skip to main |
skip to sidebar
แม้ การดำเนินกิจกรรม "อาสาสมัครพนักงาน" จะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่สามารถลอกเลียนกันได้ แต่กรณีศึกษารูปแบบกิจกรรม "อาสาสมัครพนักงาน" ของ "ธนาคารกรุงไทย" นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ "อาสาสมัคร" จะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกและออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเอง โดยธนาคารให้การสนับสนุนเพียงบางส่วน แต่เพราะเหตุใด "ชมรมกรุงไทยอาสา" ถึงสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 ในระยะเวลาใกล้เคียงกับการปรับกระบวนทัพเรื่อง CSR ของธนาคาร ที่เรียกว่า CSER (corporate social environment responsibility : CSER) และระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทะลุหลักพัน
"นิศานาถ โยธาสมุทร" ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน บมจ.ธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
"ถ้าดูจากการประเมิน ผล เราพบความจริงข้อหนึ่งว่า พนักงานส่วนใหญ่อยากไปทำงานอาสาเพื่อสังคม แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนและไปกับใคร แต่การที่เราทำเองเหมือนโอกาสที่มาใกล้ตัวเขา การสื่อสารระหว่างกันก็ง่าย"
ทุก วันนี้เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งวัน หากมีการสื่อสารออกไปว่า จะมี "กิจกรรมอาสาสมัคร" จำนวนอาสาสมัครจะเข้ามาลงทะเบียนกว่า 40-50 คนในทันที เหตุนี้ไม่ได้เป็นเพียงแต่ใจของ "อาสาสมัคร" เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่เคล็ดลับในการดำเนินกิจกรรม "อาสาสมัคร" ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้การลงพื้นที่แต่ละครั้งมีเสน่ห์ และทำให้เกิดทั้งแฟนพันธุ์แท้ที่ไปร่วมทุกกิจกรรมอย่างเหนียวแน่นแทบทุก ครั้ง และกำลังขยายวงออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ
และนี่คือ 7 เคล็ดลับบนก้าวเดินแห่งความสำเร็จ ที่สามารถสรุปได้จากการพูดคุยกับหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของ "ชมรม กรุงไทยอาสา" ในระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง
1.ให้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ
แม้ ว่าในทางทฤษฎี ในการทำกิจกรรม CSR มักจะบอกว่า กิจกรรม CSR ที่ดีย่อมต้องใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรเป็นหลัก เรื่องนี้จากประสบการณ์ "นิศานาถ" บอกว่า "เขาบอกว่า CSR ต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ หรือสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ คนแบงก์ก็ต้องไปสอนเรื่องการเงิน เรื่องบัญชีให้คนอื่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะบางทีคนแบงก์ก็เบื่อ เพราะบางคนทำงานมา 20 ปี ก็มีแต่เรื่องตัวเลขตลอดชีวิต เขาก็อยากทำเรื่องอื่นบ้าง"
ดังนั้นใน กิจกรรมเพื่อสังคมที่ระดมอาสาสมัครไปทำงาน ก็พยายามใส่รวมทั้ง 2 เรื่องเข้าด้วยกัน เรื่องหนึ่งคือเรื่องที่เราเชี่ยวชาญ อีกเรื่องคือสิ่งที่อาสาสมัครอยากทำ
"เราจึงพยายามผสานหลายเรื่องทุก ครั้งที่ลงพื้นที่ ตอนนี้เรามีธนาคารชุมชน ธนาคารโรงเรียน เราก็เอาพนักงานไปสอนเรื่องบัญชี เรื่องการเงินก่อน จากนั้นก็ค่อยมาปลูกป่า ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์ทางกายภาพในเรื่องการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม ในเวลาเดียวกันยังได้เรื่องความรู้สึก นึกคิด และจิตใจ"
2.สร้างแรงบันดาลใจ
เพราะ เชื่อว่าการเปิดโอกาสให้อาสาสมัครเริ่มทำในสิ่งที่เขาอยากทำ จะนำมาสู่การสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่ง "นิศานาถ" เชื่อว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์
"เราต้องเข้าใจว่า มนุษย์เราไม่ว่าอยู่ในระบบใดก็ตาม เราต้องให้โอกาสเขาเกิดแรงบันดาลใจก่อน ซึ่งเป็นขั้นของคน เพราะการทำงานทุกวันก็มีเส้นของคำว่าต้องทำอยู่แล้ว งานแบบนี้จึงไม่มีสิ่งที่บอกว่าต้องทำ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในการจัดทำโครงการ เพราะเมื่อเขารู้สึกดี เขาก็จะอยากทำงานอาสาแบบนี้ไปเรื่อยๆ"
แต่กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางเช่นนั้นได้ ในกระบวนการของการทำโครงการต้องใส่ใจในรายละเอียด โดยเฉพาะการคัดเลือกพื้นที่
3.เลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ
เรื่อง นี้เป็นสิ่งที่ "นิศานาถ" ย้ำว่า "เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราไม่ใช่นักพัฒนามืออาชีพ เวลาเราลงพื้นที่ก็ต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพและทำให้อาสาสมัครได้มี โอกาสเรียนรู้ โดยเราสามารถเข้าไปมีส่วนช่วยส่งเสริมชาวบ้านได้ด้วย"
" สิ่งนี้เราเรียนรู้ได้จากกิจกรรมแรก ที่เราไปปลูกป่าชายเลนที่บ้านเป็ดใน จ.ตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครั้งแรกพาอาสาสมัครลงไป ก็ไม่แน่ใจว่าคนแบงก์จะรับได้มั้ยที่ต้องไปนอนโฮมสเตย์ แต่ปรากฏว่าเวลาดูใบประเมินผล จะเห็นว่าเขาชอบโฮมสเตย์ที่สุด เพราะนอกจากไปปลูกป่า เรายังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวบ้าน มีคนหนึ่งบอกว่า เขาได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจากประสบการณ์จริงเป็นครั้งแรก จากชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาก็ได้แต่อ่านจากหนังสือ"
และแทบทุกครั้ง ของการลงพื้นที่ จะนำมาสู่การต่อยอดขยายผลโครงการใหม่ๆ ที่วันนี้มีตั้งแต่กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรม "อาสาสร้างความสุขเสริมความรู้ให้แก่ผู้อยู่ในถิ่นห่างไกลและผู้ด้อยโอกาส" เช่น ค่ายสอนภาษาอังกฤษเพื่อมัคคุเทศก์น้อย รวมไปถึงโครงการ "ธนาคารโรงเรียนและอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อม"
4.สร้างสมดุลความต้องการของชุมชนและอาสาสมัคร
" อย่างที่เราลงไปพื้นที่ครั้งแรก เนื่องจากเขาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เขามีคนมาดูงานมาก จึงต้องการให้เราไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ จึงเป็นที่มาของโครงการใหม่ๆ ฉะนั้นเราต้องดูความต้องการของชุมชน พร้อมไปกับความต้องการของอาสาสมัคร"
5.ความสนุกก่อให้เกิดพลัง
เสน่ห์สำคัญที่ทำให้สมาชิกของชมรมวันนี้เสพย์ติดงานอาสา เพราะทุกกิจกรรมแม้จะลำบากแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
" ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราพบ แม้ผู้บริหารจะให้ความสำคัญและเข้าใจ แต่ยังมีคนบางส่วนในองค์กรไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ บางคนบอกว่าเราไปเที่ยว ก็ต้องพยายามสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจกับอาสาสมัคร เราก็บอกว่าถ้าไปเที่ยวแล้วได้ทำสิ่งดีๆ และสนุกด้วย ก็ไม่เห็นแปลก ทำไมการทำสิ่งดีๆ แล้วต้องไม่สนุก จริงๆ การได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมแบบนี้ทำให้ชีวิตครบรส งานสังคมเป็นการเติมพลังและทำให้ชีวิตสมดุล มากกว่าแค่วนอยู่กับชีวิตการทำงานและใช้ชีวิตอยู่เพียงด้านเดียว"
6.การมีส่วนร่วมในเชิงลึก
นี่ เองจึงเป็นเหตุผลที่ว่า แม้จะต้องจ่ายเงินส่วนตัวในการไปทำกิจกรรมอาสาสมัคร แต่ทุกๆ เดือนที่มีกิจกรรมก็ยังมีอาสาสมัครจำนวนมากต่อคิวที่พร้อมจะลงพื้นที่เสมอ
" มีคนบอกเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่ของบประมาณสนับสนุนมากๆ จากแบงก์ ถ้าได้ก็เป็นเรื่องดี แต่สำหรับเรา เรามองว่าเหตุที่เราต้องหาเงินด้วยตัวเองและต้องพยายามยืนบนขาตัวเองนั้น เพราะการที่อาสาสมัครมีส่วนร่วมทั้งลงแรง ลงเงิน จะได้ในหลายสิ่งหลายอย่างกลับมา ซึ่งถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในเชิงลึกของพนักงาน และเขาต้องรู้จักเสียสละและเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ"
เพราะในท้ายที่สุด "ใจ" คือกลไกที่สำคัญมากในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ให้เกิดขึ้นจริงได้ในองค์กร !!ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04131051&day=2008-10-13§ionid=0221
พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ ผมอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ branding บ่อย เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่าแบรนด์ มิใช่เพียงการทำยุทธศาสตร์การ สื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาด แต่เป็นการสร้างคุณค่าโดยรวมของบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ คุณค่านั้นเกิดจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการต่อลูกค้า หรือประสิทธิภาพการบริหาร และที่แน่นอนคือคุณค่าที่ส่งผลต่อสังคม
การทำแบรนด์จึงมีมิติการคิด พิจารณาที่เกี่ยวข้องกับทุกด้านของการทำงาน ควบคู่กับยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งในตลาด หรือที่เรียกว่า positioning ว่าเราต้องการเป็นใคร อย่างไร ในสายตาของลูกค้าและสังคม
เมื่อแบ รนด์เป็นการสร้างคุณค่าของบริษัท จึงเห็นได้ชัดว่า CSR เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการสร้างเสริมความกล้าแข็งของแบรนด์ แต่ทั้งนี้เราไม่ควรสรุปว่า CSR เป็นเพียงกลวิธีการตลาด เพราะแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่จะต้องควบคู่กับคุณภาพของบริษัท ดังนั้นจึงมีการมองว่า CSR ต้องยืนด้วยเหตุผลตัวเองด้วย ไม่ใช่เฉพาะเหตุผลการตลาด เพราะถ้าทุกๆ บริษัทไม่ทำ CSR ด้วยความจริงใจ ผลกระทบจะเกิดต่อระบบธุรกิจโดยรวม และแน่นอนส่งผลต่อสังคม
หนังสือ Brands and Branding ของ Rita Clifton และ John Simmons กล่าวถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ ในรูปรอบทิศแบบ 360 องศา ว่ารวมถึง 1)ตลาด ที่ประกอบด้วยลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคต 2)ด้านการเงิน คือผู้ถือหุ้น ผู้ที่อาจจะร่วมลงทุนในอนาคต 3)องค์กร ที่ประกอบด้วย พนักงาน คู่ค้าด้านวัตถุดิบ หรือภาคี และ 4)ชุมชนหรือสังคม ซึ่งมีทั้งสังคมทั่วไป และรวมถึงองค์กรที่มีหน้าที่ด้านการกำหนดนโยบาย สถาบันด้านการศึกษา ฯลฯ
มอง ไปแล้ว จะเริ่มเห็นความสัมพันธ์แบบเหลื่อมล้ำกันระหว่าง CSR กับ branding ได้ชัดขึ้น เพราะ CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคม ก็พิจารณาถึงคนกลุ่มเดียวกัน โดยดึงการมีส่วนร่วมของลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และคนทั่วไป ในขณะที่ CSR พิจารณาบรรทัดฐานการทำงานที่ดี โปร่งใส ควบคู่กับการเสริมสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การทำแบรนด์ก็ใช้องค์กรประกอบคล้ายๆ กัน โดยมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพ
ยกตัวอย่าง บริษัทโค้ก หรือโคคา-โคลา มียุทธศาสตร์ทางแบรนด์ โดยการพยายามผลิตเครื่องดื่มที่ต้องใจลูกค้า และมีกิจกรรมทางสังคมมากมายที่เห็นทั่วโลก คือ การมีส่วนสนับสนุนการแข่งขันโอลิมปิก คนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นยุทธศาสตร์การตลาด หรืออาจจะมองว่าเป็นการสนับสนุนงานด้านสังคม หรือทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน บริษัทโคคา-โคลายังได้สร้างพันธมิตรกับองค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น World Wildlife Federation และหนังสือ National Geographic Society CEO ของบริษัท นายดัก ดาฟท์ กล่าวถึงการทำงานเสริมสร้างแบรนด์ว่า เป็นการสร้าง "ประสบการณ์พิเศษ ในช่วงขณะที่เกิดความสดชื่น" ในขณะเดียวกัน เขามองว่า "การสร้างอนาคต
ที่สดใสของธุรกิจของเรา ต้องรวมถึงความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างชุมชนให้แข็งแรงและยั่งยืน " (อ้างอิงหนังสือ Brands and Branding หน้า 153)
ความสัมพันธ์ระ หว่างแบรนด์กับ CSR บริษัทส่วนใหญ่เข้าใจอยู่แล้ว และเป็นที่ยอมรับว่า CSR ควรจะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ ควบคู่กับการส่งผลต่อสังคม ขณะเดียวกัน CSR ควรมีเป้าหมายที่เป็นของตนเองด้วย มิใช่เพื่อผลด้านการตลาดอย่างเดียว
ความยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติและสังคมเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง หนังสือ แบรนด์ แอนด์ แบรนดิ้ง อธิบายไว้ตอนหนึ่งว่า ผลิตภัณฑ์ในตลาดหลายอย่างมีความคล้ายกันมาก ในตลาดพื้นฐานนั้น ลูกค้าจะคำนึงถึงอรรถประโยชน์การใช้ผลิตภัณฑ์มากกว่าอย่างอื่น แต่เมื่อตลาดเริ่มมีการเติบโตและซับซ้อน ความต้องการของลูกค้าก็จะมากกว่าอรรถประโยชน์ของสินค้า โดยจะเริ่มมองหาผลที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึก ความสบายใจ ความพึงพอใจ และเมื่อตลาดพัฒนาต่อไปสู่การแข่งขันทางแบรนด์ในระดับเข้มข้น ความต้องการก็จะพัฒนาสู่ผลประโยชน์ที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือ aspirational benefits ความต้องการแรงบันดาลใจนี้เอง เราสามารถแปรเป็นเรื่องชีวิตที่มีคุณค่าในสังคมที่ยั่งยืน
แรงบันดาล ใจ นอกจากจะเกิดจากประเด็นการส่งเสริมสังคม การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความยึดเหนี่ยวทางสังคม social cohesion ซึ่งหนังสือแบรนด์ แอนด์ แบรนดิ้ง ระบุว่า มนุษย์มีความต้องการที่เชื่อมโยงกับมนุษย์คนอื่น ท่ามกลางภาวะโลกที่มีความแตกต่างและหลากหลาย
CSR และ branding สามารถเอื้อต่อกันได้จริง แต่ทั้งสองสิ่งต้องอยู่บนฐานของคุณค่าที่แท้จริง คุณค่านั้นต้องเกิดต่อทุกๆ ฝ่าย และสังคมโดยรวม ไม่ใช่การสร้างภาพเพื่อการขายการตลาดอย่างเดียว
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03131051&day=2008-10-13§ionid=0221
งาน อาสาช่วยลดภาษี - 2 ปีก่อนเมื่องานอาสาสมัครถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ ในปลายปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการทางภาษีที่เอื้อให้บริษัทหันมา สนับสนุนกิจกรรมอาสาสมัครพนักงาน โดยยกเว้นภาษีเงินได้ให้บริษัทห้างร้านที่อนุญาตให้ลูกจ้างลาไปปฏิบัติงาน อาสาสมัคร 50% ของค่าใช้จ่าย
เพิ่มแรงกิจกรรมเพื่อสังคม - "ฟิลิป คอตเลอร์" ระบุไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมอาสาสมัครพนักงานสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ พิเศษในการสร้างสัมพันธภาพที่เป็นของแท้และแข็งแกร่งกับชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการดึงดูดและรักษาความพึงพอใจให้กับบุคลากร ทั้งเป็นแรงกระตุ้นให้ทุ่มเทให้กับบริษัท และถือเป็นกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างและเพิ่มความแรงให้กับกิจกรรมเพื่อ สังคมของบริษัท
กิจกรรม CSR ที่ไม่ต้องใช้เงิน - คำกล่าวอ้างข้อหนึ่งของ SMEs ส่วนใหญ่ คือไม่สามารถแสดงความรับผิดชอบได้ เพราะ
ต้อง ใช้เงินซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ แต่บทเรียนของบางจากในภาวะวิกฤตเมื่อหลายปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องจริงเสมอไป เพราะในเวลานั้นแม้บริษัทมีงบประมาณจำกัด มีการ ส่งเสริมให้พนักงานทำงานอาสาสมัครโดยใช้องค์ความรู้ที่มีมาช่วยเหลือชุมชน เช่น โครงการโรงเรียนของหนู ที่เรามีอาสาสมัครสอนการบ้านเด็กๆ ในวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งอยู่ในบริเวณชุมชนใกล้กับโรงกลั่นน้ำมันบางจากในตอนเย็น ซึ่งเดิมทำกับชุมชนเดียว และตอนนี้กลายมาเป็น 4 ชุมชน และยังขยายไปถึงพนักงานอาสาสมัครที่จะเข้าไปสอนให้กับการศึกษานอกโรงเรียน ของเขตพระโขนงในวันเสาร์-อาทิตย์
5 เคล็ดลับ "จิตอาสา" -ในคู่มือการพัฒนา "จิตอาสา" พนักงานในองค์กรธุรกิจที่จัดพิมพ์โดย เดอะ เน็ทเวิร์ค ระบุไว้ว่า หลักการสำคัญ 5 ประการที่ควรจะนำมาใช้ในการบริหารโครงการจิตอาสาพนักงานที่ดี ได้แก่ 1.กัลยาณมิตร ซึ่งช่วยในการสร้างความสามัคคีของคนในองค์กรและสร้างมิตรที่ดีกับคนภายนอก 2.การสร้างนวัตกรรม พนักงานที่มีโอกาสทำโครงการจิตอาสาที่มีความริเริ่มและสร้างสรรค์จะเป็น ประโยชน์กับบริษัทต่อไป 3.เทคนิคการบริหารโครงการที่ดี ควรเน้นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบริษัท 4.การวางแผนและการสื่อสารอย่างถูกต้องเท่านั้นต้องแตกต่างจากการโฆษณาทั่วไป ที่ต้องสื่อสารเพื่อประโยชน์ของโครงการ 5.ความต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการ CSR ที่ดี
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02131051&day=2008-10-13§ionid=0221
ถ้าไม่ม ีโครงการ "Ford Global Week of Caring" ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ฟอร์ดทั่วโลกจะออกมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างพร้อมเพรียง มุก "จุฑามณี วณิชนิรามัย" เจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัทฟอร์ดโอเปอร์เรชั่น คงไม่ได้มีโอกาสทำงานเพื่อสังคมตามประสามนุษย์เงินเดือนและคนเมืองทั่วไป เธอบอกว่า "อยู่กรุงเทพฯไม่ได้มีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสังคม วันๆ ก็ทำงาน เดินห้าง กลับบ้านดึก ดูโทรทัศน์ โดยส่วนตัวที่ผ่านมาแม้จะเห็นบริษัททำกิจกรรมเพื่อช่วยสังคมด้านต่างๆ หลายโครงการ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งอะไร"
แต่ความคิดก็เริ่ม เปลี่ยนไป เพราะเธอได้มีโอกาสลงมาเป็นอาสาสมัครในกิจกรรม "ฟอร์ดอาสาสร้างแคมป์เฮาส์ส่งเสริมการศึกษาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งเกาะมันใน" ซึ่งจัดขึ้นไม่นานมานี้ ที่ทำให้รู้สึกว่าการได้มีส่วนร่วมทำให้ได้เห็นประโยชน์จริงๆ ในกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทดำเนินการ และบอกด้วยว่า "การมาเห็นปัญหากับตาและการมีส่วนร่วมน่าจะทำให้กิจกรรมเพื่อสังคมนั้นประสบ ความสำเร็จมากกว่าการรับรู้ หรือการบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว"
และ นี่เป็นเป้าหมายที่ "ฟอร์ด" พยายามจะสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยส่งเสริมให้พนักงานออกไปเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบๆ โรงงาน และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถลาหยุดไปทำงานอาสาสมัคร 2 วันโดยไม่คิดเป็นวันลา เช่นเดียวกับหลายองค์กรในปัจจุบัน
พัฒนาการกิจกรรม "อาสาสมัคร"
แม้ ว่ากิจกรรม "อาสาสมัครพนักงาน" (employee volunteer) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ดูเหมือนว่าความตื่นตัวของหลายองค์กรในปัจจุบันถือเป็นย่างก้าวของการ พัฒนารูปแบบกิจกรรมอาสาสมัครพนักงาน ที่อาจจะเคยเป็นกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราว ไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการประเมินผล มาสู่การดำเนินกิจกรรมอาสาสมัครพนักงานที่สอดคล้องและเชื่อมโยงไปกับกิจกรรม เพื่อสังคมของบริษัท และกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility : CSR) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน CSR ขององค์กรไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น
และเป็นเหตุผลที่ทำให้ปีนี้ เกิดความ ตื่นตัวขององค์กรในการเข็น "กิจกรรมอาสาสมัครพนักงาน" ออกมาสู่สายตาสังคมอย่างพร้อมเพรียง
อย่าง "ดีเอชแอล" ยักษ์ใหญ่ผู้ให้ บริการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งแม้จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมมายาวนาน รวมถึงมีทีมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือ DRT (disaster response team) ที่ใช้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้าน โลจิสติกส์ไปบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ "ดีเอชแอล" ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงไทย จัด "วันดีเอชแอลอาสา" (DHL Volunteer Day) ขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย มีการระดมอาสาสมัครกว่า 500 คนไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ที่วัดโบสถ์วรดิษฐ์ จ.อ่างทอง ที่รับอุปการะเด็กชาวเขาไว้ในความดูแลถึง 400 คน และบ้านเด็กอ่อนรังสิต จ.ปทุมธานี
"สตีฟ แดเนียล" ประธานอาวุโสประจำเอเชียใต้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน ของดีเอชแอล เอ๊กเซลซัพพลายเชน กล่าวว่า "เป้าหมายหนึ่งของวันดีเอชแอลอาสา คือการสร้างแรงจูงใจในการเป็นอาสาสมัครทีละเล็กทีละน้อยให้กับพนักงาน จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันเดียวให้กลายเป็นการอาสาสมัครในระยะยาว"
ซึ่ง นั่นหมายถึงปลายทางในการสร้างวัฒนธรรมอาสาสมัครภายในองค์กร ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกในชุมชน และเดินตามแนวทางการส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคม ซึ่งเป็นคุณค่าหลักประการหนึ่งขององค์กร ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม ชุมชน และพนักงาน และเป็นการทำให้กลยุทธ์ CSR ขององค์กรมีความแข็งแกร่งขึ้น
ตั้งเป้าหมายและวิธีปฏิบัติให้ชัด
การ ให้น้ำหนักกับการ "มีส่วนร่วมของพนักงาน" ในการรับผิดชอบต่อสังคม จึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของหลายต่อหลายองค์กรที่เชื่อว่าไม่เพียงแต่จะ พัฒนาคนในองค์กร ขณะเดียวกันยังเป็นการทำให้กิจกรรม CSR ที่องค์กรดำเนินการมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญของพนักงานที่แต่ละองค์กรมี ไปสร้างคุณค่าที่เพิ่มมากขึ้นให้กับกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทได้ดำเนิน การอยู่
บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีเป้าหมายเรื่องนี้อย่างชัดเจน หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างและก่อตั้งฝ่าย CSR ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยอยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ "เทวิน สนงาม" ผู้จัดการฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR Manager) บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด กล่าวว่า "กลยุทธ์ CSR ที่เราวางไว้ หนึ่งในนั้นคือการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน ดังนั้นในการดำเนินการเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม จึงมี KPI ที่จะเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จเรื่องนี้ โดยในปี 2551 นี้เราตั้งเป้าว่าพนักงานจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมของ บริษัทให้ได้ 50% จากจำนวนพนักงานทั้งหมด 2,500 คน"
สารพัดวิธีจึง ถูกหยิบมาใช้เพื่อจะกระตุ้นในพนักงานได้มามีส่วนร่วมเป็น "อาสาสมัคร" โดยเริ่มตั้งแต่การให้ทุกแผนกเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นคณะทำงาน และอำนวยความสะดวกโดยการจัดกิจกรรมให้พวกเขาทำ ทั้งยังมีการตั้งชมรมอาสาสมัครในองค์กรด้วย
"ตอนนี้พนักงานที่จะเข้ามาทำงาน เราพยายามปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยในค่ายปฐมนิเทศจะมีการจัดเวลาให้มีโอกาสได้ทำกิจกรรม
อาสา สมัครเพื่อสังคม มากกว่านั้นยังพยายามส่งเสริมโดยยกย่องกลุ่มคนที่เข้าร่วม โดยนอกจากจะมีการสะสมคะแนนทุกครั้งที่มาเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อนำไปแลกของสะสม เล็กๆ น้อยๆ บริษัทในกลุ่มบริษัทไหนที่มีพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด จะได้รับรางวัลจากประธานบริษัท"
น่าสนใจที่ว่าการใส่ใจในเรื่องราย ละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของฝ่าย CSR ทำให้แม้ว่าจะยังเหลือเวลาอีก 2 เดือนที่จะจบปี แต่ตอนนี้จากการเก็บสถิติมีพนักงานที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วกว่า 47% และนั่นหมายถึงโอกาสที่จะเดินไปถึงเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ไม่ใช่เรื่องยาก
ต่างองค์กร ต่างเป้าหมาย
ใน ภาพกว้าง ประโยชน์ที่ได้จาก "อาสาสมัครพนักงาน" คือ การพัฒนาคนในองค์กรควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม แต่หากสแกนดูความเคลื่อนไหวในปัจจุบันองค์กรธุรกิจไทย "กิจกรรมอาสาสมัคร" ยังมีเป้าหมายในเชิงลึกที่แตกต่างกันไป อาทิ การใช้กิจกรรมอาสาสมัครพนักงานสร้างภาวะผู้นำ ของไพรซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส การสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมจริยธรรมพนักงาน ของธนาคารเกียรตินาคิน การใช้กิจกรรมอาสาในการสร้างทีมเวิร์กของฟอร์ด การสร้างความพึงพอใจให้พนักงานของบริษัท เมอร์ค ประเทศไทย หรือการใช้กิจกรรมอาสาในการสร้างความจงรักภักดีกับองค์กรของพนักงานในระยะ ยาว ของ "ดีเอชแอล" ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในไทย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับลักษณะองค์กรและขึ้นอยู่กับเป้าหมาย
ส่วนองค์กรที่จะทำ กิจกรรมอาสาสมัครพนักงานจะเลือกประเด็นอย่างไรนั้น จากการสำรวจแนวทางการทำงาน "อาสาสมัครพนักงาน" ในไทยส่วนใหญ่ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานพบว่า การเลือกจะทำอาสาสมัครในกิจกรรมใดจะมาจาก 2 ทาง ทางหนึ่งเป็นการเชื่อมโยงกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทให้ความช่วยเหลือ อยู่แล้ว เช่น การนำพนักงานไปให้ความรู้การทำบัญชีครัวเรือนของสถาบันการเงิน การสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนห่างไกลของผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ และอีกทางหนึ่งมาจากการนำเสนอของพนักงาน ซึ่งมีการนำเสนอผ่านกลุ่ม ชมรมอาสาสมัครที่องค์กรตั้งขึ้น หลายองค์กรยังมีการเปิดช่องทางการสื่อสารให้พนักงานสามารถเสนอโครงการเพื่อ สังคม ในประเด็นปัญหาที่เห็นว่าสำคัญและไปพบเจอมาอีกด้วย ฯลฯ
อย่าง ไรก็ตามความตื่นตัวขององค์กรในวันนี้ยังตอบโจทย์ สิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร อย่างที่ "นิศานาถ โยธาสมุทร" ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน บมจ.ธนาคารกรุงไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการขับเคลื่อน "ชมรมกรุงไทยอาสา" กล่าวไว้ว่า "การจะขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรได้อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากคน การที่องค์กรจะบริจาคหรือทำโครงการอย่างเดียวก็แค่นั้น แต่ถ้าพนักงานทั้งหลายไปทำงานเหล่านี้ด้วยตัวเอง ด้วยใจ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนที่พอจะตอบได้ว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ เรื่องนี้จริง หรือเพียงแค่ทำตามกระแส" !!
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01131051&day=2008-10-13§ionid=0221
องค์กรขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ควรทำ CSR หรือไม่ ?
ดร.พรชัย ศรีประไพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส อิมพีเรียล เวิลด์ กรรมการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า ผม ได้เขียนถึงองค์กรขนาดใหญ่มาหลายครั้งแล้วว่าการทำ CSR (corporate social respon sibility) มีส่วนช่วยองค์กรหลายประการ ที่สำคัญก็คือ CSR จะช่วยทำให้วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นเรื่องคุณธรรมและการทำประโยชน์ให้กับสังคม นั้นเข้มแข็งและมีความหมายมากขึ้น CSR จะช่วยบ่มเพาะนิสัยสังคมที่ดีให้แก่พนักงาน ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจัง
บริษัทที่ผมเคยทำงานอยู่หลายบริษัทมีกฎเกณฑ์ดีๆ หลายอย่างที่พนักงานต้องปฏิบัติ เช่น
- ห้ามพูดโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ (ก่อนจะออกมาเป็นกฎหมาย) และถ้าพนักงานระดับบริหารถูกจับได้ว่าละเมิดกฎข้อนี้จะถูกพิจารณาโทษอย่าง หนักถึงขั้นไล่ออก (เป็นตัวอย่างไม่ดี) - นำหลักการเกี่ยวกับความปลอดภัยที่ใช้ในสำนักงานไปใช้ที่บ้าน เช่น ความปลอดภัยด้านไฟฟ้า (ห้ามเสียบสายไฟพะรุงพะรังจนเกิดอันตราย จะต้องมี safety cut เพื่อตัดไฟฟ้า ฯลฯ) ด้านระบบดับเพลิง ด้านการหนีไฟ ฯลฯ - ห้ามนำวิธีการให้สินบนเจ้าพนักงานมาใช้ ทั้งในชีวิตส่วนตัวหรือในขณะที่ทำงาน แม้แต่จะจ่ายเงินให้ตำรวจจราจรก็ถือว่าทำผิด ต้องไปจ่ายที่สถานีตำรวจ ให้เคารพกฎหมายและทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด - ให้นำวิธีการแยกขยะไปใช้ที่บ้านอย่างน้อยๆ ก็เริ่มต้นจากขวดพลาสติก แยกขยะแห้งออกจากขยะเปียก เป็นต้น - แนะนำให้ใช้น้ำยา EM (effective micro organisms) หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถทำลายความสกปรกได้ทุกอย่างมาใช้ในบ้านแทนสาร เคมี เพื่อกำจัดแมลง และใช้เช็ดถูบ้านทำความสะอาด - ตั้งอุณหภูมิของระบบแอร์ทั้งในบ้านและในรถให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซนติเกรด - จ่ายเงินเดือนให้พนักงาน พันธมิตรธุรกิจ ผู้ร่วมค้าและเจ้าหนี้ทุกรายให้ตรงเวลา - ซื้อของจากบริษัทที่ส่งเสริมสังคม ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
การบ่มเพาะนิสัยดีๆ เหล่านี้ทำได้ในทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ถ้าองค์กรขนาดเล็กจะนำมาใช้ก็จะยิ่งดีใหญ่เพราะสามารถทำได้ง่ายกว่า ควบคุมดูแลพฤติกรรมของพนักงานได้อย่างทั่วถึง และถ้าทำได้ดีจริงก็จะสามารถสร้างเป็นภาพลักษณ์ขององค์กรที่รับผิดชอบต่อ สังคมได้อย่างไม่ยากนัก
Guy Rider ที่เป็นเลขาธิการของกลุ่มสมาพันธ์การค้าเสรีนานาชาติ (General Secretary of the International Confederation of Free Trade Union) เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.2006 ว่า :
"CSR ไม่ใช่เรื่องของการบริจาคหรือการทำกุศล แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ดี"
คำ กล่าวสั้นๆ นี้มีความหมายลึกซึ้ง ทีเดียว การทำธุรกิจที่ดีคือการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบทั้งต่อความสำเร็จของ ธุรกิจเอง ต่อสังคมและต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การทำธุรกิจที่ดีจะต้องพยายามระมัดระวังไม่ให้เกิดผลลบต่อสังคมและสิ่งแวด ล้อม พยายามสร้างผลบวก สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด
และก่อนที่เราจะทำธุรกิจที่ดีได้ เราจึงจะต้องสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับองค์กร สร้างนิสัยที่ดีให้กับพนักงาน เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่เพียงผลกำไร แต่จะต้องสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า ชุมชน และสังคม
หลายคนคงจะสงสัยว่า ถ้าธุรกิจมุ่งไปที่ผลประโยชน์ลูกค้า ชุมชน และสังคม ต้นทุนคงจะสูงและคงไม่สามารถธำรงธุรกิจให้ยั่งยืนได้
ธุรกิจ ที่เอาลูกค้าไว้ในดวงใจ เอาลูกค้าไว้เป็นศูนย์กลาง สนใจในประโยชน์ของลูกค้า ธุรกิจนั้นจะไม่มีทางที่จะขาดทุน เพราะลูกค้าจะตอบสนองกับธุรกิจนั้นเอง ตรงกันข้ามธุรกิจที่คิดแต่จะเอาประโยชน์จากลูกค้าฝ่ายเดียว ธุรกิจนั้นจะไม่ยืนยง
ธุรกิจที่สนใจกับชุมชน เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชน จะได้รับการตอบสนองจากชุมชนเช่นเดียวกัน ชุมชนจะมองธุรกิจนั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และยิ่งถ้าเป็นธุรกิจ SMEs ด้วยแล้ว ชุมชนก็จะเข้ามาโอบอุ้มธุรกิจนั้นเอง
ในทำนองเดียวกัน ถ้าธุรกิจตอบสนองต่อความรับผิดชอบในสังคม ในระดับที่องค์กรหรือบริษัทสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเททุนทรัพย์ แต่สามารถช่วยเหลือสังคมด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะของบริษัท ด้วยทรัพยากร หรือองค์ความรู้ของบริษัท สังคมก็จะตอบสนองกับธุรกิจเหล่านั้นในสัดส่วนที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับ ธุรกิจอย่างมากมาย
ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมที่เริ่มสร้างวัฒนธรรม องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าวข้างต้นจะพบว่า 1) การสรรหาพนักงานจะง่ายขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่อยากจะทำงานกับองค์กรที่มีคุณธรรม องค์กรที่มีระบบและยึดมั่นในคุณค่า (value) ที่ยึดถืออย่างจริงจัง 2) พันธมิตรธุรกิจอยากที่จะเข้ามาร่วมทำงานด้วยเพราะเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจในความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมาขององค์กร ทำให้การต่อรองแบบ win-win ทำได้ง่าย ข้อตกลงทางธุรกิจก็ไม่ยุ่งยากเมื่อมีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน 3) สามารถดึงดูดลูกค้าได้ง่ายขึ้นเมื่อลูกค้ารู้ว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ อย่างดี องค์กรที่ยึดมั่นในคุณค่าของลูกค้าสามารถสร้างลูกค้ารายใหม่ๆ ได้ไม่ยากนัก 4) ภาพลักษณ์และ brand ขององค์กรจะดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมว่าพนักงานและสินค้าคือตัวแทนภาพลักษณ์ขององค์กร 5) สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานมากขึ้น ทั้งนี้เกิดจากการทำงานอย่างทุ่มเทของพนักงาน การลด turn-over rate ลดปัญหาความขัดแย้งกับผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ทุกขั้นตอนของการทำงาน ถ้าพนักงานทำงานด้วยใจและมีหลักการประสิทธิภาพของงานก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่ นอน 6) สามารถป้องกันตนเองจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น 7) ธุรกิจจะเติบโตในทิศทางที่มั่นคง มีรากฐานที่ดี
หลายๆ องค์กรจึงมักจะมีคำขวัญในแนวทางที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าของวัฒนธรรมองค์กร เช่น Live your value (ใช้ชีวิตตามคุณค่าที่คุณยึดถือ) Value forever (ยึดมั่นคุณค่าให้ยืนยง) Your value reflects your company (คุณค่าของคุณสะท้อนคุณค่าขององค์กร)
ผมจึงคิดว่าบริษัทขนาดกลาง และขนาดย่อมสามารถนำหลักการเกี่ยวกับคุณค่าของ CSR มาใช้ได้ทันที ทำได้ง่ายและในระยะยาวจะได้ผลตอบแทนอย่างไม่คาดคิด
มาเริ่มกันวันนี้เลยดีไหมครับ
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 ตุลาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03061051&day=2008-10-06§ionid=0221
แม้ "มูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ ประเทศไทย" หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "ฮาบิแทต" (Habitat) องค์กรภาคสังคมที่ทำงานโดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือคนไร้ที่อยู่อาศัยนั้น เป็นองค์กรภาคสังคมชั้นนำในระดับโลก ที่เข้ามาทำงานอยู่ในไทยมากว่า 10 ปี แต่ชื่อชั้นของ "ฮาบิแทต" กลับเพิ่งเป็นที่รู้จักในไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านสื่อมากขึ้น
รวมไปถึงการแต่ง ตั้ง "ฟิล์ม" รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ศิลปินค่าย "อาร์เอส" เป็นทูตของมูลนิธิ และล่าสุด "ฮาบิแทต" ในไทยเตรียมจะประกาศจัด "เวิร์ล อีเวนต์" ซึ่งเป็นงานอาสาสมัครเพื่อสังคมครั้งสำคัญที่จะระดมอาสาสมัครจากทั่วโลกกว่า 2,000 คนมาสร้างบ้านให้ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและมีปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินกว่า 82 หลังที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการที่ชื่อ "จิมมี่ และโรสลีน คาร์เตอร์ สร้างบ้าน ครั้งที่ 26" ซึ่งจะจัดขึ้นในปี 2552 โดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา "จิมมี่ คาร์เตอร์" และภริยาจะเดินทางมาเป็นอาสาสมัครในการสร้างบ้านด้วยตัวเองเป็นเวลา 1 สัปดาห์
"โครงการที่เราจะทำในปี 2552 นั้นไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่แค่การสร้าง 82 หลัง แต่เราเชื่อว่าการมาสร้างบ้านของจิมมี่ คาร์เตอร์และเหล่าอาสาสมัครจากทั่วโลกนั้นจะเป็นแรงกระเพื่อมในการสร้างความ ตระหนักของปัญหาคนไร้ที่อยู่อาศัยในไทยไปอีกหลาย 10 ปี โครงการนี้แม้จะต้องใช้งบประมาณมาก แต่เราก็ถือว่าคุ้มค่าและอยากเชิญชวนองค์กรธุรกิจที่ทำ CSR ให้เข้ามาร่วมโครงการ" ดร.ชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย ประธานมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ ประเทศไทย กล่าวถึงโครงการใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
ในฐานะองค์กรภาคสังคม ทุกขยับก้าวของ "ฮาบิแทต" วันนี้จึงน่าสนใจ เพราะไม่เพียงจะมีสารพัดกลยุทธ์ ที่ส่งให้องค์กรกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นในระยะเวลารวดเร็วเพียง 2-3 ปีให้หลัง แต่ยังสามารถเพิ่มการช่วยเหลือคนไร้ที่อยู่อาศัยในไทยได้เพิ่มมากขึ้นจาก 100 ครัวเรือนต่อปีเป็น 1,000 ครัวเรือนต่อปี
และหลังจากนี้ไปอีก 3 ปีคาดว่าการสร้างบ้านให้คนไร้ที่อยู่อาศัยในไทยจะขยับขึ้นไปเป็น 5,000 หลัง ซึ่งเท่ากับจำนวนบ้านที่สร้างได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การก่อตั้งมูลนิธิขึ้นในไทย
"ความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นกับฮาบิแทต เป็นเพราะเราเปลี่ยนเป้าหมายจากการทำเท่าที่เราทำได้ มาเป็นการทำในเชิงรุกมากขึ้น เพราะเรามองว่าความจำเป็นมีมากขึ้นและเขาไม่สามารถรอความช่วยเหลือได้ ถ้าเรายังให้การช่วยเหลือแบบเดิมคือทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งเราทำได้ปีละ 100 หลัง แต่มีคนที่รอความช่วยเหลือ 3 แสนครัวเรือน คนที่ได้การช่วยเหลือจากเราครอบครัวสุดท้ายที่จะได้บ้านคืออีก 3,000 ปีข้างหน้า ทำให้เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาพยายามทำให้เป็น 1,000-1,500 หลังต่อปี และเพราะความตื่นตัวเรื่อง CSR ขององค์กรธุรกิจด้วยที่ทำให้มีงบประมาณมาสนับสนุนเพิ่มขึ้นด้วย"
ไม่ เท่านั้น ดร.ชัยณรงค์ยังเล่าว่า การ ปรับเปลี่ยนที่ผ่านมามีการปรับตั้งแต่ซีอีโอ โดยสรรหาคนที่จะสามารถทำโครงการใหญ่ๆ ได้ และมีการจัดระบบเรื่องการระดมทุนและเข้าหาองค์กรธุรกิจที่มี CSR อย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีแผนกที่ดูแลอาสาสมัครให้เขารู้สึกประทับใจและกลับมาใหม่ เป็นต้น
แต่ หัวใจที่สำคัญ เขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ "ฮาบิแทต" เป็นที่ดึงดูดสำหรับองค์กรธุรกิจที่ทำ CSR เป็นเพราะผู้บริจาครู้ว่าเงินที่บริจาคมาไปสู่ผู้ที่เดือดร้อนจริง ในไทย ฮาบิแทตใช้บริษัทตรวจสอบบัญชีอันดับท็อป 4 ของประเทศมาตรวจสอบ และในอนาคตกำลังเตรียมที่จะให้องค์กรสามารถติดตามการใช้งบประมาณผ่านเว็บไซ ต์ มากกว่านั้นถือเป็นระเบียบของฮาบิแทตทั่วโลกที่จะกำหนดให้ใช้เงินในการ บริหารจัดการโครงการไม่เกิน 15% ขณะเดียวกันเงินบริจาคที่ได้มาไม่ได้ใช้แล้วหมดไป เนื่องจากการช่วยเหลือของฮาบิแทตต่อผู้ไร้ที่อยู่อาศัยนั้น ไม่ได้เป็นการให้เปล่า
ดร.ชัยณรงค์ขยายความว่า "บ้านของเราไม่ได้เป็นการสร้างให้ฟรียกเว้นผู้ประสบภัยซึ่งไม่มีอะไรเหลือ กลุ่มที่เราจะเข้าไปช่วยเหลือคือเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถกู้เงินได้ตามระบบ ปกติ แต่ก็ยังเป็นคนที่พอมีรายได้บ้าง แต่ก็ไม่มีเงินพอเป็นหลักประกันที่ธนาคารจะให้กู้ และมีที่พักที่อยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นบ้านได้ โดยเราจะกำหนดว่าเขาจะต้องจ่ายเงินคืนไม่เกิน 20% ของรายได้ และก่อนที่จะเข้าไปสร้างบ้านนั้นเราจะให้เขาทดลองออมเงินก่อนว่าจะสามารถทำ ได้มั้ย ระบบแบบนี้ทำให้เราแทบจะไม่มีหนี้เสียและสามารถนำเงินไปช่วยเหลือคนไร้ที่ อยู่อาศัยในพื้นที่อื่นอีก"
"เราไม่ใช่บริษัทสร้างบ้าน แต่ทำฝันของคนอยากมีบ้านให้เป็นจริง และถ้าทำให้คนมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านได้ ปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยก็จะไม่เกิด เราจึงไม่ได้แต่สร้างบ้าน แต่เรากำลังสร้างอนาคตและสร้างชีวิต" ดร.ชัยณรงค์กล่าวในที่สุดที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 คุลาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02061051&day=2008-10-06§ionid=0221
ถางทางสร้าง "เอ็นจีโอ" พันธุ์ใหม่ ความเปลี่ยนไป...กลางกระแส CSR
ใน ขณะที่เส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยง "องค์กรพัฒนาเอกชน" หรือ "เอ็นจีโอ" ในไทยกำลังเหือดหาย เพราะเงินทุนจากต่างประเทศที่เคยเป็นรายได้หลักนั้นเปลี่ยนเป้าหมายปลายทาง ไปยังประเทศอื่น เส้นทางการดำรงอยู่ของ "เอ็นจีโอ" ไทยวันนี้กำลังยืนอยู่บนเส้นด้าย
ท่ามกลางกระแสความรับผิดชอบต่อ สังคมขององค์กร (CSR) ที่กำลังถาโถมใส่องค์กรธุรกิจ สารพัดโครงการเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นอาจจะดูเป็นจุดหมายปลายทางในการระดมทุน และแหล่งเงินทุนก้อนใหม่ของเอ็นจีโอ
แต่คำถามที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็คือ "เอ็นจีโอ" ไทยวันนี้มีความพร้อมหรือไม่ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ ว่า เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้องค์กรธุรกิจจะมีงบประมาณที่ใส่ลงในโครงการเพื่อ สังคมมากขึ้นก็จริง แต่นิยาม "การให้" ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ "ธุรกิจ" ไม่น้อย มองข้ามการบริจาคแบบให้เปล่าไปสู่การทำโครงการเพื่อสังคมที่ซับซ้อนขึ้น และสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืน โครงการความร่วมมือระหว่างธุรกิจและเอ็นจีโอ จึงเดินมาถึงจุดที่เรียกร้องการทำงานเพื่อสังคมอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ มากขึ้น
ทางรอดของ "เอ็นจีโอ"
"ประสิทธิภาพในการ จัดการเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรมีความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือไม่ใช่ธุรกิจ" สุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานโครงการแบ่งปันเพื่อสังคม องค์กรกลางในการจับคู่ทำงานระหว่างองค์กรธุรกิจและองค์กรพัฒนาเอกชนในการทำ งานเพื่อสังคม กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการทางสังคม ซึ่งโครงการ แบ่งปันร่วมกับไมโครซอฟท์และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มีหลักสูตรการอบรมเพื่อนำเครื่องมือด้านการ บริหารจัดการองค์กรมาถ่ายทอดให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น
เขา กล่าวด้วยว่า "ที่ผ่านมาการทำงานระหว่างเอ็นจีโอและภาคธุรกิจยังมีความช่วยเหลือระหว่าง กันไม่มากนัก เมื่อก่อนเรา มักจะได้ยินว่าเอ็นจีโอมักรับเงินจากองค์กรในต่างประเทศที่ส่งเข้ามาช่วย เหลือ แต่หลังจากที่เราประกาศว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับเงินตรง นั้นก็ถูกตัดไปเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นแทน เอ็นจีโอในไทยต้องดิ้นรนที่จะเลี้ยงตัวเอง มีคำถามจากเอ็นจีโอว่าแล้วเขาจะอยู่อย่างไร โดยต้องหาเงินด้วยและมีงานอะไรที่เอ็นจีโอสามารถทำได้บ้าง ผมเห็นว่าสิ่งที่เอ็นจีโอทำแบบไม่แสวงหากำไรดีอยู่แล้ว แต่ในส่วนของเงินที่เข้ามาต้องแสวงหาความร่วมมือ ประกอบกับกระแส CSR ที่เกิดขึ้น ซึ่งองค์กรธุรกิจไม่ได้มีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวด ล้อม ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายมาเจอกันจะเกิดจุดที่สมดุลพอดี"
สร้างโอกาสจากกระแส CSR
ฉะนั้น "โอกาส" ที่ "เอ็นจีโอ" จะ สามารถคว้าได้ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่อง CSR ขององค์กรธุรกิจจึงต้องเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนตัวเอง เช่นเดียวกับสิ่งที่ มูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติหรือฮาบิแทต (Habitat) องค์กรภาคสังคมระดับนานาชาติ ที่เข้ามาลงหลักปักฐานในไทยมากว่า 10 ปี ทำในการปรับตัว ยกระดับและสร้างที่ยืนและระดมทุนได้มากในระดับหลายเท่าตัวในช่วง 2-3 ปีหลัง
ดร.ชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย ประธานมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ อธิบายว่า "เป็นเพราะการปรับตัวขององค์กรในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสอดรับกับกระแสความตื่นตัวเรื่อง CSR ขององค์กรในไทย ซึ่งทำให้เราสามารถเพิ่มการช่วยเหลือจาก 100 ครัวเรือนต่อปี ขยับไปเป็น 1,000-1,500 ครัวเรือนต่อปี เราต้องเอาผู้บริจาคเป็นตัวตั้ง และทำในสิ่งที่เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพันธ กิจในความเป็นเรา" (อ่านรายละเอียดเพิ่มในล้อมกรอบ)
ด้าน "สินี จักธรานนท์" ผู้อำนวยการมูลนิธิอโชก้า กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ว่า "ที่ผ่านมาคนที่เข้ามาทำงานในองค์กรภาคสังคมส่วนใหญ่ทำด้วยใจรักและต้องการ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ส่วนใหญ่จะมุ่งมั่นแก้ปัญหาในพื้นที่ มีประสบการณ์แต่ทักษะในการบริหารจัดการยังมีไม่มากหรือไม่มีเวลาไปพัฒนา"
และ มองว่าโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสังคมที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นจะสามารถนำ พาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยหลักสูตรที่อบรมจะมุ่งเน้นไปที่การใส่องค์ความรู้ด้านการจัดการสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การเขียนโครงการของบประมาณสนับสนุน วิธีการบริหารและดำเนินโครงการ การตลาด กฎหมาย ประชาสัมพันธ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและการเปลี่ยนแปลงทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น ทั้งยังเป็นการยกระดับการทำงานของ "เอ็นจีโอ" ให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น และมีเส้นทางอาชีพชัดเจนเช่นเดียวกับในต่างประเทศ
"หากเป็นเช่นนี้เราก็สามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าผู้ประกอบการทางสังคมนั้นสามารถทำได้เป็นอาชีพเหมือนกับธุรกิจ"
ยกระดับภาคประชาสังคม
" ผู้ประกอบการทางสังคม" ที่ "สินี" กล่าวถึงนั้นเป็นแนวคิดซึ่งมูลนิธิ "อโชก้า" พยายามส่งเสริมให้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการทางสังคมนั้นมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ ธุรกิจคือเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น จะผิดกันก็ตรงที่ว่าในขณะที่
ผู้ประกอบการธุรกิจมุ่งนำเสนอแนวคิด ในการพัฒนาสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการทางสังคมจะมุ่งนำเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาทางสังคมและเป็นผู้ ที่ได้รับการยอมรับในสังคม
หากสามารถนำวิธีคิดด้านการบริหารจัดการ สมัยใหม่มาใช้ ถึงวันหนึ่งไม่เพียงจะสามารถทำงานกับองค์กรธุรกิจได้อย่างราบรื่นขึ้น "คนทำงานทางสังคม" ก็อาจจะสามารถอยู่รอดได้โดยไม่เพียงต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว
ภาพ ของความตื่นตัวของ "ผู้คนในภาคประชาสังคม" ที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมในหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทางสังคมที่จัด ขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างเนืองแน่นกว่า 31 องค์กร 44 คน เช่น มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการฯ และทำให้อาจจำเป็นต้องเปิดคอร์สเพิ่มเติมอีกเพื่อรองรับนั้นเป็นเหมือน สัญญาณของ "เอ็นจีโอ" ไทยที่ตื่นตัวและเห็นความจำเป็นของความเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทสังคมใหม่
และ ในอนาคตหากสามารถยกระดับวิชาชีพคนทำงานภาคสังคม แนวโน้มของคนที่ก้าวเข้าสู่การเป็น "เอ็นจีโอ" มืออาชีพย่อมมีมากขึ้น เช่นเดียวกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ อย่างที่ "เอื้อ แก้วเกตุ" ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเยาวชน YPDC กล่าวว่า "แนวโน้มปัจจุบันมีความชัดเจนว่าคนหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาสังคมมากขึ้น ในนิวยอร์กคนทำงานในสังคมเพิ่มขึ้นเพียง 5% แต่คนในที่ทำงานเอ็นจีโอที่ไม่แสวงหากำไรเพิ่มขึ้นถึง 25% โอกาสแบบนี้จะทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจทำงานเพื่อสังคมมากขึ้นในอนาคต" ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 ตุลาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01061051&day=2008-10-06§ionid=0221