" คนอื่นอาจใช้เทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แต่ที่วอลโว่เราใช้ความต้องการของคนเป็นตัวตั้งในการทำงาน" พอล สโตคส์ ประธานบริหารบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวิธีคิดและปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ "Volvo for Life" ซึ่งให้ความสำคัญกับชีวิตของ "คน" เป็นหัวใจหลัก
ปรัชญานี้ถือเป็น รากฐานสำคัญของ วอลโว่ นับตั้งแต่ "อัสสาร์ กาเบียลส์สัน" และ "กุสตาฟ ลาร์สัน" ชาวสวีเดนเริ่มต้นตั้งบริษัท ว่ากันว่าในเวลานั้นสวีเดนก็เป็นเช่นประเทศอื่นที่รถยนต์ที่ใช้นั้นนำเข้ามา จากอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา แต่ความที่สวีเดนเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นและมืด รถยนต์ที่ผลิตจาก ต่างประเทศจึงไม่เหมาะสมและทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาและปกป้องชีวิตคนสวีเดนให้มีความปลอดภัยเขาจึงคิดที่จะก่อ ตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและปกป้องชีวิตคนให้มีความ ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ในทุกจุดสัมผัสของ "วอลโว่" นับตั้งแต่เรื่องที่เล็กที่สุด อย่างการออกแบบที่หนีบนามบัตรและกระดาษโน้ตเตือนความจำ และที่แขวนถุงเพื่อป้องกันของเสียหายในรถ ไปจนกระทั่งเรื่องใหญ่อย่างความปลอดภัยของรถยนต์ที่ผลิต จึงเป็นการต่อยอดจากปรัชญาองค์กรมาสู่สายเลือดของพนักงาน
ดังนั้นถ้า พูดถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) แล้ว การเดินตามปรัชญาข้อนี้จึงทำให้ CSR เป็นสิ่งที่ปกติที่สุดในการดำเนินธุรกิจ
สโตคส์บอกว่า "เราคิดว่าการทำ CSR มี 2 แบบ แบบหนึ่งคือทำอย่างผิวเผิน นึกอะไรได้หรือชอบในเรื่องนั้นก็ทำไป แต่อีกแบบหนึ่งคือถ้าเป็นไปได้คือทำให้อยู่ในสายเลือดและวิธีคิดของบริษัท และพนักงาน เพราะเมื่ออยู่ในวิธีคิดแล้วก็จะทำดีตลอดเวลา เมื่อมีปรัชญาเรื่องคนอยู่เบื้องหลัง วิธีคิดในการทำงานจึงถูกส่งผ่านไปยังทุกกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ อย่าง วิศวกรก็จะคิดเรื่องรถที่มีความปลอดภัย ดีไซเนอร์ก็จะคิดออกแบบรถให้มีความสะดวก การตลาดก็จะดูว่างานแต่ละชิ้นที่ทำจะแตกแขนงออกไปได้อย่างไร"
กว่าจะ มาเป็นรถยนต์ กว่าจะมาเป็นขั้นตอนการผลิต กว่าจะมาเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ทุกอย่างล้วนผ่าน "วิธีคิดแบบ สุดทาง" ที่ทำให้เมื่อมองประเด็นปัญหาแล้วจะสามารถมองได้ไกลกว่าที่เห็น
"พลังงานทดแทน" ซึ่งโรงงานผลิตของวอลโว่ นำมาใช้ในวันนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีคิดที่ว่า
" โรงงานของวอลโว่ ถือเป็นกรณีศึกษา แรกเริ่มเราดูว่าลดการใช้น้ำมันได้อย่างไร บางทีคนอาจจะคิดว่าถ้าไม่ใช้น้ำมันก็ไปใช้ไฟฟ้า แต่ลืมคิดไปว่าท้ายที่สุดไฟฟ้าทำมาจากน้ำมัน ที่โรงงานจึงเลิกใช้กระแสไฟฟ้าที่มาจากน้ำมันทั้งหมดและหันมาใช้กระแสไฟฟ้า ที่มาจากพลังงานน้ำแทน นี่คือวิธีคิดแบบวอลโว่ที่ต้องคิดให้สุดแล้วจึงทำ"
"คิดให้สุดแล้วจึงทำ" ของวอลโว่ จึงถูกส่งต่อมายังกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท
ใน โครงการ "เติมฝัน ปันยิ้ม" ที่บริษัท วอลโว่คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับบริษัทไวกิ้งทอยส์ผู้ผลิตของเล่นชั้นนำระดับโลกจากสวีเดน โดยนำโมเดลรถยนต์วอลโว่ มอบให้กับเด็กก่อนวัยเรียนที่ด้อยโอกาส ทั่วประเทศ 10,000 คัน เพื่อให้เด็กๆ มีโอกาสสัมผัสรถยนต์คันแรกในชีวิต
สโตคส์ บอกว่า "ได้ทำการศึกษามาก่อนว่าเด็กทุกคนต้องการความรัก การสัมผัส ต้องการของเล่นที่จะเสริมสร้างพัฒนาการ กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ทำงานได้ส่งผลให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยของเล่นที่นำมาให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเช่นเดียวกับปรัชญาของ บริษัท"
แม้ส่วนหนึ่งบริษัทจะนำลงไปมอบให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ แต่อีกส่วนหนึ่งบริษัทได้ส่งมอบผ่านกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกระจายให้ถึงเด็กๆ ทั่วประเทศ
"เราไม่ได้เน้นที่ตัวเด็กแต่ เป็นการทำงานผ่านองค์กรอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ถือว่าเราทำหน้าที่ในการส่งผ่านคุณค่าที่ ต่อเนื่องไปยังเด็กๆ ได้อย่างทั่วถึง"
อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมาบริษัทจะดำเนินกิจกรรม เพื่อสังคมมามากและทำอย่างต่อเนื่อง โดยทุกปีพนักงานของวอลโว่จะมีการประชุมเพื่อหาประเด็นที่จะออกไปทำกิจกรรม เพื่อสังคม ก่อนนำเสนอโครงการกับผู้บริหารเพื่อของบประมาณอีกส่วนจากบริษัท
แต่ในโครงการ "เติมฝัน ปันยิ้ม" ของวอลโว่ ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวกิจกรรม CSR ครั้งแรกของบริษัทผ่านสื่อ ที่ต้องการกระจายความดี และสิ่งที่จะทำให้คนรู้ว่ายังมี "เด็กด้อยโอกาสในสังคม" ที่ยังรอการสนับสนุนด้านอื่นๆ อีกมาก และเป็นการทอดสายตาไปยาวไกล ไกลเกินกว่าสิ่งเล็กๆ ที่เห็น ไม่ต่างอะไรกับปรัชญาในการทำธุรกิจที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในวันแรก ก่อนจะเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอขององค์กร !!
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03221251&day=2008-12-22§ionid=0221
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น