"ผมทำธุรกิจส่งออกวันนี้ ก่อนที่ผู้ซื้อจะเข้ามาคุยเรื่องซื้อขายสินค้ากับเราจะมีคนมาตรวจสอบโรงงาน ก่อนว่า เราดูแลพนักงานสิ่งแวดล้อมอย่างไร ต้องผ่านมาตรฐานที่พอรับได้ จากนั้นผู้ซื้อจึงจะเข้ามาคุยเรื่องซื้อขายสินค้า นี่คือสิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไป"
ฉะนั้นไม่ว่าชอบหรือไม่ วันนี้สถานการณ์โลกเป็นเช่นนี้ การปรับตัวและ "รู้เท่าทัน" จะเป็นประโยชน์กับองค์กรธุรกิจ
" มาตรฐาน CSR ที่ออกมา ถ้าจะทำแบบหลบเลี่ยงการตรวจสอบหรือปฏิบัติตามมาตรฐานแบบแกนๆ จะไม่ได้ประโยชน์กับการพัฒนาองค์กรเลย แม้ว่าเราอาจจะมองได้ว่า CSR เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศที่พัฒนาและมีความพร้อมมากกว่า แต่เราไม่สามารถเลี่ยงได้ ทางออกจึงอยู่ที่การรู้เท่าทัน"
"จาก ประสบการณ์ตรง ในปีที่ผ่านมาจีนมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปนเปื้อน ยาปลอม รถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมของเล่น ซึ่งแมทเทลที่เป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ในโลกเรียกคืนสินค้าที่จ้างผลิตจาก จีน ซึ่งมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านเหรียญ ซึ่งความเสียหายนี้แมทเทลอาจจะไม่เสียหายอะไร เนื่องจากในธุรกิจต้องมีการทำประกัน แต่ความเสียหายในกรณีนี้เกิดขึ้นกับบริษัทสัญชาติฮ่องกงที่ผลิตในจีน ที่ต้องรับคืนสินค้าจำนวนมหาศาล เจ้าของบริษัทที่สินค้าถูกตีกลับนอกจากเสียหาย 30 ล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียอนาคตทางธุรกิจ ทำให้เขาต้องหนีปัญหาด้วยการแขวนคอตายในโกดังเพื่อหนีปัญหา"
"สุทธิ ชัย" บอกด้วยว่า ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าทำ CSR และควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ดีจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ กรณีนี้มองว่ามาจากความเชื่อใจในซัพพลายเออร์ผู้ผลิตสี จึงทำให้ไม่มีการตรวจสอบสินค้าทุกลอต ทำให้ในที่สุดก็ตรวจพบสารตะกั่วที่ปนเปื้อนในของเล่น เรื่องนี้เป็นข้อที่ธุรกิจควรตระหนักว่า ถ้าเขาทำ CSR ดี บริษัทไม่เจ๊งและไม่ต้องเสียชีวิต"
"สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ลูกค้าในสหภาพยุโรปเริ่มไม่ไว้วางใจจีน จากปีที่แล้วตอนนี้มีลูกค้ามาพบผมทุกวัน ทำให้เรามีออร์เดอร์มากขึ้น ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการที่เราทำ CSR และการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในกระบวนการผลิตในด้านมาตรฐานและความ ปลอดภัย"
นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งทำให้เห็นว่า CSR นั้นกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ในเรื่องเดียวกัน เกิด "วิกฤต" ที่หนึ่ง แต่สำหรับอีกที่หนึ่ง คือ "โอกาส"
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลดี จากการทำ CSR ที่สำหรับ "สุทธิชัย" มองว่า CSR คือความรับผิดชอบจากกระบวนการดำเนินธุรกิจภายในที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
" เปรียบไปมันก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ผมว่าเราสามารถเดินไปเรื่อยๆ ในอัตราเร่งเท่าที่ทำได้ ไม่อันตรายต่อสุขภาพบริษัท เรื่องแบบนี้ไม่ใช่คนอื่นทำแบบนี้แล้วเราก็ทำ ไม่ใช่รูปแบบเฉพาะ แต่เป็นศิลปะที่เริ่มต้นจากจิตสำนึกภายใน และในที่สุดไม่ว่าแนวปฏิบัติไหน องค์กรก็สามารถผ่านมาตรฐานได้"
ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 เมษายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02280451&day=2008-04-28§ionid=0221
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น