กัน !!" ดร.
อาชว์กลล่าวในที่สุด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01020352&day=2009-03-02&sectionid=0221