แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ csr prachachart 2008 november แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ csr prachachart 2008 november แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความเข้าใจ (ใหม่) ใน CSR

อนันตชัย ยูรประถม มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา ผมได้อ่านหนังสือทุนนิยม ที่มีหัวใจ ของ คุณสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งเป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก อยากให้บุคคลหรือหน่วยงานที่สนใจจะปฏิบัติตัวด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและ ยังคงทำกำไรสูงสุด หรือง่ายๆ ว่า อยากอยู่ในโลกนี้ด้วยการแสวงหากำไรบนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและผู้คนใน สังคม

ประเด็นที่สำคัญซึ่งผมเองก็ไปพบประสบเจอก็คือ เรามั่นใจกันแล้วหรือว่า เราเข้าใจกันในความหมายของคำว่า CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท สิ่งที่เรากำลังแสวงหาและทำกันอยู่นั่นใช่จริงหรือไม่ แม้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ภายในบ้านเมืองของเราได้มีการพัฒนากันไปมาก ทั้งการสัมมนา อบรมกันมากมายก่ายกอง แต่ดูเหมือนความรับผิดชอบต่อสังคมยังคงมุ่งแสวงหาพื้นที่ของการบริจาค ประเด็นทางสังคมใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ยังไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ หรือซ้ำกันกับที่องค์กรได้ทำไปเมื่อปีที่แล้ว ไม่แปลกที่โจทย์ของบริษัทหลายแห่งที่ได้พบเจอมาก็คือ ช่วยคิดโครงการที่ใหม่ๆ ให้หน่อย ช่วยคิดโครงการที่จ๊าบๆ ทำแล้วน่าจะได้รางวัลลูกกลิ้ง (roll-on) ทองคำ เพราะจะได้ปิดรักแร้ หรือกลิ่นเหม็นของตัวเอง ถ้ามองว่านี่เป็นความผิดพลาดหรือความน่ารังเกียจของบริษัทหรือเปล่า ผมกลับมองว่า "ไม่ใช่" มันเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่องค์กรเหล่านี้เริ่มมองหาสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เราเอาอะไรใส่ลงไปให้กับพวกเค้า

"เรา" ในที่นี้คือใครบ้าง คนที่ให้ความรู้กับองค์กรเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุน กำหนดกฎเกณฑ์ กฎระเบียบหรือรางวัลต่างๆ องค์กรที่มีความรู้ ทักษะ หรือแนวปฏิบัติที่หลุดพ้นจากวังวนเหล่านี้ ถ้าบริษัทบอกว่า ตนเองเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างดียิ่งด้วยโครงการที่น่า ตื่นตาตื่นใจ ลงทุนไปหลายสิบหลายร้อยล้าน โฆษณาว่าตนเองได้สร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ได้ เกี่ยวข้อง หรือไปลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางธุรกิจของตนเองเลยซักกระผีก แล้วก็ได้รับรางวัลลูกกลิ้งทองคำดีเด่นจากสถาบันอะไรซักแห่งหนึ่ง ว่าเป็นบริษัทดีเด่นด้าน CSR ปัญหาคือใครเป็นคนบิดเบือนความเชื่อ เหล่านี้ให้เกิดขึ้น ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อได้รับการยกย่องชมเชยก็ย่อมจะยินดี และยึดถือว่านี่คือแนวปฏิบัติที่ถูกที่ควร เพราะได้รับการยอมรับจากสังคมที่เราอยู่

เช่นเดียวกัน ถ้าโจทย์ของบริษัทยังคงวนเวียนอยู่กับ ทำซ้ำไม่ได้ จะมีอะไรเด่น ใครเป็นเจ้าของ โดยที่มองข้ามจุดกำเนิดเริ่มต้นที่แท้จริงก็คือ เราเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เรากำลังทำมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเราควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ให้เรากับสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยกันต่อไปได้อย่างยาวนาน ไม่ใช่ทำแล้วรอดอยู่คนเดียว คนอื่นตายกันหมด ไอ้ที่ใส่ลงไปน่ะมันไม่เกี่ยว ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนกับเราเอาไม้ไล่ตี เหมือนรูปเปรียบเปรยตัวแทนของทุนนิยมที่เราเคยเห็น แล้วก็เดินกลับมาเอาขนมมาแจก ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นนอนหัวร้างข้างแตกเกลื่อนไปหมด แล้วก็บอกว่า "นี่ไง ฉันรับผิดชอบต่อพวกคุณแล้ว"

ฟังดูน่าดุเดือดดีนะครับ ไม่คิดว่าหลังจากที่ห่างหายบทความไปนาน กลับก็เปิดฉากด้วยความร้อนแรง แต่มันเป็นอย่างนี้กันหรือเปล่า พัฒนาการของ CSR ไปไกลมากกว่าแค่คำว่า "แพร่หลาย" แล้ว มากกว่า "กระแส" แต่แรงจนกลายเป็น "ระบบ" ดังที่คุณสฤณีกล่าวไว้ เคยมีคนถามผมเหมือนกันถึงความเชื่อเกี่ยวกับ CSR ซึ่งผมเองก็เชื่อว่า เราควรมองให้ลึกซึ้งมากกว่าการเป็นแค่กระแสแฟชั่นทางวิชาการที่เอามาสร้าง สีสันทางการตลาด แต่เป็นของจริงสำหรับการตลาด เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกำกับดูแลธุรกิจให้มุ่งไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจ ในขณะที่สร้างความเสียหายให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดไปเรื่อยๆ

แม้ จะผ่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ผมยังคงยืนยันว่า เราคงต้องหมั่นพิจารณาตนเองว่า สิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับ CSR นั้นเป็นอย่างไร ยังดีอยู่หรือไม่ เรากำลังทำอะไรอยู่ เรามองเห็นแต่กิจกรรมที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ ประกอบสโลแกนคำพูดที่สวยเก๋ กับงานสื่อโฆษณาที่กินใจ ผมชอบคำพูดของ Kotler กับ Lee* ที่กล่าวไว้ว่า กิจกรรม CSR หรือ corporate social initiatives นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตและความลึกซึ้งในความรับผิดชอบต่อ สังคมที่เป็นพันธสัญญาของบริษัทที่มีต่อสังคม ดังนั้นถ้ากิจกรรมที่เราทำหรือได้รับการตัดสินว่าดีเลิศนั้น ตอบไม่ได้หรือไร้ซึ่งการเชื่อมโยงกับผลกระทบและประโยชน์ที่แท้จริงของสังคม ไม่ต้อง วุ่นวายไปนะครับ ก็แค่ย้อนกลับมาพิจารณาความเข้าใจใหม่ ของ "เรา" ก็เท่านั้นเอง

หนังสือแนะนำ

ทุนนิยมที่มีหัวใจ : ทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนา, สฤณี อาชวานันทกุล, Openbooks, 2551

อ้างอิง

*Philip Kotler & Nancy Lee, "Corporate Social Responsibility : Doing the Most Good for Your Company and Your Cuase", 2005

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04241151&day=2008-11-24&sectionid=0221

เบื้องหลัง..ลานเล่นบรีส

เบื้องหลัง..ลานเล่นบรีส "คนเล็ก หัวใจใหญ่"

หาก ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏในการส่งมอบ "ลานเล่นบรีส" โครงการเพื่อสังคมของยูนิลีเวอร์ ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2549 คือ รอยยิ้มของเด็กๆ ของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่วันนี้บริษัทได้จัดสร้างและทำการส่งมอบให้โรงเรียนไปแล้วกว่า 120 แห่ง เพื่อมุ่งส่งเสริมการเล่นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการส่งเสริมการพัฒนาทั้ง ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของเด็ก และจะจัดสร้างและส่งมอบครบ 200 โรงเรียน ภายในปี 2552

ภาพเบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้นที่น้อยคนอาจจะเคยได้ เห็น คือ พลังการทำงานของทีมงานอาสาสมัครของ "ยูนิลีเวอร์" จำนวนมากที่เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกระบวน การ ตั้งแต่ค้นหา สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสม ตรวจงาน กระทั่งส่งมอบลานเล่น

ในโครงการ นอกจากให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของของโรงเรียนและชุมชน โดยพิจารณามอบลานเล่นให้กับโรงเรียนที่เสนอขอโครงการเข้ามาที่มีศักยภาพ พร้อมที่จะดูแลและพัฒนาลานเล่น และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว

ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน !!

" อาสาสมัครพนักงาน" ของ "ยูนิลีเวอร์" จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นทีมสำรวจพื้นที่ที่จะเข้าไปดูพื้นที่จริง และพิจารณาความเหมาะสมของโรงเรียน โดยอีกกลุ่มจะเป็นทีมตรวจสอบที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ในการตรวจเช็กหลังจากผู้รับเหมาเข้าไปติดตั้งเครื่องเล่น สอนการใช้เครื่องเล่นอย่างปลอดภัยให้กับเด็กๆ ก่อนจะส่งมอบ

แม้ว่าใน ช่วงปีแรกของโครงการจำนวนอาสาสมัครจะยังมีไม่มากนัก เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของงานอาสาสมัครพนักงานในแทบทุกองค์กร หากแต่จำนวนอาสาสมัครที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดประการหนึ่งถึงการขยายวงของคลื่นความรับผิดชอบต่อ สังคมที่ถูกปลุกขึ้นในองค์กรในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

"ในช่วงแรกๆ ยังมีอาสาสมัครไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยๆ ตอนนี้ในแผนกที่เราอยู่ก็มีทีมอาสาสมัคร 6-7 ทีม ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็สนใจจากการบอกเล่าประสบการณ์ที่เราไปทำมา เราพยายามบอกให้คนอื่นเห็นว่าโครงการที่ไปทำนั้นดี และขยายขึ้นเรื่อยๆ" "ศุภมาศ พูนสยามพงษ์" ซูเปอร์ไวเซอร์แผนกส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อาหารและไอศกรีม หนึ่งในทีมอาสาสมัครรุ่นแรกของโครงการเล่าให้ฟัง

"ดี" ในมุมของเธอ นอกจากเป็นโอกาสในการให้กับคนอื่นแล้ว ยังได้เห็น ได้สัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยสัมผัส "อย่างภาคอีสานที่เราไม่เคยอยากไปเพราะคิดว่าลำบาก และคิดถึงคนที่นั่นไว้อีกแบบหนึ่ง แต่พอมีโอกาสไปลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เห็นเลยว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เห็นแตกต่างกัน ชาวบ้านมีน้ำใจมาก"

ดัง นั้นหากจะวัดความสำเร็จของการมีส่วนร่วมของพนักงานในโครงการนี้ จำนวน "อาสาสมัคร" ที่เพิ่มขึ้นจาก 300 คนในปี 2549 มาเป็น 400 คน ในปี 2550 และ 700 คนในปัจจุบัน จึงอาจเป็นเพียงมุมหนึ่งที่ปรากฏให้เห็น หากนัยสำคัญที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เสน่ห์ของงานอาสาสมัคร

อย่าง ที่ "กิติพงษ์ โสมทัตต์คิดการดี" ผู้นำหน่วยการผลิตย่อย แผนกบรรจุผงซักฟอกบรีส กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ทำงานอาสามาอย่างต่อเนื่องว่า "เคยมีโอกาสไปเป็นทีมสำรวจโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ ไปคุยกับเด็กๆ ชาวเขา เขาเดินมาเรียนวันละ 8 กิโลเมตร รองเท้าไม่มีใส่ รู้สึกดีที่เราจะให้โอกาสดีๆ กับเขา แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้อยากทำต่อไปเรื่อยๆ คือ รอยยิ้มของเด็กๆ"

งานอาสาสมัครยังหล่อหลอมวิธีคิดและทัศนคติในการใช้ชีวิต ที่ส่งผลไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน

อย่างที่ "สุธีรา ชลนภากุล" ซูเปอร์ ไวเซอร์แผนกส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อาหารและไอศกรีม บอกว่า

" การมีส่วนร่วมในโครงการนี้เหมือนเป็นสิ่งที่เติมชีวิตเราเอง จากงานที่เราทำ เมื่อก่อนเราตื่นเช้ามาทำงานเย็นกลับบ้าน เหมือนว่าเราใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใครเลยแม้กระทั่งตัวเอง แต่พอมาทำตรงนี้รู้สึกว่านอกจากจะสร้างประโยชนฺ์ให้คนอื่น เรายังได้รู้ว่าเราอยู่สบายกว่าคนอื่น ทำให้เปลี่ยนความคิด ปกติคิดถึงแต่ตัวเอง แต่พอไปเห็นชีวิตเด็กๆ และชาวบ้านในต่างจังหวัดที่เข้าไปช่วย ทำให้เริ่มถอยกลับมา และคิดว่าคนเราก็มีสิ่งที่เอื้อกันได้ แล้วก็จะมีความสุข นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง"

และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน

" พอทำงานเดิมที่คิดถึงแต่มุมของเราคนเดียว โดยไม่คิดถึงมุมของคนอื่นว่าทำไมเขาถึงทำให้เราไม่ได้ พอเรากลับมานั่งคิดถึงคนอื่นบ้าง ก็ได้ผล งานก็ไปได้ดีขึ้น และไปถึงปลายทางได้เหมือนกัน"

กับทีมงานบางครั้งแม้จะต้องทำงาน ประสานกับคนอื่นมาก รู้จักคนในองค์กรมาก แต่บางทีก็รู้จักเพียงภายนอกที่เห็น แต่การลงพื้นที่ไปต่างจังหวัดด้วยกันเพียง 2-3 วัน ทำให้ได้เรียนรู้ในอีกแง่มุมหนึ่งของเขา

นี่เป็นเพียงบางแง่มุมของการมีส่วนร่วมของพนักงาน และเป็นบทเรียนของโครงการเพื่อสังคมที่เป็นมากกว่า "การให้"

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03241151&day=2008-11-24&sectionid=0221

CSR ช่วยคุณได้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ


ดร.พรชัย ศรีประไพ กรรมการ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาที่เริ่มจาก subprime mortgage crisis ในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นปัญหาที่ลุกลามไปยังสถาบันการเงินและองค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กร เช่น A.I.G, Merrill Lynch และ Lehman Brothers ในสหรัฐอเมริกา แล้วขยายมาสู่ยุโรปและเอเชียตามลำดับ

กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คาดกันว่าจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกจะถล่มทลาย (economic meltdown) กันทีเดียว

เมื่อ มีปัญหาทางเศรษฐกิจบริษัทแทบทุกบริษัทก็จะใช้มาตรฐานหลัก มาตรฐานหนึ่ง เพื่อรองรับปัญหานี้ นั่นก็คือการตัดค่าใช้จ่าย และ/หรือการลดปริมาณการลงทุน หลายๆ บริษัทเริ่มตัดค่าใช้จ่ายไปรอบแรกแล้ว และอาจจะกำลังตัดรอบสอง-สามอีกต่อไป บริษัทที่มีโครงการ CSR (corporate social-responsibility) อยู่จะมองเห็นว่าค่าใช้จ่ายทางด้าน CSR น่าจะเป็นเป้าหมายหลักเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องถูกตัดอย่างแน่นอน

ผู้ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้าน CSR หลายๆ ท่านออกมาให้ความเห็นว่า การตัดงบประมาณจาก CSR ดูเหมือนจะเหมาะสมและจำเป็น แต่ถ้าคิดให้ดีๆ แล้วโครงการ CSR ถ้าถูกบริหารอย่างเป็นระบบจะช่วยเป็นกาวยึดองค์กรให้อยู่ร่วมกันอย่างเข้ม แข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเมื่อมีพายุทางเศรษฐกิจมากระหน่ำ กิจกรรม CSR ยิ่งจำเป็นสำหรับบริษัท

Dan Grey เขียนในบทความเรื่อง "Corporate Responsibility Matters" สรุปว่า

" ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคต่อปัญหาการถดถอยของเศรษฐกิจ ผู้คนส่วนใหญ่คงจะใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ และการจับจ่ายใช้สอยส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่สินค้าหรือบริการที่จำเป็นและให้คุณ ค่ากับชีวิต และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ บริษัทที่มีความซื่อตรงต่อธุรกิจ และต่อลูกค้าก็จะได้รับรางวัลอย่างงามจากลูกค้า ที่เห็นคุณค่าของบริษัทเหล่านี้"

Eric Olsen รองประธานบริษัท "Business for Social Responsibility" ให้คำแนะนำว่าในยุคเศรษฐกิจตกต่ำบริษัทที่ทำ CSR อยู่แล้ว หรือบริษัทที่ยังไม่ได้ทำ CSR ควรจะวางกลยุทธ์ CSR ตามแนวทางดังต่อไปนี้

1. หาเป้าหมายหลักธุรกิจของตนให้พบ แล้วนำหลักการ CSR เข้าไปใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักทางธุรกิจ หลักการ CSR หลายๆ ประการจะช่วยระดมพลังพนักงานในองค์กร ให้เข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย เร่งร่วมมือร่วมใจกันทำงาน เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ เมื่อพนักงานในองค์กรทุ่มเทและร่วมมือร่วมใจกัน การลดค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่เรื่องยากและเมื่อการลดบรรลุเป้าหมาย องค์กรก็ไม่จำเป็นต้องไปลดจำนวนพนักงาน ไม่จำเป็นต้อง lay-off พนักงาน

บริษัทใหญ่ๆ เช่น 3M และ Wal-Mart ใช้หลักการ CSR ที่นำมาซึ่งการลดค่าใช้จ่ายเป็นร้อยๆ ล้านเหรียญ

2. กิจกรรม CSR บางอย่างสามารถมา สนับสนุนทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้แม้ในยามที่ธุรกิจตกต่ำ บริษัทที่มี CSR ใกล้ชิดกับสังคม ใกล้ชิดกับฐานลูกค้า จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านกิจกรรม CSR ได้ โดยการลงไปเอาใจใส่กับสังคมมากขึ้น ตอบสนองกับสังคมมากขึ้น สังคมก็จะตอบสนองกับบริษัทในสัดส่วนที่น่าพอใจ บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น GE หรือ AT&T คัดเลือกกิจกรรม CSR บางกิจกรรมที่ลงไปทำกับชุมชนและสังคม ได้รับการตอบสนองทางธุรกิจเป็นอย่างดี

3.มองผลประโยชน์ระยะยาว การทำประโยชน์ให้กับสังคมและการสร้างธรรมา ภิบาลในองค์กรเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแบรนด์ และภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผลตอบแทนทางด้านแบรนด์ และภาพลักษณ์นั้นอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่การลงทุนในกิจกรรม CSR ในช่วงที่องค์กรอื่นๆ หันเหความสนใจไปกับการอยู่รอดขององค์กรของคน ทำให้ผู้ที่ทำกิจกรรม CSR ทำกิจกรรมทางสังคมโดดเด่นขึ้นมา ในลักษณะนี้การทำ CSR คือ การลงทุนระยะยาวกับสังคม ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่ถูกเวลาและผลที่รับน่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนนี้ บริษัท เช่น GE, Toyota, Novartis ได้รับคำชมเชยว่าพยายามใช้โอกาสนี้ เพื่องานพัฒนาของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ CSR

4. ต้องมีมาตการการวัดผลกิจกรรม CSR ที่ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่ากิจกรรม CSR ที่ทำลงไปนั้น

มี ประโยชน์ที่แท้จริงกับองค์กรและกับชุมชน การวัดผลที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถตัดกิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไป และหันมาสนับสนุนกิจกรรมที่ได้ผลจริงๆ

5.CSR สร้างโอกาสให้เกิดการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานต่างๆ ขององค์กร ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ การประสานงานอย่างแน่นแฟ้นภายในองค์กรเป็นเรื่องสำคัญยิ่งหน่วยงานแต่ละ หน่วยต้องเป็นพันธมิตร (partnership) ซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง การประสานงานเหล่านี้แหละ คือปัจจัยที่ขับเคลื่อนมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานขององค์กร โดยธรรมชาติของการทำงานเกี่ยวกับ CSR จะต้องการความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานอยู่แล้ว พลังจาก CSR จึงเป็นพลังที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความกลมเกลียวในการทำงานของหน่วยงาน ได้

6.CSR ผลักดันให้เกิดผู้นำและเกิดพันธมิตรในจุดที่เราคาดไม่ถึง ตัวอย่าง เช่น ในบริษัทที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า คนที่ออกมาผลักดันเกี่ยวกับ CSR มากที่สุดกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย (sales) เพราะเขาต้องเผชิญกับเป้าการขายที่สูง และยากที่จะบรรลุถึงพนักงานขายเหล่านี้เริ่มมองเห็นว่ากิจกรรม CSR ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับชุมชน ใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น เขาเริ่มเห็นแล้วว่าการทำกิจกรรม CSR ทำให้ธุรกิจของบริษัทแข็งแรงขึ้น ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น กิจกรรม CSR ที่กลุ่ม sales พวกนี้เข้ามาร่วมคิดร่วมทำจะมุ่งไปในการช่วยเหลือกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองกลับมาอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างที่ CSR สามารถเข้ามาช่วยองค์กรในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่

แทน ที่จะมอง CSR ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ควรจะตัดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ลองมองในมุมกลับแล้วนำ CSR เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น เศรษฐกิจที่ตกต่ำอาจจะเป็นโอกาสทางธุรกิจของคุณก็ได้

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 24 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02241151&day=2008-11-24&sectionid=0221

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เคล็ดลับผูกใจพนักงานด้วย CSR

เคล็ดลับผูกใจพนักงานด้วย CSR ผ่าน 2 โมเดลความสำเร็จ PCS-AACP


จำนวน อัตราการลาออกของพนักงานที่ "พีซีเอส" บริษัทผู้ให้บริการดูแลอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทย ที่มีพนักงานในความดูแลกว่า 25,000 คน ลดลง 1.02% หลังจากเมื่อ 3 ปีก่อน ที่บริษัทเริ่มให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมใน กิจกรรมเพื่อสังคม

ผล สำรวจความผูกพันที่พนักงานที่ "เอเอซีพี" บริษัทประกันชีวิต มีอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 11% ในปีที่ผ่านมา หลังจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ได้มีปรับปรุงแนวทางการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ องค์กร โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการให้พนักงานในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการดำเนิน กิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท

แม้ "ไมเคิล วอล์ฟ" กรรมการ บริษัท พรอพเพอร์ตี้ แคร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จะกล่าวว่า "เราอาจจะบอกไม่ได้ว่า CSR เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น แต่สำหรับเราก็เชื่อว่า CSR ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจกับงานที่ทำ จากเดิมที่รู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่น่าภาคภูมิใจ"

ในธุรกิจที่พนักงาน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ผู้ใช้แรงงานกว่า 90% ไม่ว่าจะในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอก แต่ CSR ในมิติของ "พีซีเอส" ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน กว่า 10 ปีที่บริษัทก่อตั้งกองทุนสวัสดิการพนักงาน การสร้างโอกาสให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าทำงาน การกำหนดค่าแรงที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยพิจารณาจากค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ การให้ครอบครัวได้มามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นรายละเอียดที่มีปลายทางอยู่ที่การสร้างความสุข

" วันนี้เราพบว่าเมื่อพนักงานมีความสุขมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานของเขาก็ดีขึ้นด้วย การทำอย่างนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทางเพราะกว่า 80% ของปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทมาจากการให้บริการ ฉะนั้นถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องคนได้ ก็เท่ากับว่าเราแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ ได้พร้อมกัน" วอล์ฟกล่าว

มัดใจพนักงาน ความยั่งยืนองค์กร

ใน งานวิจัยของ Gallop ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เมื่อไม่นานมานี้ มีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า ความพึงพอใจของลูกค้าและการที่ลูกค้าจะอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้นมี ความสำคัญกับความพึงพอใจกับการทำงานของพนักงานบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นหากบริษัทต้องการที่จะเพิ่มระดับความพึงพอใจให้กับลูกค้า ก็ต้องหันมามองการสร้างความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานยังส่งผลต่อความสามารถและการทำ กำไรของบริษัทในระยะยาว

"วันนี้ในไทยกำลังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น ในการพัฒนาจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกเพียงอย่างเดียวมาสู่การให้ พนักงานมีส่วนร่วม ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็น ส่วนหนึ่งในการสร้างความร่วมมือระหว่าง ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (steakholders collaboration) และวิธีการนี้จะทำให้การ ขับเคลื่อน CSR ในองค์กรยั่งยืนกว่า" อนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SBDI) ผู้เชี่ยวชาญ CSR อธิบาย

การเชื่อมโยง CSR กับ HR จึงไม่เพียงเป็นการพัฒนาคน ในด้านทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร เพิ่มทักษะการเป็นผู้นำ เพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ ฯลฯ เท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังเป็นการเคลื่อนความรับผิดชอบให้ผสานอยู่ในทุกจุดของการ ดำเนินธุรกิจ

กระตุกต่อม "ทำดี" ด้วยประสบการณ์

ใน ฐานะที่รับผิดชอบงานด้าน CSR ควบคู่กับงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ "สุภา โภคาชัยพัฒน์" กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บมจ.อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต กล่าวว่า "อาจจะเป็นไปได้ยากที่จะให้พนักงานในองค์กร 100% เข้าใจเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ขอเพียง 10% ที่เรียนรู้จากสิ่งที่บริษัทพยายามส่งเสริมและนำไปต่อยอดด้วยตัวเอง เพียงเท่านั้นก็เกิดประโยชน์มากแล้ว"

และจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องเริ่มต้นในการที่ "พนักงาน" จะมีโอกาสได้สัมผัส "ประสบการณ์" ในการช่วยเหลือสังคม ฉะนั้นนอกเหนือจากประเด็นหลักของกลยุทธ์ CSR ผ่านการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคมหลักๆ อย่าง โครงการ กรมธรรม์คุ้มครอง

ครอบครัวไทย พาน้องเที่ยวบางกอก การประกวดแอนิเมชั่น ฯลฯ โครงการทำดีเดือนเกิด ที่มุ่งที่จะกระตุกและกระตุ้นให้พนักงานได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมจึงเกิด ขึ้น

"โครงการนี้พนักงานที่เกิดในเดือนนั้นจะเป็นคนเสนอมาว่าเขาอยาก จะไปทำอะไร ซึ่งแม้เราจะพยายามให้โครงการ CSR ที่ทำให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของโครงการ แต่ในโครงการนี้เราเปิดกว้าง ให้พนักงานได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ เช่น พาคนชราไปเที่ยว ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ เพราะเชื่อว่าถ้าเขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ จะเป็นการปลูกฝังความรู้สึกดีๆ จากการได้ทำอะไรให้คนอื่น"

เป็นการหา แนวร่วมในการขับเคลื่อน CSR ที่ "เอเอซีพี" เชื่อว่าจะยั่งยืนกว่าการจำกัดวงการขับเคลื่อนอยู่ที่พนักงานไม่กี่คน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในเวลาเดียวกันผลของการดำเนินโครงการยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอัตราการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของพนักงานที่เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันอยู่ในสัดส่วน 80% จากจำนวนพนักงาน 820 คน ซึ่งร่วมถึงความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กรที่เพิ่มขึ้น

CSR จุดที่พอดีมัดใจพนักงาน

" ความผูกพันที่เกิดขึ้นจาก CSR อาจจะไม่เวิร์กในบางสังคม บางสังคมอาจจะขอแค่ให้เงินเดือนมากๆ สวัสดิการดีๆ เขาก็รู้สึกดีแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ลงล็อกกับสังคมไทย ถ้าดูนิสัยใจคอคนไทยที่โอบอ้อมอารีเป็นทุน บางทีเขาอยากทำดีแต่ไม่มีคนจัดให้ พอได้ทำจึงนำมาสู่ความรู้สึกนี้" สุภากล่าว

แม้จะมีความต่าง แต่ทั้ง 2 องค์กรมีความเหมือนที่ทับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ ที่เริ่มต้นกระบวนการสร้างให้เกิด "ส่วนร่วม" ตลอดกระบวนการ

อย่าง ที่ "อนันตชัย" แนะนำว่า "การสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแต่อยู่ๆ จะให้เขาไปเป็นอาสาสมัคร แต่ต้องรวมไปถึงการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในด้านการรับรู้ ตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการลงมือทำควบคู่ไปด้วยกัน"


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 24 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01241151&day=2008-11-24&sectionid=0221


เก่าที่ไหน แต่ใหม่ที่เรา


หาก ยังจำกันได้เมื่อปีที่ผ่านมา มีแคมเปญหนึ่งของผลิตภัณฑ์กีฬาอย่าง "อาดิดาส" ในไทย ที่ใช้ชื่อว่า "รองเท้าเก่าของคุณ...ชีวิตใหม่ของเขา" โดยให้ผู้ซื้อสามารถบริจาครองเท้าเก่าที่ยังใช้งานได้ดี เพื่อแลกกับส่วนลดในการซื้อสินค้า ที่เป็นวิน-วิน-วิน ของทั้งอาดิดาสที่ช่วยในการกระตุ้น ยอดขาย ผู้ซื้อที่ได้รองเท้าใหม่ในราคาที่ ลดลง ในขณะที่ได้รู้สึกดีกับการช่วยสังคม และผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่จะได้รับรองเท้าเก่าเหล่านั้น

จะว่าไป ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบ "การให้" ที่ "ฟิลลิป คอตเลอร์" กูรูด้านการตลาด เคยจัดไว้เป็นรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมที่เรียกว่า cause related marketing แปลเป็นไทยว่า การตลาดเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางสังคม หรือเป็นการมีส่วนช่วยสนองต่อประเด็นสังคมโดยอาศัยยอดขาย ข้อเสนอนี้จะใช้ระยะเวลาใดเวลาหนึ่งสำหรับสินค้าบางตัวและต่อการกุศลเฉพาะ อย่าง เช่น การแบ่งส่วนแบ่งจากการขายไปช่วยเหลือสังคม การเปิดโอกาสให้นำแต้มที่สะสมไปเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม หรือโครงการในเช่นเดียวกับ "อาดิดาส" แม้ว่าในสายตาของใครหลายคนอาจจะมองเป็นลบ เนื่องจากเป็นกิจกรรมการตลาดที่มีนัยสำคัญซึ่งผูกพันกับยอดขาย แต่หากมองว่านี่เป็นการสร้างคุณค่า (value) ของทั้งธุรกิจและสังคม นี่อาจจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับองค์กร

และไม่ว่าใครจะ มองแบบใด แคมเปญนี้เป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของโครงการ จึงกลายมาเป็นแคมเปญ "One Shoes, Old Shirt" ที่นอกจากจะรับแลกรองเท้าเก่าแล้ว ยังขยายมารับบริจาคเสื้อผ้าเก่าเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของอาดิดาสได้ในราคาพิเศษ น่าสนใจว่าเพียงเวลาเดือนกว่าๆ ของแคมเปญ (28 สิงหาคม-8 ตุลาคม 2551) มีผู้นำเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬากว่า 15,000 ชิ้นมาบริจาคเพื่อแลกซื้อสินค้า โดยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารอาดิดาสได้ไปส่งมอบของบริจาคทั้งหมดให้กับมูลนิธิพระดาบส เพื่อแจกจ่ายไปยัง ผู้ด้อยโอกาสในกรุงเทพฯและปริมณฑล

ที่ไม่ว่าจะ อย่างไร นี่เป็นการสร้างโอกาสทางการกีฬาให้กับเด็ก เพราะรองเท้าคู่เก่าในสายตาคุณ แต่สำหรับเด็กๆ ที่ไม่มีโอกาสแล้ว ของเหล่านั้น "ใหม่สำหรับพวกเขาเสมอ"

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05171151&day=2008-11-17&sectionid=0221

ถอดรหัส "การให้"

ถอดรหัส "การให้" แอมเวย์ ปั้น "เครือข่ายทำดี" เมื่อ 1+1 = 11


แม้ จะยังมีข้อถกเถียงมากมายในเรื่อง "การให้" ผ่านแนวคิดของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ว่า "การให้" รูปแบบใดถึงจะถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นความรับผิดชอบต่อ สังคมอย่างแท้จริง

แต่น่าสนใจว่า หากละประเด็นความรับผิดชอบในกระบวนการธุรกิจ มาพูดถึงในมิติของโครงการช่วยเหลือสังคมและกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกเพียง อย่างเดียว น่าสนใจว่าในปัจจุบันหลายองค์กรเลือกที่จะใช้วิธี การให้ โดยผ่านมูลนิธิที่บริษัทก่อตั้งขึ้น

"แอมเวย์" บิ๊กเนมในธุรกิจขายตรงก็เช่นเดียวกัน แม้จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิจะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นจากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งในเวลานั้นประเทศไทยขาดสภาพคล่อง กระทรวงการคลังได้ทำพันธบัตรกู้ชาติโดยขอให้ผู้ที่มีกำลังซื้อในเวลานั้น ซื้อเป็นเงินตราต่างประเทศ และ แอมเวย์ก็เป็น 1 ใน 3 บริษัทต่างชาติที่ร่วมซื้อ เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อครบ 5 ปี บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาขอเงินต้นคืน แต่ผลประโยชน์ที่มีจากดอกเบี้ยและส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่เหลือ กว่า 10 ล้านบาท

"เราคิดว่าเงินส่วนนี้ไม่ควรจะเป็นของบริษัท จึงกลายมาเป็นเงินก้นถุงในการ ก่อตั้งมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย เพื่อช่วยผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล" "ปรีชา ประกอบกิจ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย เล่าถึงที่มาของการก่อตั้ง "มูลนิธิ" ซึ่งเป็นส่วนเสริมเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ของบริษัท "ที่ต้องการจะช่วยให้ผู้คนมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"

แม้ใน มุมมองของเขาจะมองว่า "CSR ไม่ใช่แค่เรื่องการให้ การบริจาค ทำบุญให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น" โดยขยายความว่า ความรับผิดชอบคือส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ เช่น ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ (product responsibility) ของบริษัทที่ชื่อ LOC ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน ที่มีสูตรซึ่งได้รับการคิดค้นให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ใช้แล้วสามารถย่อยสลายได้ทันทีโดยไม่ปล่อยสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ ฯลฯ

แต่ ในเวลาเดียวกัน หากมองรูปแบบของ "การให้" ที่ยั่งยืน เขาเชื่อว่ารูปแบบของการทำเพื่อสังคมผ่านมูลนิธินั้น เป็นเหมือนการตอบโจทย์การให้ที่เดินมาถูกทาง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมโดยใช้ จุดแข็งในธุรกิจ เครือข่าย

" ธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก นักธุรกิจแอมเวย์ก็มีมากมาย เราจึงพยายามให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม มีการระดมทุนจากนักธุรกิจแอมเวย์ เชิญชวนให้เขาบริจาคโบนัส หรือเป็นอาสาสมัครเมื่อ มูลนิธิจัดกิจกรรม ซึ่งกำลังค่อยๆ ขยายวงออกไป"

โดยโครงการเพื่อสังคมที่ผ่านมา "บริษัท" จะส่งเงินสมทบร่วมกับ "มูลนิธิ" ในสัดส่วนครั้งต่อครึ่ง โดยไม่ได้มีการกำหนดงบประมาณที่แน่นอน หรือแบ่งจากสัดส่วนของกำไร หากแต่จะดูที่เนื้องานของกิจกรรมในแต่ละปีเป็นหลัก

หัวใจสำคัญยังไม่ ได้อยู่ที่การบริจาคเพียงอย่างเดียว แต่ "แอมเวย์" เลือกที่จะใช้จุดแข็งและความถนัดของธุรกิจเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญในการ บริหารจัดการ และการตลาดมาเป็นส่วนสำคัญในการ ขับเคลื่อน

ภาพชัดยิ่ง ขึ้นหากหยิบโครงการ "One by One : เปิดโลกกว้างทางปัญญา" ที่มีแนวคิดจะพัฒนาเยาวชนไทยสู่ความเป็นเลิศทางปัญญา ด้วยการมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเพิ่งจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ขึ้นที่รอยัลพารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในมหกรรมหนังสือเพื่อน้องในการระดมหนังสือจากผู้ที่มีจิตศรัทธา เพื่อนำหนังสือไปร่วมสร้างและพัฒนาห้องสมุดแอมเวย์ ในเบื้องต้น 10 โรงเรียน ที่เชื่อว่าจะสามารถเปิดโลกทัศน์เด็กได้ 3,000 คน เป็นอย่างน้อย

ว่า "แอมเวย์" ใช้ความสามารถหลักมาตอบการทำงานเพื่อสังคมอย่างไร !!

" ปรีชา" อธิบายว่า "การสร้าง One by One ก็ถือเป็นการสร้างแบรนด์อย่างหนึ่ง เพราะหมายถึง เรามีการช่วยกันทำเพื่อสังคมให้เห็นผล โดยทำทีละคน ทีละคน แต่เมื่อรวมกันแล้วมันคือการสร้างเครือข่ายของการทำความดี เปรียบไปก็เหมือนกับวิธีที่เราใช้สร้างเครือข่ายนักขาย เราไม่ได้หวังจะช่วยคนจำนวนมากๆ เพราะบริษัทไม่มีกำลังและความสามารถพอ แต่ถ้าเราใช้วิธีสะสมกำลังทรัพย์จากผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ คนละเล็กคนละน้อย ในที่สุดก็จะสามารถสร้างผลกระทบทางบวกที่เกิดขึ้นได้มหาศาล"

"เรา กำลังพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันมีพลังมาก นอกจากการสร้างให้เกิดส่วนร่วมกับคนในสังคมในการสร้างเครือข่ายความดี ในเวลาเดียวกันยังพยายามที่ทำงานกับมูลนิธิต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น"

ความร่วมมือที่ว่ายังรวมไปถึง กระบวน การในการ "สร้างและพัฒนาห้องสมุด แอมเวย์" ยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย โดยดึงพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเรื่องเด็กด้อยโอกาส อย่างมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ. ในประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) และมูลนิธิกระจกเงา ในการค้นหาโรงเรียนที่ขาดแคลนและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยจะทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องไปจนจบโครงการในปี 2553

"เราเชื่อ ว่าการมีความร่วมมือกับส่วนต่างๆ เป็นความพยายามที่จะใช้เงินในการให้เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับสังคมมาก ที่สุด การทำงานครั้งนี้เปรียบไปก็เหมือนกับ 1+1 ที่ไม่ได้เท่ากับ 2 อีกต่อไป แต่ 1+1 เท่ากับ 11" ประธานมูลนิธิ แอมเวย์เพื่อสังคมไทยกล่าวในที่สุด

จะเห็นว่าในการทำงาน ที่แม้จะมี "อีเวนต์" ที่มีสีสันเป็นฉากเบื้องหน้า แต่ทุกครั้งเมื่อย้อนกลับไปดูจะเห็นว่า โครงการที่จะยั่งยืนได้นั้นจะต้องมีรากวิธีคิดอยู่เบื้องหลังเสมอ !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04171151&day=2008-11-17&sectionid=0221

CSR กับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ


พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า
ณ วันนี้ ภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกา ได้ส่งผล ทั่วโลก การลดลงของมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ด้านเกษตร สิ่งเหล่านี้ทำให้นักวิชาการ นักการเงิน หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไป ต่างพูดว่าพายุทางเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจถดถอย กำลังจะเข้า จะแรงเท่า หรือแรงกว่า คลื่นสึนามิ หรือสตอร์มเซิร์จหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน

สถานการณ์นี้ทำให้ผมคิดถึงตอนวิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 ที่ได้รับสมญาว่า วิกฤตการณ์ "ต้มยำกุ้ง" ซึ่งเริ่มจากประเทศไทยนี้เอง ผลกระทบของวิกฤตการณ์ครั้งนั้นรุนแรงมาก เราได้เห็นเจ้าของกิจการหลายคนที่เผชิญวิกฤตชีวิตต้องเปลี่ยนอาชีพ เริ่มต้นใหม่ในธุรกิจพื้นฐาน บางคนทนต่อความกดดันไม่ได้ ตัดสินใจทำลายชีวิตตัวเอง แต่ผลกระทบที่เรามองเห็นไม่ชัดนักแต่มีความรุนแรงไม่แพ้นักธุรกิจ คือผลต่อภาคประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

คำถามที่สำคัญคือ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจจะส่งผลอย่างไร ต่อความพยายามของบริษัทต่างๆ ในการทำให้เกิด CSR ?

ตรง นี้หากพิจารณาคำว่า CSR ที่ตรงกับชื่อเต็มภาษาอักฤษ ว่า corporate social responsibility หรือ "ความรับผิดชอบ" ต่อสังคม ต้องพิจารณาว่า ความรับผิดชอบนั้น มิได้หายไปในช่วงที่มีวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ และความรับผิดชอบนั้นอาจจะ ยิ่งสูงกว่าในภาวะปกติด้วยซ้ำไป

ความรับผิดชอบนั้นยังต้องคงมีอยู่ต่อ ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และสังคมโดยกว้าง

ซึ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจดี การตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ stakeholder กลุ่มต่างๆ อาศัยยุทธศาสตร์ และความสามาถของทั้งฝ่ายบริหาร ไม่ได้มีความยากลำบากอะไร เพราะบริษัทมีรายได้สม่ำเสมอ มีผลกำไรที่พอเพียงต่อการให้ความสนใจในการพัฒนาคุณภาพภายใน และทำงานเพื่อสังคมภายนอก

แต่ในยามที่เกิดวิกฤตเศษฐกิจ ความสามารถด้านการเงินของบริษัทอาจจะลดลง ผลกระทบต้องทำให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่าย และตัดกิจกรรมพิเศษออกไป ดังนั้น CSR จะถูกตัดไปด้วยไหม

หากเราพิจารณาคำว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ตามคำพูดที่ใช้ "ความรับผิดชอบ" ไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ความรับผิดชอบย่อมจะต้องติดตัว มีอยู่ต่อทุกสถานการณ์ ความรับผิดชอบหลายอย่างจะเหมือนเดิมไม่ว่าจะมีวิกฤตการณ์อย่างไรก็ต้องรักษา ไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และสังคม

หากเรา ลดมาตรฐานคุณภาพสินค้า บริการ หรือ พยายามหาทางลัดต่างๆ ในการลดต้นทุน ในที่สุดผลการกระทำนั้น จะทำให้ธุรกิจเสื่อมโทรมและไปไม่รอด ดังนั้นมาตรฐานควรต้องรักษา หรือลดสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพสินค้าจริง

ประเด็นที่ควรพิจารณาอีกเรื่องหนึ่ง คือ การที่บริษัทยังสามารถช่วยเหลือสังคมภายนอก งานช่วยเหลือสังคมนั้นน่าจะทำในเรื่องอะไรบ้าง

ใน ด้านของการช่วยเหลือสังคมช่วงวิกฤต ระดับการช่วยเหลือสังคมของแต่ละบริษัทอาจจะลดลง แต่ไม่ควรหายไป ในทางกลับกันจำนวนบริษัทที่ให้ความช่วยเหลือสังคมจำต้องมากขึ้น แสดงพลังความร่วมมือของภาคธรุกิจ ต่อความจำเป็นเพื่อช่วยกันฟื้นฟูสังคม หากสังคมเปราะบางจากผลวิกฤตการณ์ คนว่างงานจำนวนมาก ก็จะส่งผลต่อภาคธุรกิจให้ยิ่งทรุดหนักไปอีก

ในช่วงวิกฤตการณ์น่าจะ เป็นการเลือกประเด็นที่นำส่งผลรายได้ และพยุงสังคมรากหญ้า การช่วยเหลือสังคมในช่วงนี้ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ การ ส่งเสริมอาชีพ การเพิ่มการจ้างงานในภาคชนบท การส่งเสริมเยาวชนที่กำลังจบการศึกษาท่ามกลางวิกฤตให้มีทางเลือกด้านอาชีพใน ท้องถิ่นตนเอง การทำงานส่งเสริมอาชีพอาจจะทำในรูปแบบการช่วยเหลือ หรือกองทุนหมุนเวียน ซึ่งกองทุนนี้บริษัทแต่ละบริษัทอาจจะไม่ต้องช่วยเหลือด้วยเงินใหญ่โตอะไรมาก นัก แต่หากหลายๆ บริษัทช่วยกันในทิศทางยุทธศาสตร์เดียวกัน ผลที่เกิดก็สามารถที่จะช่วยครอบครัวได้จำนวนมากมาย และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจพื้นฐานให้รักษาตัวเองได้

มูลนิธิรักษ์ไทย ยินดีให้คำปรึกษาหารือ แก่บริษัทที่มีความสนใจในเรื่องนี้
ที่ โทร.0-2265-6888 หรือ promboon@raksthai.org

ทีมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03171151&day=2008-11-17&sectionid=0221


ผลกระทบจากวิกฤต !!

มี รายงานข่าวชิ้นหนึ่งในต่างประเทศระบุว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับการบริจาคที่จะลดลง เช่นเดียวกับการสอบถามความคิดเห็นของ "ประชาชาติธุรกิจ" ไปยังผู้คนในแวดวง CSR ในไทยก่อนหน้านี้ หากแต่น่าสนใจว่า เมื่อมอง CSR ในระดับบูรณาการ ซึ่งสอดผสานความรับผิดชอบเข้าไปในทุกส่วนของการดำเนินธุรกิจขององค์กร จะเห็นได้ว่าหากมองในมิตินี้จะเห็นว่า CSR จะยิ่งเติบโต โดยผลการทำโพลของ CSR International ในอังกฤษ เมื่อเดือนตุลาคม 2551 กับเครือข่าย CSR ที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ส่วนใหญ่กว่า 44% มองว่าวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ที่กำลังส่งผลลุกลามไป ทั่วโลกขณะนี้จะทำให้การดำเนิน CSR แข็งแกร่งขึ้น นั่นเพราะสาเหตุที่เกิดขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้มาจากความไม่รับผิดชอบของผู้ที่ เกี่ยวข้อง ประกอบกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่รุมเร้า โดย 26% เชื่อว่า CSR จะอ่อนแออง และอีกกว่า 22% เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด CSR ขณะที่มีเพียง 8% เท่านั้น ที่มองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการดำเนิน CSR ขององค์กร แล้วคุณล่ะเชื่ออย่างไร

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02171151&day=2008-11-17&sectionid=0221

เปลี่ยนผ่านกลาง "วิกฤต"

เปลี่ยนผ่านกลาง "วิกฤต" จับตาทิศทางใหม่ CSR ในเวอร์ชั่น 2.0


ชื่อ ของ "ดร.เวย์น วิสเซอร์" อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในไทยมากนัก เมื่อเทียบกับชื่อชั้น กูรูด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility) หลายต่อหลายคน แต่สำหรับในฝั่งยุโรปแล้วเขาถือเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่อง CSR มากที่สุดคนหนึ่ง ไม่เพียงเขาจะเป็นคนแรกที่จบปริญญาเอกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร จากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ

ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และพ่วงตำแหน่ง "ซีอีโอ" ของสถาบัน "CSR International"

เขา ยังเป็นคนแรกที่พยายามรวบรวมความหมายของ CSR ผ่านพ็อกเกตบุ๊ก CSR ที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า "The A to Z of Corporate Social Responsibility"

7 พฤษจิกายนที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ ดร.เวย์นเดินทางมาบรรยายพิเศษในไทย บนเวที "Best Practice Forum ของ KTC" และนี่คือบางบทตอนของการบรรยาย และให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึง "ทิศทางและแนวโน้ม CSR ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก"

เขาเริ่มต้น โดยการฉายภาพให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง "วิกฤตการณ์ทางการเงิน" กับ "แนวคิด CSR" ว่า "ขนาดของวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ใหญ่กว่าในอดีต และมากกว่าเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่เคยเกิดในปี 1930 ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งในครั้งนี้เชื่อว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัวที่ไม่แตก ต่างกันมากนัก"

"ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤตนั้น เกิดขึ้นจากการดำเนินการของตลาดทุนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ปล่อยให้มีการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบกาสิโน ซึ่งจอห์น เมนาร์ด เคน เคยเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อ 30-40 ปีก่อน ขณะเดียวกันเกิดจากความไม่รับผิดชอบของบริษัท รวมไปถึงความ ไม่รับผิดชอบของผู้บริหาร"

ซึ่งเกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม ที่เอื้อและเปิดช่องทางให้คนเข้าไปแสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่ได้คำนึงถึงความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเลย

วิกฤตจะทำให้ CSR แข็งแกร่งขึ้น

เมื่อ สาเหตุของวิกฤตครั้งนี้มาจากความไม่รับผิดชอบ จึงไม่แปลกที่เขาจะเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งที่สำคัญที่ทำให้ CSR ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะหากดูผลสำรวจเครือข่าย CSR ทางออนไลน์ของ CSR International Blog Poll เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า "วิกฤตครั้งนี้จะยิ่งทำให้ CSR แข็งแกร่งมากขึ้น" (อ่าน รายละเอียดเพิ่มเติมในล้อมกรอบ)

แม้ในส่วน หนึ่งของผลสำรวจอาจจะมีข้อจำกัดบ้างในแง่ของอคติ เนื่องจากผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นคนในแวดวง CSR ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้บวกกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญหน้า ล้วนแล้วแต่จะทำให้ CSR เปลี่ยนแปลงไป !!

เป็นการเปลี่ยนแปลงสู่ ทิศทางใหม่ของ CSR ซึ่งปรับเปลี่ยนจาก CSR 1.0 ที่ย่อมาจาก corporate social responsibility ที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีมาสู่เวอร์ชั่นใหม่ CSR 2.0 ที่ย่อมาจาก corporate sustainability and responsibility

"วิ สเซอร์" ได้ให้คำจำกัดความของ CSR 2.0 ไว้ว่า ถือเป็นวิวัฒนาการของ CSR 1.0 (CSR แบบเดิม อาทิ เน้นเพียงการบริจาค) มาเป็นการรวบความคิดในการดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการเรื่องความยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านความรับผิดชอบด้านการเงิน แรงงาน ชุมชนและจริยธรรม

7 ทิศทางที่เปลี่ยนไป

เขา เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหยิบยกความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในรายประเด็น จาก CSR 1.0 ไปสู่ CSR 2.0 ว่าเริ่มต้นจาก 1.จะเกิดการปรับเปลี่ยนแนวความคิดของการให้ จากที่บริษัทส่วนใหญ่มักจะมองในเรื่องของการให้ ในรูปแบบของการบริจาคและการให้เปล่า มาสู่การทำงานร่วมกันในลักษณะพันธมิตรและความร่วมมือระหว่างองค์กร 2.การปรับเปลี่ยนจากการทำ CSR เพื่อป้องกันความเสี่ยงในธุรกิจ ไปเป็นการทำ CSR ในมิติใหม่ที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรของตัวเอง 3.การเปลี่ยนจากการทำ CSR ที่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ไปสู่การทำ CSR เพื่อสร้างผลงานมากขึ้น 4.การปรับเปลี่ยนจากการกำหนดเป็นแผนกและฝ่ายที่ดูแลเรื่อง CSR โดยเฉพาะมาเป็นการทำให้ CSR บูรณาการอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจของทั้งองค์กร 5.การปรับเปลี่ยนในภาพใหญ่ขึ้นจากการที่ CSR กำลังกลายเป็นมาตรฐานสากลระดับนานาชาติไปสู่การที่แต่ละประเทศมีวิธีปฏิบัติ และมีแนวทางเป็นของตัวเองที่จะเหมาะสมกับประเทศนั้นๆ มากที่สุด 6.การเปลี่ยนแปลงของ CSR จากที่เคยอยู่ในกลุ่มเล็กๆ มาเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ของ "ทาทา มอเตอร์" ที่ผลิตรถยนต์ได้ในราคาที่ถูกมากเพียง 6-8 หมื่นบาท ซึ่งการค้นพบเล็กๆ กลับสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลก และสุดท้ายในทิศทางที่ 7 CSR จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดของฝั่งตะวันตก มาสู่การเป็นแนวคิดของโลกซึ่งมีความแตกต่างกันในระดับประเทศ

"สาเหตุ ที่ผมเชื่อว่า CSR จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้ภายใน 5-10 ปี และตอนนี้ก็ค่อยๆ มีการเริ่มต้นเปลี่ยน ดังที่เราได้เห็นวิวัฒนาการของทั้ง 2 สิ่งที่ผ่านมาคือ วิวัฒนาการของความรับผิดชอบที่เติบโตมาควบคู่กับวิวัฒนาการของความยั่งยืน และคิดว่าทั้ง 2 นี้เกี่ยวเนื่องกัน เวลาคนพูดถึง CSR เราจึงไม่ได้หมายความแค่ความรับผิดชอบต่อสังคมที่คนมักคิดถึงการทำความดี แต่หมายถึงความยั่งยืนด้วย"

"คนทั่วไปอาจจะมองว่าความยั่งยืนเป็น เพียงองค์ประกอบหนึ่งของ CSR แต่ถ้าคุณมองในโมเดล CSR 2.0 จะเห็นได้ว่า CSR ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม มนุษย์ การเงิน และสังคม ผมว่าเราอาจจะไม่ต้องสนใจว่าจะเรียกว่าอย่างไร แต่ควรจะสนใจว่า CSR ที่ทำอยู่มีองค์ประกอบเหล่านี้หรือไม่" วิสเซอร์กล่าว

CSR แบบประเทศกำลังพัฒนา

อย่าง ไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ CSR ในตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงไทย หากดูถึงความแตกต่างกับภูมิภาคต่างๆ ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และญี่ปุ่นจะเห็นได้ว่ายังมีช่องว่างที่ห่างกันมาก โดยเฉพาะในยุโรปกับประเทศกำลังพัฒนายังมีค่าเฉลี่ยในการทำ CSR ซึ่งถ้าวัดจากผลสำรวจตลาดเกิดใหม่เมื่อ 2 ปีก่อนในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม คุณธรรมและจริยธรรม การบริหารบุคคลและสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่ายุโรปนั้นมีคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับ 6.3 ขณะที่ตลาดใหม่ในประเทศกำลังพัฒนามีคะแนนรวมอยู่ที่เพียง 3.8 โดยส่วนที่มีคะแนนสูงจะอยู่ที่กิจกรรมเพื่อสังคมและการบริจาค โดยให้ความสำคัญน้อยในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้น จะเห็นได้ชัดเจนถึงฐานคิดที่แตกต่างกัน โดยถ้าดูจากโมเดล ฐานสามเหลี่ยม CSR จะเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญจากมากไปน้อยในเรื่องเศรษฐกิจ การปฏิบัติตามกฎหมาย แนวปฏิบัติด้านจริยธรรม ตามมาด้วยการบริจาค ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ตามมาด้วยการบริจาค ก่อนที่จะมองในเรื่องจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎหมายเป็น เรื่องสุดท้าย

"จะเห็นได้ว่าสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเห็น CSR ในระดับบูรณาการไปกับองค์กรมากกว่า จะเห็นพนักงานด้าน CSR น้อยมาก ส่วนใหญ่อาจจะมีที่ปรึกษาในระดับนโยบาย แต่จะมีผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริง เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโลกร้อน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนมากกว่า แต่ในประเทศกำลังพัฒนา ยังเพิ่งมีการหาผู้เชี่ยวชาญด้าน CSR การตั้งแผนก และมีที่ปรึกษาด้านนี้ของบริษัท เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องใหม่ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังพยายามตามกระแสให้ทัน และคิดว่าคงยังต้องใช้เวลาปรับตัวอย่างน้อยอีก 2-3 ปี"

แนะทางรอดผ่านวิกฤต

เขา ยังให้คำแนะนำกับองค์กรที่ทำ CSR ว่า "การสร้าง CSR แบบบูรณาการต้องเริ่มจากระบบการบริหารคน โครงสร้างของบริษัท โดยจะต้องมีการประเมินว่าพนักงานในส่วนต่างๆ ในองค์กรมีส่วนต่อ CSR หรือไม่ในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดก็ต้องประเมินถึงผลกระทบของแผนการตลาดที่มีต่อสิ่ง แวดล้อมและชุมชน"

อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น SMEs ในประเทศกำลังพัฒนา น่าจะได้รับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากการหันมาให้ความสำคัญ CSR ของบริษัทขนาดใหญ่ที่จะต้องลงลึกถึงซัพพลายเชนทั้งหมด

เขาจึงเตือน ว่า "ในสถานการณ์วิกฤต คงไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าบริษัทจะทำเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ควรทำอย่างมีกลยุทธ์ โดยต้องบูรณาการเข้าไปในทุกส่วนของธุรกิจ"

เพราะความรับผิดชอบเช่น ที่ว่านี้จะช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิผลในการผลิต พร้อมๆ ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมภายนอก และควรให้ความสำคัญอย่างที่สุดกับการสร้างความโปร่งใสและการสร้างความน่า เชื่อถือ การดำเนินการด้าน CSR เช่นนี้จึงจะช่วยให้บริษัทก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ในที่สุด !!

ทีีมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01171151&day=2008-11-17&sectionid=0221

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ระดมสมองเตรียมตั้ง "สมาคม CSR"


แม้ ปัจจุบันจะมีองค์กรธุรกิจที่กระโดดเข้ามาในวง CSR (corporate social respon sibility) โดยนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ รวมไปถึงการตื่นตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

แม้ ว่าวันนี้จะมีการตั้งองค์กรใหม่ๆ ไม่ว่าจะฝั่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) หรือกระทั่งการรวมตัวกันเองของนักธุรกิจซึ่งให้ความสำคัญในการผลักดันเรื่อง นี้มายาวนานอย่างเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (เอเชีย) ประเทศไทย (SVN) หรือคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (TBCSD) หรือในระดับสถาบันที่เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้าน CSR อย่างสถาบันไทยพัฒน์ ฯลฯ

หากแต่ในความเป็นจริงแล้ววันนี้ไทยยังไม่มี เวทีกลางและมีช่องทางซึ่งจะสามารถรวบรวมเครือข่ายและองค์กรธุรกิจที่ดำเนิน แนวคิดอยู่ให้สามารถมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมไปถึงการรวบรวมฐานข้อมูล CSR ในไทยอย่างแท้จริง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมามีการรวมตัวกันของ CSR แชมเปี้ยนในวงการซึ่งมาจากทั้งองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ เอกชน และเอ็นจีโอ โดยมี "กษิต ภิรมย์" อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ในฐานะประธานสมาคมส่งเสริมบรรษัทภิบาลเป็นแกนนำ โดยมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างการประชุม CSR Asia ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยต้องการให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่าย CSR ที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการพยายามที่จะรวมพล "นักทำ CSR" ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในแต่ละบริษัทให้มีการรวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกัน ในอันที่จะสามารถขับเคลื่อน CSR ในภาพใหญ่ระดับประเทศให้เกิดขึ้น

"กษิต์" กล่าวถึงการรวมตัวในครั้งนี้ว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันในการขับเคลื่อน โดยมุ่งหวังให้เกิดการรวบรวมองค์ความรู้ด้าน CSR ในไทยซึ่งยังกระจัดกระจายอยู่ รวมไปถึงการแบ่งปันทรัพยากรในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคม รวมไปถึงการผลักดันให้ CSR สามารถขับเคลื่อนได้ในระดับประเทศ

"การ ขับเคลื่อน CSR ในระดับประเทศ แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับ 1 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ระดับ 2 บริษัทไทยขนาดกลาง ซึ่งอยู่ในสภาอุตสาหกรรมและหอการค้าไทย และระดับ 3 คือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งทั้ง 3 ระดับควรมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน และการขับเคลื่อน CSR ในไทยจะเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน ยังจะต้องอาศัยกำลังสนับสนุนจากภาครัฐ"

ด้าน "สุกิจ อุทินทุ" รองประธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่มต่างๆ ที่ทำในเรื่องนี้ แต่ในฐานะนักทำ CSR ที่เป็นตัวจริงในองค์กรยังไม่มีการรวมตัวกันอย่างชัดเจน และการที่คนขับเคลื่อน CSR จริงมารวมกันไม่เพียงจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ยังสามารถสนับสนุนทรัพยากรระหว่างกันในการดำเนินกิจกรรม CSR ในอนาคต

" บางครั้งการที่เราต่างคนต่างทำก็สร้างประโยชน์ให้สังคมได้ในระดับหนึ่ง แต่การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆ จะเป็นการรวมพลังกันในการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดผลกระทบในเชิงบวกได้ มากกว่า แม้วันนี้เรายังไม่มีชื่อที่ชัดเจนว่าจะใช้ ฟอรั่ม เครือข่าย หรือสมาคม แต่เร็วๆ นี้จะมีการประชุมหารือกันอีกครั้งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด" สุกิจกล่าวในที่สุด

แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของความพยายามในการสร้าง เครือข่าย CSR แต่หากเกิดขึ้นได้นี่จะถือเป็นมิติใหม่ ส่วนจะเกิดขึ้นจริงได้แค่ไหนต้องติดตามในระดับห้ามกะพริบตา !!


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04101151&day=2008-11-10&sectionid=0221

เกาะติดเวที CSR Asia ยิ่งวิกฤต CSR ยิ่งจำเป็น



จำนวน คนเข้าร่วมงานซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และเอ็นจีโอ กว่า 350 คน ที่บินตรงมาจากทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย เพื่อเข้าร่วมงานการประชุมสุดยอด CSR Asia ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ระหว่างวันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "ก้าวต่อไปของความ รับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจขยายวงความร่วมมือด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวด ล้อมและสังคม" นับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมทั้งยังเป็น ประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะทั้งวิกฤตทางการเงินที่รุมเร้า รวมไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในไทย เพียงแต่น่าเสียดายว่า เวทีนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากผู้ฟังชาวไทยมากนัก

เสียงสะท้อนจากบนเวทีเปิดการประชุม ที่ว่า "ท่ามกลางภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นอยู่นี้ แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือ CSR ยิ่งทวีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน" ย่อมเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า เพราะเหตุใดคนจากทั่วทุกทวีปจึงยังคงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ แม้จะอยู่ในภาวะวิกฤตที่คาดว่าหลายบริษัทจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ ไม่จำเป็น

อย่างที่ ดร.ริชาร์ด เวลฟอร์ด ประธาน บริษัท CSR Asia กล่าวว่า "บริษัทที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมด้าน CSR ที่มีคุณค่าจะสามารถเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีกว่าบริษัทที่ละเลยความ สำคัญของการดำเนินการด้าน CSR"

เช่นเดียวกับที่ "เอิร์นเนส หว่อง" ผู้จัดการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในสายการผลิตจาก ฮิวเลตต์-แพคการ์ด กล่าวว่า การทำ CSR ที่ดีย่อมมีผลต่อกำไรของบริษัท และย้ำว่า การตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจ

ผล จากการดำเนินการด้าน CSR ของ โคคา-โคลา ซึ่งให้ความสำคัญของการจัดการน้ำอย่างสมดุล เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ชี้ให้เห็นว่า CSR เข้าไปมีส่วนช่วยธุรกิจได้อย่างไร โดยความรับผิดชอบของโคคา-โคลา ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะลดการใช้น้ำ สร้างความหมุนเวียนน้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง "เกร็ก โคช" กรรมการผู้จัดการ Global Water Stewardship ของโคคา-โคลา กล่าวว่า "ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ทั่วโลกด้านเครื่องดื่ม การใช้น้ำอย่างมีความรับผิดชอบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการผลิตของเรา"

ใน งานนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดอันดับบริษัทในเอเชียของ CSR Asia โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า barometer ในการวัดการเปิดเผยข้อมูลขององค์กรธุรกิจที่มีต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อ สังคม (ดูรายละเอียดย้อนหลังได้ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 3-พุธที่ 5 พฤศจิกายน 2551) แง่มุมหนึ่งของการจัดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนของการทำ CSR ขององค์กรธุรกิจในเอเชีย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการเปิดเผยข้อมูลทั้ง 6 ด้าน ตั้งแต่นโยบายและแนวปฏิบัติ กลยุทธ์ CSR และการสื่อสาร ตลาดและซัพพลายเชน สถานที่ทำงานและพนักงาน สิ่งแวดล้อม และการลงทุนในชุมชนและการพัฒนาสังคมแล้ว จะเห็นว่าในประเด็นด้านซัพพลายเชน สถานที่ทำงานและ พนักงานนั้นอยู่ในกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับเรื่องอื่น

"เวลฟอร์ด" สะท้อนผ่านการนำเสนอของเขาด้วยการนำรูปแรงงานทาสและแรงงานเด็ก "เราจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าธุรกิจเราไม่ได้มีส่วนในการส่งเสริมเรื่อง เหล่านี้ แต่เรื่องยากก็คือส่วนใหญ่ธุรกิจมักจะไม่สามารถเข้าถึงคนที่อยู่ปลายทางได้ อย่างแท้จริงนอกจากบริษัทที่รับงานซึ่งติดต่อด้วย"

ซึ่งทำให้วันนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกับการดูแลซัพพลายเชน ทั้งในแง่ของความรับผิดชอบในการดำเนินธุกริจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งธุรกิจสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการสร้างส่วนร่วมกับพนักงาน การให้ความสนใจเรื่องการได้มาซึ่งแรงงาน รวมไปถึงการพัฒนาและการขยายโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน

ทิศ ทางและแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับ CSR ที่ได้รับการหยิบยกมาพูดถึงตลอดทั้ง 2 วันของการประชุมกว่า 24 หัวข้อ ยังให้น้ำหนักในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจกับการลดปัญหาโลกร้อน ธุรกิจกับการขจัดปัญหาความยากจน การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร (stakeholders engage ment) แนวโน้มการเติบโตของผู้ประกอบการทางสังคม (social enterprise) ฯลฯ

ใน ด้านปัญหาธุรกิจกับการลดปัญหาภาวะโลกร้อน แมคเคนซีย์รายงานว่า หัวใจสำคัญของการลดภาวะโลกร้อนคือความเร็ว โดยหากจะทำให้การแก้ปัญหานี้ได้ผล จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมอย่างน้อยสามเท่า และปัจจุบันแม้ว่ารัฐบาลจะมีส่วนในการส่งเสริมเรื่องนี้แต่ก็เป็นไปในลักษณะ ที่ช้าเกินไป อย่างไรก็ตามแนวโน้มที่น่าสนใจในวันนี้ก็คือบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งในเอเชีย กำลังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล ด้านการปล่อยก๊าซที่ส่งผลกับภาวะโลกร้อน รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนขึ้น

อย่าง ไรก็ตาม เมื่อการเปิดเผยข้อมูลได้รับความสนใจ ในวันนี้ "เคพีเอ็มจี" ได้ศึกษา และพบว่าปัจจุบันมีบริษัทที่ทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมี มากขึ้น โดยจากการสำรวจ 250 บริษัท พบว่ามีถึง 83% เมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อนที่มีบริษัทที่จัดทำรายงานเพียง 52% เท่านั้น โดยปัจจุบันเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการทำรายงานเพื่อความยั่งยืน เป็นสัดส่วน 8% ของการทำรายงานทั่วโลก โดย 25% ของทั้งหมดใช้แนวทางของ GRI (global reporting initiative)

นั่นเป็นแนวโน้มที่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของบริษัทในเอเชียที่มีต่อ CSR

แต่ หากเจาะลึกเฉพาะในเรื่องโครงการเพื่อสังคม การขับเคลื่อนขององค์กรส่วนใหญ่ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนมักทำงานใน ลักษณะการเป็นพันธมิตรกับเอ็นจีโอ ที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นปัญหานั้นๆ ผ่านประเด็นการแก้ไขปัญหาความยากจน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยแต่ละองค์กรมี เป้าหมายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นซิตี้ ที่ทำงานร่วมกับ "เดอะ ฟาวเดชั่น ฟอร์ ดีเวลอปเมนต์" ในการทำเรื่อง "ไมโครไฟแนนซ์" เพื่อจะแก้ไขปัญหาความยากจน แบ่งโครงการเป็น 2 ประเภทอย่างชัดเจน คือการทำเพื่อหวังผลกำไร และการให้แบบการกุศล ขณะที่ เมอร์ค ประเทศไทย ซึ่งทำงานร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย ไม่เพียงจะใช้รูปแบบพันธมิตรในการร่วมกันพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน แต่ยังใช้หลักการในการประสาน จุดแข็งของทั้ง 2 องค์กร ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพของชุมชนได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในวงสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ว่า ด้วยการประเมินผลการลงทุนในชุมชน มีประเด็นหนึ่งที่ได้รับการหยิบยกขึ้นว่า การทำกิจกรรมเพื่อชุมชนนั้นส่งผลดีหรือส่งผลลบกับภาพลักษณ์ของบริษัท หลายคนมองว่าเป็นภาพลบ หากบริษัททำด้วยความไม่จริงใจและหวังเพียงเอาหน้าอย่างเดียว ในขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่า กิจกรรมเพื่อสังคมจะช่วยบริษัทสร้างภาพบวกหรือลบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของ บริษัทนั้นๆ มากกว่า

เหล่านี้เป็นความจริงมุมหนึ่งที่สะท้อนจากคนใน วง CSR และเป็นมุมมองอีกด้านที่สะท้อนว่า CSR เป็นมากกว่ากระแส แฟชั่น และถึงวันนี้เป็นเรื่องธุรกิจต้องดำเนินการอย่างจริงจังและจะเป็นตัวช่วย ก้าวผ่านวิกฤตอย่างยั่งยืน

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03101151&day=2008-11-10&sectionid=0221

CSR กับคนพิการ


โดย ดร.อัศวิน จินตกานนท์ กรรมการ มูลนิธิรักษ์ไทย ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มบริษัททีม

เมื่อ 2540 ผมมีโอกาสพบกับสมาคมคนพิการในขณะนั้น และเรียนถามท่านอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบจิตใจท่านว่า ภาษาไทยมีคำไพเราะๆ ที่เรียกคนพิการ เพื่อไม่ให้เขาเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือเสียใจ คำตอบก็คือ คนพิการในประเทศไทยยอมรับว่าเขาพิการและไม่รู้สึกมีปมด้อยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ ความเสมอภาค ความสามารถที่จะพึ่งตนเองในการดำรงชีวิต โดยการให้โอกาสคนพิการได้มีโอกาสทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของแรงงาน และมีส่วนในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐ เอกชนและสังคมควรจะปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับความเสมอภาคระหว่างหญิง ชาย เด็ก และคนพิการ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2550 สำนักงานส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่ามีคนพิการที่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 721,490 คน เป็นชาย 422,929 คน และหญิง 298,561 คน ในจำนวนดังกล่าวมีผู้พิการทางกายมากที่สุดถึง 349,332 คน พิการด้านการได้ยิน 98,349 คน

พิการทางสติ 91,992 คน พิการด้านการเห็น 75,562 คน และพิการซ้ำซ้อน 66,228 คน

ความหมายของคำว่าพิการ

1.Impairment ความบกพร่องจากการสูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

2.Disability ทุพพลภาพที่ไม่สามารถกระทำกิจกรรมในชีวิตปกติได้ มีสาเหตุจากสภาพความพิการ

3.Handicap ความเสียเปรียบเนื่องจากทุพพลภาพ เช่น ไม่มีขาทำให้เดินไม่ได้ ทำให้ขึ้นตึกที่มีบันไดสูงๆ ไม่ได้ เป็นต้น

ใน ต่างประเทศเขาจะไม่ใช้คำว่า crippled (พิการ) แต่จะใช้คำว่า handicapped person และสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารต้องสามารถให้คนพิการเข้าออกสะดวก รถเมล์และรถไฟออกแบบให้คนพิการสามารถเดินทางได้สะดวก แม้แต่พนักงานบริการก็ได้รับการอบรมให้บริการคนพิการเป็นอย่างดี

ความสามารถพิเศษของคนพิการแบ่งเป็น 6 ประเภทคือ การมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ-อารมณ์ สติปัญญาและการเรียนรู้

ดัง นั้นจะเห็นว่าผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวนั้น มีสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ บางคนมีสมองที่ไวมาก สามารถเรียนรู้ และทำงานได้หลายประเภท ซึ่งในปัจจุบันความต้องการคนที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ด้านโปรแกรมและการออกแบบ website เพื่อทำการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ตมากมาย คนพิการที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ก็มีมากมายเช่นเดียวกัน

ธุรกิจจะช่วยคนพิการได้อย่างไร

ปี 2540 ผมได้มีโอกาสพบท่านอธิบดีกรมแรงงาน คุณนิทัศน์ ธีระวิทย์ และ ผู้อำนวยการคือ ม.ล.บุณฑริก สมิติ ท่านทั้งสองแนะนำให้ผมสนับสนุนคนพิการให้ได้รับการแนะแนวอาชีพ การฝึกอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทห่างไกลออกไป ในการสร้างสภาพแวดล้อมให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ ตอนนั้นองค์กรของผมจึงให้เงินสนับสนุนโครงการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์กราฟิก สำหรับคนพิการ ซึ่งรุ่นนั้นมีผู้สมัครเข้าอบรมทั้งหมด 18 ท่าน โดยมีหลักสูตร 2-3 เดือน และเป็นหลักสูตรที่ต้องกินอยู่ประจำ เพื่อลดปัญหาการ เดินทาง หลักสูตรนี้เน้นการเสริมทักษะและการทำคอมพิวเตอร์กราฟิกในธุรกิจ ผู้จบการอบรมสามารถเขียนแบบและออกแบบสื่อโฆษณาสิ่งตีพิมพ์ ตลอดจนใช้โปรแกรมสำเร็จรูปด้านกราฟิกที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ

เมื่อ จบหลักสูตรแล้วผู้เข้าอบรมทั้ง 18 ท่านสามารถหางานกับองค์กรเอกชนได้ และมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้คนพิการได้ปรับคุณภาพชีวิตของเขา ให้ดีขึ้น ได้รับเงินเดือนดีๆ และได้รับความเสมอภาคในสังคม

ท่านพร้อมหรือยัง

หาก องค์กรของท่านสามารถที่จะสนับสนุนคนพิการสัก 5 หรือ 10 คนเข้าอบรมหลักสูตรการเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพ หรือเข้าอบรมการเขียน โปรแกรมสร้าง website เพื่อการตลาด ท่านจะช่วยให้คนพิการได้มีฐานะที่ดีขึ้น ไม่เป็นคนยากจนไร้ซึ่งประโยชน์ต่อไป

หรือหากองค์กรสามารถช่วยเหลือ ง่ายๆ โดยให้พนักงานอ่านหนังสือลงเทปหรือซีดี เพื่อเปิดให้คนตาบอดได้ฟัง และรับทราบความเคลื่อนไหวในโลกทุกวันนี้ก็จะเป็นการช่วยเหลือผู้พิการทางสาย ตาอีกทางหนึ่ง

ถ้าท่านพร้อมท่านอาจจะติดต่อองค์กรเอกชน (NGOs) หรือขอความร่วมมือเพื่อจัดการอบรมวิชาชีพของคนพิการด้านใดด้านหนึ่ง หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนพิการที่ถูกลืมจากสังคมไทย ให้ได้รับความสุขจากสังคมไทย

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

เมื่อ วันที่ 18 กันยายน 2550 ได้มีการตรา "พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ" คอยดูแลและเสนอแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อการคุ้มครองคนพิการ และยังมี "กองทุนส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" ที่จัดสรรเงินช่วยเหลือคนพิการเพิ่มเติมจากงบประมาณปกติจากทางรัฐ

พระ ราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2550 กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป ต้องจ้างคนพิการเข้าทำงาน 1 คน หรือส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแทน ห้างร้านและบริษัทจำนวนมากเลือกที่จะไม่จ้างคนพิการเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าการส่งเงินเข้าสมทบกองทุนเป็นทางออกที่ง่ายกว่า เพราะไม่ต้องมีภาระคอยดูแลคนพิการเหล่านั้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02101151&day=2008-11-10&sectionid=0221

บริหาร CSR ในภาวะวิกฤต



ไม่ ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าจะคาดเดาอีกต่อไปสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลัง เข้าสู่ภาวะถดถอย จากปัจจัยทั้งเสถียรภาพการเมืองในประเทศ และผลพวงจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่กำลังลุกลาม และคาดว่าผลกระทบจะรุนแรงและชัดเจนขึ้นอีกเมื่อถึงปี 2552 ฉะนั้นถือเป็นความท้าทายขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ที่จะต้องปรับตัวรับมือกับ เหตุการณ์ครั้งนี้ การทยอยปลดพนักงาน การลดงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณา และการพยายามตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นในทุกด้านของธุรกิจ จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม ขององค์กร (CSR) ซึ่งมีการคาดการณ์กันในวันนี้ว่า งบประมาณที่องค์กรจะใช้ในกิจกรรม CSR จะเป็นส่วนที่ลดลงก่อนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นที่มีความจำ เป็นมากกว่า แม้ว่าในปีที่ผ่านมาองค์กรจำนวนมากจะประกาศจุดยืนในการเป็นองค์กรที่มีความ รับผิดชอบต่อสังคมก็ตาม

"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งในภาวะ วิกฤตสิ่งแรกที่บริษัททำก็คือต้องพยายามลดงบประมาณรายจ่ายในส่วนต่างๆ ซึ่งงบประมาณในการทำ CSR ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะถูกลดลง อาจจะไม่ใช่ตัดทั้งหมด อย่างที่เคยมีสัดส่วน 10% ก็อาจจะถูกลดลง เหลือ 5% ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคนทำงานCSR ในองค์กรรวมไปถึงองค์กรพัฒนาเอกชนที่กำลังมองหาช่องทางในการ ระดมทุนจากองค์กรธุรกิจในปีนี้" วรรณา ธรรมร่มดี ผู้อำนวยการฝ่ายภาพลักษณ์องค์กร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ซึ่งดูแลนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ขององค์กร (CSR) ในภาพรวมของ กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน บนเวที Pre-workshop Session on Social Enterprise trainning at CSR Asia Summit 2008 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานประชุม CSR Asia Summit ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ซึ่งเพิ่งจบลงไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

วิกฤตคือโอกาส

การ ตัดลดงบประมาณด้าน CSR จึงกำลังจะเกิดขึ้นในองค์กรจำนวนไม่น้อย ในภาวะที่องค์กรต้องการรัดเข็มขัด แต่เมื่อตั้งคำถามเรื่องนี้กับ "สุกิจ อุทินทุ" รองประธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่น แนล เขากลับบอกว่า "ในความเป็นจริงขึ้นอยู่กับว่าเราจะมอง CSR ในมุมไหนถ้ามองCSR เป็นเพียง แคมเปญการให้ อย่างนี้ งบประมาณลดลงอย่างแน่นอน แต่ถ้ามองว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นหนึ่งในกระบวนการทางธุรกิจ เหมือนอย่าง โคคา-โคลา จะเห็นว่าการที่เขามาดูแลทรัพยากร น้ำ เป็นเพราะในอนาคตน้ำจะหายากขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจว่าในอนาคตถ้าไม่ดูแล ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจก็จะแพงขึ้น ถ้ามองในมุมแบบนี้งบประมาณที่จะทำ CSR ก็จะลดลงไม่ได้ ฉะนั้นยิ่งเราทำให้ CSR อยู่ในกระบวนการธุรกิจเท่าไหร่ก็ยิ่งลดงบประมาณไม่ได้เพราะอันตรายกับองค์กร ในระยะยาว"

ฉะนั้นในด้านหนึ่ง "วิกฤต" ครั้งนี้กลับจะเป็น "โอกาส" ให้คนที่รับบทบาทในการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร สามารถกระตุ้นคนในองค์กรได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่มุมของการลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจที่มีความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างที่ "จันทิมา นียะพันธ์" ผู้จัดการงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "CSR ไม่ใช่แค่การเป็นคนดี แต่รวมถึงการลดต้นทุนในกระบวนการธุรกิจไม่ว่าจะประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ซึ่งเป็นการช่วยทั้งธรรมชาติและช่วยองค์กรประหยัด ดังนั้นยิ่งวิกฤต การขับเคลื่อน CSR ภายในองค์กรยิ่งต้องรีบทำ เพราะในภาวะอย่างนี้จะยิ่งทำให้คนคิดได้มากขึ้น จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกระตุ้นเรื่องแบบนี้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งอาจจะดีกว่าไปพูดเรื่องนี้ตอนที่ภาวะดีๆ ด้วยซ้ำ"

แนะธุรกิจคิดใหม่ ทบทวนตัวเอง

ท่าม กลางภาวการณ์ที่บีบรัด องค์กรจึงต้อง "คิดใหม่" หรือที่ "มัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา" ที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) และที่ปรึกษาด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรียกว่า เป็น "การเปลี่ยนความคิดหลังจากได้รู้ความจริง" เขาบอกว่า "บริษัทต้องเปลี่ยนมุมมอง ไม่ใช่ว่าภาวะวิกฤตแล้วจะหยุดพัฒนา หยุดใช้เงิน ในการทำ CSR บริษัทก็ต้องปรับปรุงไปตามแนวปฏิบัติ CSR หรือเข็มทิศธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องหันมาให้ความสนใจกับเรื่อง สินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR Product) ซึ่งในขณะที่วิกฤตกำลังซื้อจากภายนอกอาจจะลดลง แต่บริษัทสามารถสร้างสินค้าที่ตรงกับความต้องการในประเทศที่มีอยู่และสามารถ มีส่วนช่วยในการพัฒนาชุมชนและสังคมได้ที่เราเรียกว่า นวัตกรรมเพื่อสังคม"

อย่าง ไรก็ตามในภาวะเช่นนี้ เขายังเชื่อว่าเป็นเวลาสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจต้องทบทวนตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแนวปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆ มากมายที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบองค์กร อาทิ Global Reporting Initiative (GRI) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดทำรายงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์กำลังอยู่ในระหว่างการ เตรียมการที่จะส่งเสริมเรื่องนี้เพราะเชื่อว่าไม่เพียงจะเป็นช่องทางในการ สื่อสารให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรเท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังเป็นโอกาสให้องค์กรสามารถประเมินและทบทวนการดำเนินความรับ ผิดชอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องทำงานฉลาดขึ้น

สอดคล้อง กับสิ่งที่ "สุกิจ" เสนอแนะว่า "การบริหาร CSR ในภาวะวิกฤต จึงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การทบทวนตัวเอง ว่าความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรทำอยู่นั้น ดีหรือไม่ สามารถใช้ทรัพยากรจากผู้ที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากเพียงพอหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ฯลฯ รวมไปถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกหน่วยงานในบริษัท เพราะบ่อยครั้งที่การทำ CSR ใช้เงินเป็นตัวตั้ง โดยอาจลืมมองการใช้ทรัพยากรอื่นๆ ที่มี และการจะสร้างการมีส่วนร่วมของทุกหน่วยในองค์กรได้ต้องพยายามทำความเข้าใจ ให้เรื่องนี้ให้ตรงกัน และสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้นคือ การเลือกพันธมิตรในการดำเนินกิจกรรม CSR ที่เหมาะสม และอาจจะก้าวไกลไปถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการทำ CSR ไม่ว่าจะกับองค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจด้วยกัน รวมไปถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)" สุกิจกล่าว

แม้เงินจะเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ในการขับเคลื่อน CSR แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ความท้าทายจากนี้ไปคือการหาวิธีการและช่องทางที่ "สุกิจ" มองว่า นักทำ CSR จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดและต้องฉลาดขึ้น โดยเฉพาะความพยายามในการเชื่อมโยงและสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจกับการทำดีกับ สังคม ทั้งความรับผิดชอบภายในกระบวนการธุรกิจและการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนขึ้นสำหรับ การทำงานในลักษณะกิจกรรมเพื่อสังคม

"เราต้องยอมรับการบริหารภายใต้ ทรัพยากรที่จำกัดเป็นเรื่องที่ทำให้การทำงาน CSR นั้นยากขึ้น การที่ต่างคน ต่างทำก็อาจจะได้ผลในระดับหนึ่งแต่การที่ระดมทรัพยากรมาทำงานร่วมกันจะสร้าง ผลกระทบในเชิงบวกได้มากกว่า" เขากล่าวในที่สุด

"มีชัย" แนะสร้างพลังด้วย "พันธมิตร"

และ เป็นมุมมองที่คล้ายกับสิ่งที่ "มีชัย วีระไวทยะ" นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากที่สุดกว่า 400 บริษัท ให้ความเห็นว่า การร่วมมือระหว่างธุรกิจกับเอกชนนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เพราะไม่เพียงธุรกิจจะประหยัดเงินมากขึ้นในการทำโครงการ CSR ขณะเดียวกันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาชุมชนที่สั่งสมมากว่า 30 ปีของพีดีเอ ทำให้การทำโครงการต่างๆ มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ธุรกิจสามารถนำความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นส่วนเสริม

"ตอน นี้โมเดลการพัฒนาชุมชนของเรายิ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะในวิกฤตจะต้องมีคนจำนวน หนึ่งซึ่งเป็นแรงงานที่ทำงานในเมืองต้องกลับไป และตอนนี้นอกจากเราพยายามจะเอาความรู้ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์กลับไปใน ชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน ในขณะนี้ยังจะพยายามเพิ่มการผลิตอาหาร อย่างการปลูกผัก การจัดตั้งโรงสี เพื่อให้เขาสามารถอยู่ได้เองในหมู่บ้าน ให้เขาสามารถอยู่ได้ในภาวะเช่นนี้" มีชัยกล่าวในที่สุด

จากจุดเริ่ม ต้นเพียงการจุดเล็กๆ ของการทำ CSR ในองค์กร ไม่เชื่อต้องเชื่อว่า ในที่สุดเมื่อองค์กรมีความเข้าใจและเกิดการระดมทรัพยากรอย่างถูกทิศถูกทาง แล้ว ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจอย่างไร CSR จะเป็นตัวช่วยหนึ่งในการตอบโจทย์ความยั่งยืนของทั้งองค์กรและสังคม !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01101151&day=2008-11-10&sectionid=0221

ทำความรู้จัก CSR ในวิกฤต "เมลามีน"


นับ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 จนถึงวันนี้กรณีข่าวการปนเปื้อนของสารเมลามีนในนมที่ประเทศจีนเป็นเหตุให้ เด็กเสียชีวิต 4 ราย ล้มป่วยกว่า 60,000 คน และอีก 150 ราย เกิดอาการไตวาย สถานการณ์ยังลุกลามไปอีกหลายประเทศ เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนก็ดูจะยังไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะจบ ง่ายๆ เฉพาะไทยทุกวันนี้สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ยังเดินหน้าประกาศรายชื่อสินค้าที่ปนเปื้อนสารเมลามีนแบบรายวัน

ตลอด ระยะเวลาเกือบ 2 เดือนของเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงคำถามจะพุ่งตรงไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบถึงกลไกการเฝ้าระวังเรื่อง ความปลอดภัยทางอาหาร ว่าสำหรับประเทศไทยมีมาตรการที่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ ในการคุ้มครองสุขภาพและชีวิตของผู้คนในประเทศ

แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันย่อมพุ่งตรงไปที่ "ผู้ผลิตและจำหน่าย" ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปนเปื้อน ถึง "ความรับผิดชอบ" ที่เกิดขึ้น !!

" หากบริษัทมีความรับผิดชอบจริงๆ ควรรีบแจ้งว่า ตนเองใช้นมจากเมืองจีนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นขั้นตอนที่หากบริษัทคิดว่ามี CSR บริษัทควรจะแจ้งไม่ใช่รอให้ อย.ตรวจพบ ส่วนใหญ่ต้องรอให้ตรวจเจอ เราต้องไปตรวจเองทั้งนั้น ไม่มีใครแจ้ง อย. เลย" "สารี อ๋องสมหวัง" บรรณาธิการบริหารวารสารฉลาดซื้อและผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าว

นี่เป็นเหตุการณ์ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญในการที่องค์กรธุรกิจไทยจะทำความรู้จักกับ CSR อย่างแท้จริง

ผศ. ดร.สุทธิศักดิ์ ไกรสรสุธาสินี ผู้เชี่ยวชาญ CSR คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำกับเราว่า แท้จริงแล้วความรับผิดชอบของ บริษัทที่ผลิตสินค้าที่ปนเปื้อน ไม่ใช่เพียงสร้างสนามเด็กเล่น ให้ทุนการศึกษา พาเด็กออกค่าย แต่หมายถึงความรับผิดชอบจริงในกระบวนการธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท"

สำหรับ "เขา" มองว่า กลไกความรับผิดชอบต่อสังคมที่ดีที่สุดของบริษัท เหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นเลย แต�ในกรณีที่เป็นเรื่องสุดวิสัย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เช่นในปัจจุบันควรดึงสินค้าออกจากชั้นทั้งหมด และรอให้ตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 เพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อน หากไม่พบก็สามารถนำกลับมาจำหน่ายต่อได้ แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบของบริษัทยังมีไม่มาก พอ

"นี่เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับการทำ CSR ของบริษัทที่ไม่ได้เฉพาะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้เท่านั้น ว่าในท้ายที่สุดการทำ CSR ควรให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการดำเนินธุรกิจกับการให้ ซึ่งผมมองว่าเราควรจัดการกับสาระสำคัญภายในกระบวนการผลิตก่อน จากนั้นถ้าจะให้ (philanthropy) กับสังคมภายนอกก็เป็นเรื่องที่ตามมา แต่ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่เรามักจะเริ่มที่เรื่องกิจกรรมซึ่งทำง่าย มากกว่าการแสดงความรับผิดชอบในธุรกิจหลัก" ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตามไม่เฉพาะองค์กรธุรกิจ หากแต่กลไกการปกป้องผู้บริโภคของไทยยังมีปัญหา

เรื่อง นี้ "สารี" บอกว่า "ในยุโรป หากมีการตรวจพบสารปนเปื้อน สินค้าจะถูกบล็อกทันที หลังจากนั้นจะแจ้งว่าสินค้ายี่ห้อนี้เป็นแบล็กลิสต์ และจะประกาศทุกอาทิตย์ว่าอาทิตย์นี้ประเทศไหนตรวจเจอหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้มีคนฟ้อง ถือเป็นการยกระดับสินค้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคก่อนธุรกิจ เป็นสิ่งที่ อย.ควรทำอย่างยิ่ง"

"ในประเทศไทยการสุ่มตรวจประจำปีของ อย.มีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยถึงหูผู้บริโภคและไม่เคยประกาศออกมา ทั้งที่จริงแล้วต้องประกาศในหลายช่องทาง อย่างรวดเร็ว โดยการวิเคราะห์การวางแผนเป็นสิ่งสำคัญในการใช้การตรวจสอบที่มีงบประมาณ จำกัด ปัญหาอยู่ที่ว่าเราไม่ค่อยกล้าเปิดเผย"

ดังนั้นปัญหาการคุ้ม ครองผู้บริโภคไทยจึงมีมากกว่าระบบ หากแต่สำคัญอยู่ที่ทัศนคติของคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลที่จำเป็นต้องเปลี่ยน !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04031151&day=2008-11-03&sectionid=0221

บุก Tetra Pak สิงคโปร์ ตามดูวงจรชีวิต "บรรจุภัณฑ์สีเขียว"



จาก เดิมที่คนไม่เห็นค่าของ กล่องนมเพราะยากต่อการจัดเก็บและผลตอบแทนต่ำ จึงไม่มีใครอยากเก็บมารีไซเคิล ทำให้กล่องนมถูกทิ้งเป็นขยะวันละหลายสิบล้านกล่อง ยังไม่นับกล่องน้ำผลไม้และอื่นๆ ที่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมอย่างมาก แม้ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่อย่าง เต็ดตรา แพ้ค ได้พยายามออกมาประกาศว่าบรรจุภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ของเต็ดตรา แพ้คสามารถรีไซเคิลได้ ผุดโครงการ "เด็กไทยหัวใจรีไซเคิล" เพื่อชวนให้เด็กๆ ที่ดื่มนมในโครงการนมโรงเรียนของรัฐบาลมาร่วมแกะ ล้าง เก็บกล่องนม แต่ก็ยังได้ผลในวงแคบเท่านั้น

ปีนี้เต็ดตรา แพ้คเลือกพันธมิตรถูกคน โดยร่วมกับรายการ 30 ยังแจ๋ว ที่ออกอากาศทางช่อง 3 ทำโครงการ "แจ๋วรักษ์โลก" ร่วมรณรงค์ให้คนเก็บกล่องนมมารีไซเคิล ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ระยะเวลา 6 เดือนที่โครงการถูกสื่อสารออกไป ถึงขณะนี้มีกล่องที่ส่งเข้ามาแล้วมากกว่า 6.3 ตัน หรือ 63 ล้านกล่อง ถ้านำมาผลิตเป็นสมุดได้ประมาณ 13,500 เล่ม หรือถ้านำไปผลิตโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียนก็จะสามารถผลิตได้ 1,800 ชุด ก่อนที่จะนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในภายหลัง นอกจากนี้การรีไซเคิลแทนการเผาทำให้ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปได้ถึง 56.7 ตัน ที่สำคัญแนวคิดนี้ได้กระจายออกไปทั่วประเทศ หลายแห่งมีการจัดตั้งเป็นจุดรับกล่องนมและมีการบอกกันปากต่อปากจนกลายเป็น จิตสำนึก นับว่าโครงการนี้สำเร็จอย่างถล่มทลาย แต่นั่นเป็นเพียงกิจกรรมที่รณรงค์มุ่งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของคนในสังคม ซึ่งเป็นปลายทางของวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์จะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

หากย้อนไปดูที่ต้นทางของการผลิตบรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้คก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

" ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเต็ดตรา แพ้ค ที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมจูล่ง ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกล่องนมและน้ำผลไม้ส่วนใหญ่ที่มาจำหน่ายในไทย

"นา ยอง ไล ฮวต" ผู้จัดการด้านความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและ อาชีวอนามัยเต็ดตรา แพ้ค จูล่ง ซึ่งได้รับรางวัลอีโค เฟรนด์ อะวอร์ด ในสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน จากสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประเทศสิงคโปร์ ขยายให้ฟังว่า ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของเต็ดตรา แพ้คมาจากปรัชญาธุรกิจที่ล้ำสมัยตลอดของ ผู้ก่อตั้ง นายรูเบน เราส์ซิงค์ ที่ว่า "A package should save more than it costs" หรือบรรจุภัณฑ์ควรจะประหยัดได้มากกว่าราคาของบรรจุภัณฑ์เอง ซึ่งก็หมายความว่า หัวใจการผลิตของเต็ดตรา แพ้คไม่ได้อยู่ที่การออกแบบและวิจัยพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ เท่านั้นแต่ยังมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปลอดภัยและคงคุณค่าของผลิตภัณฑ์จนส่งถึงมือผู้บริโภค และยังคำนึงถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน รวมถึงวัตถุดิบที่ต้องมาจากทรัพยากรที่สามารถหามาทดแทนได้และคิดค้น เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้กับลูกค้า เช่น ลดการใช้พลังงาน มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่าคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทุกวงจรการผลิตจนถึงปลายทางของบรรจุภัณฑ์

" เต็ดตรา แพ้ค จูล่ง เป็นผู้ริเริ่ม นวัตกรรมการผลิตใช้กระดาษเยื้อใยยาวและการเคลือบอะลูมิเนียมและพลาสติกใน ความหนาที่เหมาะสม จึงทำให้สามารถรีไซเคิลได้ และผลิตบรรจุภัณฑ์ขนส่งให้กับลูกค้าเป็นม้วนกระดาษขนาดใหญ่เพื่อไปขึ้นรูป ที่โรงงานของลูกค้าที่มีเครื่องจักรของเราตั้งอยู่ ทำให้ส่งบรรจุภัณฑ์ได้คราวละมากๆ ลดการสิ้นเปลืองพลังงานและยังคงคุณค่าของสินค้าที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังออกรณรงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนว่าผลิตภัณฑ์ของเราสามารถ รีไซเคิลได้ ทำให้ได้กล่องนมจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการรีไซเคิล และยังให้ความสำคัญกับการทำคาร์บอนฟรุตพรินต์ (carbon footprints) ที่เป็นตัววัดผลกระทบของคาร์บอนที่เกิดขึ้นและตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนให้ ได้ 10% ภายใน 5 ปี"

เต็ดตรา แพ้คไม่ได้มองเพียงการผลิตใน 43 โรงงานเท่านั้น ทั่วโลกยังมีโรงงานผลิตเครื่องจักรตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในกว่า 170 ประเทศ และมีศูนย์วิจัย 12 แห่งเพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมของการเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร แปรรูปอาหารที่มีความหลากหลาย

และจากความเป็นผู้นำในด้านความสะอาด ปลอดภัยที่ เต็ดตรา แพ้ค จูล่ง กลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานให้กับประเทศสิงคโปร์ และเป็นผู้นำของเทคโนโลยีในระดับโลก เช่น การทำยูเอชที ขณะนี้ที่จูล่งมีศูนย์วิจัยผลิตภัณฑ์จากนมถั่วเหลืองซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ของตลาดยุโรป ต่อจากนี้จะมีนักวิจัยจากทั่วโลกมาทำงานในศูนย์วิจัยนี้เพื่อการพัฒนาสู่ สิ่งที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ในหลายประเทศเต็ดตรา แพ้คมีการทำธุรกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อให้เด็กมีอาหารบริโภคอย่างปลอดภัย เช่น ไนจีเรีย แอฟริกา รวมทั้งทำงานร่วมกับ ต้นสายอย่างเกษตรกรเพื่อผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเกษตรกรพัฒนาปรับปรุงการเลี้ยงวัวที่ให้ได้นมมากที่สุด มีการแปรรูปที่สะอาดปลอดภัย จัดจำหน่ายอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ส่งถึงมือผู้บริโภคโดยคงคุณภาพของ อาหารและมีความสะอาดปลอดภัย นับจากนี้อีก 7 ปีทุกผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้คจะมีบาร์โค้ดเพื่อบอกได้ถึงต้นทางของผู้ผลิตว่าใช้วัตถุดิบจากที่ใด เพื่อให้ตรวจสอบได้ถึงต้นทางของผลิตภัณฑ์

สำหรับระบบการจัดการขยะของ ประเทศสิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดในเขตจูล่ง บริษัท ซูโล จำกัด ได้รับสัมปทานกำจัดขยะจากรัฐบาลสิงคโปร์ ทางบริษัทได้จัดส่งถุง 3 สีไปตามบ้านเรือนเพื่อง่ายต่อการคัดแยกขยะส่งต่อมารีไซเคิลที่โรงงาน

และ ถึงแม้เป็นประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวดแต่ในพื้นที่สารธารณะที่มีการตั้งถังแยก ขยะกลับไม่รับความร่วมมือมากนัก เมื่อขยะถูกส่งมาถึงโรงงานก็จะทำการคัดแยกขยะ ส่วนที่รีไซเคิลได้จะถูกส่งไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซียหรือไทย ซึ่งรวมถึงกล่องนมของเต็ดตรา แพ้คด้วย ส่วนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะเผาแล้วนำเถ้าไปรวมไว้ที่เกาะหนึ่งของ สิงคโปร์ ซึ่งทางบริษัทให้ความสนใจในระบบธนาคารขยะของประเทศไทย และคิดที่จะเข้าไปทำในโรงเรียนของประเทศสิงคโปร์อีกไม่นานนี้

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03031151&day=2008-11-03&sectionid=0221

การร่วมกันสร้างประโยชน์แก่สังคม ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทในด้านต่างๆ


โดย ไฮน์ซ ลันดาว ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ เมอร์ค ประเทศไทย

พนักงาน ของ เมอร์ค ประเทศไทย กว่า 200 คนยังไม่รวมลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรของบริษัท กว่า 1,000 คนเดินทางมาร่วมกันอาสาสมัครปลูกป่าชายเลนที่บางปู บริเวณ "สถานตากอากาศบางปู" จ.สมุทรปราการ จ่าสิบเอกนิเวศน์ ชูปาน ได้อธิบายให้อาสาสมัครทุกคนเข้าใจถึงประโยชน์ของการปลูกป่าชายเลน เพื่อให้รับทราบว่าป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เนื่องจากป่าชายเลนจะช่วยปกป้องแนวชายฝั่ง แต่ป่าชายเลนกลับเป็นพื้นที่ที่ถูกคุกคามอย่างมาก

จ่าสิบเอกนิเวศน์ ได้แสดงขั้นตอนการปลูกป่าชายเลนที่ถูกวิธี หลังจากนั้นอาสาสมัครจำนวนกว่า 1,200 คนก็ตะลุยฝ่า ไอแดดร้อนระอุลงโคลนป่าชายเลน อาสาสมัครบางคนก็พาลูกหลานมาร่วมปลูกป่าด้วยเพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยมือตนเอง ซึ่งสำหรับเด็กๆ เหล่านี้การได้ลงเล่นในโคลนและปลูกต้นไม้ก็สร้างประสบการณ์ที่สนุกและได้ เรียนรู้ไปในเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง ภารกิจการปลูกป่าชายเลนก็ประสบความสำเร็จ ต้นไม้กว่า 12,000 ต้นได้ถูกปลูกขึ้น

พันเอกชนินทร์ โพธิ์พูนศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปูกล่าวว่า "ตั้งแต่รับตำแหน่งมาเป็นเวลา 1 ปี นี่เป็นโครงการแรกที่เห็นอาสาสมัครเข้าร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุดภาย ในวันเดียว ผมจะดูแลต้นไม้ที่ทุกท่านปลูกในวันนี้ให้อยู่อย่างยั่งยืน และจะนำต้นไม้ที่ทุกท่านปลูกวันนี้เข้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโครงการพลิกฟื้นผืนป่าด้วยพระบารมี" ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมการปลูกป่าชายเลน อาสาสมัครทุกคนต่างเต็มอิ่มกับการได้มีส่วนร่วมสร้างความตระหนักลดภาวะโลก ร้อน และได้ร่วมกันรับประทานอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี สมกับหยาดเหงื่อแรงใจของอาสาสมัครที่ศาลาสุขใจ ณ สถานตากอากาศบางปู

เมอร์ค ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม ข้างต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิ Plant-A-Tree-Today (PATT) กิจกรรมในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี เมอร์ค ประเทศไทย มิได้เอาใจใส่เพียงแต่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัท มีนโยบายที่ให้ความเอาใจใส่ต่อพนักงาน ลูกค้า และสังคมไทย ซึ่งเมื่อบริษัทเชิญชวนพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าให้มาเข้าร่วมในกิจกรรมรักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับและสนับสนุนเป็นอย่างดี มีอาสาสมัครพนักงานและลูกค้ากว่า 1,200 คนสละเวลาในช่วงเช้าวันอาทิตย์เพื่อร่วมกันต่อสู้ปัญหาภาวะโลกร้อน เมอร์ค ประเทศไทย ได้ซื้อต้นไม้จำนวน 2,008 ต้น พนักงาน ลูกค้า และครอบครัวรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทในหลายๆ ด้านได้ร่วมกันบริจาคต้นไม้เพิ่มเติมอีก 9,767 ต้นในราคาต้นละ 40 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้รวมค่าต้นไม้และค่าใช้จ่ายในการดูแลและปลูกป่าทดแทนในป่า ชายเลนโดยทหารจะเป็นผู้ดูแลเป็นระยะเวลาอีก 2 ปี

โครงการรักษ์ผืนป่า กับเมอร์ค ประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมระหว่างกลุ่มผู้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทในด้านต่างๆ ในกรณีนี้คือการร่วมมือกันของพนักงานเมอร์ค ประเทศไทย ลูกค้า ครอบครัว คู่ค้า และองค์กรไม่แสวงผลกำไร อันได้แก่ PATT กองทัพบก เทศบาลเมืองสมุทรปราการ สถานตากอากาศบางปู ผศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ และคณะนิสิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รวมถึงคณะนักเรียนและครู จากโรงเรียนวัดตำหรุมิตรภาพที่ 65 โรงเรียนอำนวยวิทย์ โรงเรียนสงขลาสุทธีราอุปถัมภ์ ทุกคนต่างร่วมใจกันอาสาเพื่อทำสิ่งดีๆ ตอบแทนให้แก่สังคม เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับคนในรุ่นต่อๆ ไป นี่เป็นอีกหนึ่งการแสดงถึงความมุ่งมั่นและพลังใจที่บ่งบอกว่า เมื่อบริษัทและผู้บริหารดำเนินการด้วยหัวใจและทำให้ผู้อื่นสัมผัสได้ด้วยใจ แล้ว ก็ย่อมจะได้การตอบรับที่ดียิ่ง

หากว่าคุณมีตำแหน่งหน้าที่การ งานระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจในบริษัท หวังว่าคุณจะเกิดแรงบันดาลใจที่จะริเริ่มโครงการเพื่อสังคมไทยในลักษณะข้าง ต้น หรือหากคุณเป็นบุคคลทั่วไป หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณมองหาโอกาสที่จะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครใน โครงการเพื่อสังคม ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกดีต่อตัวเอง อิ่มเอมในจิตใจ คุณจะได้รับความรู้สึกดีๆ ในใจคุณเองตอบด้วยมูลค่าที่ไม่ใช่เงิน แต่คือความสุขที่แม้แต่เงินจำนวนมากก็ไม่สามารถหาซื้อได้


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02031151&day=2008-11-03&sectionid=0221

เปิดผลท็อป 20 CSR ไทย ข่าวดี-ข่าวร้าย ว่าด้วย "การเปิดเผยข้อมูล"



" การเปิดเผยข้อมูล" ถูกนำมาเป็นโจทย์ของ CSR Asia ผู้ให้บริการด้านข้อมูล การฝึกอบรม การทำวิจัยและการให้คำปรึกษาด้าน CSR ชั้นนำในเอเชีย ในการสำรวจและจัดอันดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน "ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร" (CSR) ในเอเชียซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ และเชื่อด้วยว่าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลถือเป็นความจำเป็นยิ่งในปัจจุบันที่ มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อนและความหวาดระแวงของประชาชนที่มีต่อความเชื่อถือสินค้าต่างๆ

" เราเชื่อว่า CSR ที่ดีก็คือการมีธรรมา ภิบาลที่ดี การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เราจึงเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญของการที่จะเป็นบริษัทที่มี ความรับผิดชอบต่อสังคม" "ดร.ริชาร์ด เวลฟอร์ด" ประธาน CSR Asia บอกเหตุผลถึงที่มาที่ไปในการจัดอันดับครั้งนี้จากการพิจารณาข้อมูลจากกว่า 700 องค์กรซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทใน 6 ด้าน คือ 1.นโยบายและแนวปฏิบัติของบริษัท 2.กลยุทธ์ CSR และการสื่อสาร 3.ตลาดและซัพพลายเชน 4.สถานที่ทำงานและพนักงาน 5.สิ่งแวดล้อม 6.การลงทุนในชุมชนและการพัฒนาสังคม

เปิดเผยข้อมูลไทยยังล้าหลัง

ข่าวดี ก็คือ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศทั้งหมดไทยนั้นก้าวแซงหน้า "สิงคโปร์" ในการเปิดเผยข้อมูลด้าน CSR และมีบริษัทไทยอย่าง "บมจ.ซิเมนต์ไทย" ที่ก้าวเป็น 1 ใน 10 บริษัทในเอเชีย โดยบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงถือเป็นผู้นำด้านการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 42% ในขณะที่มาเลเซีย ไทยและสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ย 29% 25% และ 24% ตามลำดับ

แต่ข่าวร้ายก็คือ การเปิดเผยข้อมูลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรของไทยในภาพรวมไม่เพียง ยังห่างกับประเทศอย่างฮ่องกงและมาเลเซีย แต่การเปิดเผยข้อมูลของไทยส่วนใหญ่ยังทิ้งห่างแทบไม่เห็นฝุ่นและมีช่องว่าง จากบรรดาบริษัทที่ติดอันดับท็อปเทนในเอเชีย



โดย ผลการศึกษาครั้งนี้ได้จัดอันดับในระดับภูมิภาคเอเชีย พบว่าบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับแรก ได้แก่ "ไชน่า ไลต์ เพาเวอร์" และ "เอชเอสบีซี" ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงที่มีคะแนนการเปิดเผยข้อมูล CSR เท่ากันโดยสูงถึง 97% และเป็นที่น่าสังเกตว่าใน 5 อันดับแรกของบริษัทในเอเชียนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ฮ่องกงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลำดับ 3 ไชน่า โมบิล ลำดับ 4 ฮั่งเส็งแบงก์ และลำดับ 5 ปิโตรไชน่า ขณะที่บริษัทไทยมีเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ คือ บมจ.ซิเมนต์ไทย โดยอันดับ 7 คือ ซิตี้ ดีเวลอปเมนต์ ในสิงคโปร์ อันดับ 8 เอ็มอาร์ที ฮ่องกง อันดับ 9 บีเอที มาเลเซีย และอันดับ 10 มีคะแนนเท่ากัน 2 แห่ง คือ เซมป์คอร์ป อินดัสทรี่ สิงคโปร์ และ เทเลคอม มาเลเซีย

"เราคงไม่ แปลกใจที่บริษัทซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั้นมีคะแนนที่ทิ้งห่าง เพราะความแข็งแกร่งของตลาดที่มีมายาวนาน แต่ที่น่าสนใจก็คือ มาเลเซีย ซึ่งในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ที่นั่นมีการส่งเสริมเรื่อง CSR และพยายามพัฒนาการทำ CSR อย่างมีกลยุทธ์ รวมทั้งการพัฒนามุมมอง CSR ให้กับบริษัทที่จดทะเบียน ทำให้เราเห็นบริษัทในมาเลเซียก้าวหน้ามากขึ้น" เวลฟอร์ดตั้งข้อสังเกต

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับมาดูผลการจัดอันดับการเปิดเผยข้อมูล CSR ของไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย 2.บมจ. ปตท.สำรวจและผลิต 3.บมจ. ปตท. 4.บมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น 5.บมจ.ไทยออยล์ 6.บมจ.บ้านปู 7.บมจ.ผลิต ไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง 8.บมจ.ท่าอากาศยานไทย 9.บมจ.กรุงไทย 10.บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา นั้นช่องว่างในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทที่อยู่ในอันดับแรกที่ได้คะแนน 70.2% ขณะที่บริษัทในลำดับ 20 ของไทยได้คะแนนเพียง 11.3%

ต้องเน้นที่การกระทำ

" อเล็กซ์ มาโวร" หุ้นส่วนบริหาร โซเชียล อิมแพ็ค เวนเจอร์ เอเชีย ที่ปรึกษาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งติดตาม CSR ในไทยมายาวนานให้มุมมองจากผลการจัดอันดับครั้งนี้ว่า "ถ้าดูชื่อบริษัทเราจะไม่น่าแปลกใจเลย แต่ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นมุมมองเพียงเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ไม่ใช่มุมมองในทางปฏิบัติ ซึ่งผมคิดว่าการตั้ง ข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ของทั้ง 2 เรื่องนี้จำเป็นต้องมีด้วยเช่นกัน"

สอด คล้องกับสิ่งที่ "สิริลักษณา คอมันตร์" อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ความเห็นว่า "การเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่ต้องมองในเรื่องการกระทำของบริษัทด้วย ซึ่งที่ผ่านมาบางครั้งพฤติกรรมจริงกับการรายงานอาจจะต่างกันมากเลย ถ้าเอาเครื่องมือนี้ไปวัดเอ็นรอนในช่วงก่อวิกฤตก็เชื่อว่าผลจะออกมาดีมากๆ แต่เขาไม่ได้เปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรายงานนั้น ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างการเปิดเผยข้อมูลกับพฤติกรรมจริง แต่ถ้าดูเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลในมิติเดียว ที่น่าสังเกตก็คือในบ้านเราธนาคารแทบจะไม่ติดอันดับท็อปเทนเลย ทั้งๆ ที่การเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงินเป็นสิ่งสำคัญมาก"

ในฐานะหน่วย งานที่เป็นผู้จัดอันดับครั้งนี้ "เอริน ลีออน" กรรมการบริหาร CSR Asia กล่าวว่า มีบริษัทจำนวนหนึ่งในไทยที่ทำได้ดีมาก อย่างไรก็ตาม เห็นว่าบริษัทยังต้องดำเนินการอีกหลายอย่างเพื่อปรับปรุงในแง่ของความโปร่ง ใส และการเปิดเผยข้อมูล ดังนั้นจึงเป็นที่น่าจับตามองถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในการ จัดอันดับครั้งต่อไป

แนะ ตลท.-ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์

ประเด็นเรื่อง ของ "ความโปร่งใส" และ "การเปิดเผยข้อมูล" จึงเป็นอีกประเด็นที่ท้าทายทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรธุรกิจไทยใน อนาคต

"สฤณี อาชวานันทกุล" นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า "แม้ว่าเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย จะไม่ได้ย่ำแย่เสียทีเดียว ในทางกลับกันมาตรฐานบางอย่างในการเปิดเผยข้อมูลระหว่างทางนั้นเข้มงวดมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ เพียงแต่เรายังไม่มีเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับทัศนคติ CSR อย่างแท้จริง"

พร้อมทั้งอธิบายว่า "ทุกวันนี้เรามอง CSR เป็นการส่งเสริมการทำเรื่องดีๆ และมองในเชิงกิจกรรมมากกว่า ซึ่งปัจจุบันประเทศที่จริงจังกับ CSR มีการใช้กรอบรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (GRI) ซึ่งเป็นกรอบแนวทางการจัดทำรายงานที่ซีเรียสกว่ารายงานประจำปีที่บริษัทไทย ทำอยู่ ดังนั้นถ้าเกิดตลาดหลักทรัพย์ฯและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ เห็นว่า CSR เป็นเรื่องสำคัญและทุกบริษัทต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วน เสีย (steakholders) กฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องสะท้อนการให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วน เสีย และสามารถเริ่มต้นด้วยการแก้ไขเกณฑ์ บางอย่าง เช่น การกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลจากเดิมที่ต้องเปิดเผยเฉพาะเมื่อมีคดีพิพาทมา เป็นการเปิดเผยข้อพิพาท รวมทั้งวิธีการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น"

เพราะ "สฤณี" ยังเชื่อว่าประโยชน์ของการเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเผยสถานะและ ความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะมีกลไกทางอ้อมที่จะทำให้บริษัทต้องจัดการ ปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น ถ้ามีข้อพิพาท

ก็ต้องพูดถึงวิธีการบริหาร จัดการกับข้อพิพาทนั้น และถ้าเขาไม่เคยมีวิธีการบริหารจัดการมาก่อน มันก็เป็นการบังคับให้เขาต้องคิดและมีกระบวนการในการบริหารจัดการปัญหาในที่ สุด"

ซึ่งนั่นเป็นความรับผิดชอบที่แท้จริงที่องค์กรต้องดำเนินการต่อผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าเรื่องดีๆ บนหน้ากระดาษ !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01031151&day=2008-11-03&sectionid=0221