วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

CSR Day @ เกียรตินาคิน

" จะเห็นว่ามีธุรกิจที่ทำซีเอสอาร์สู่ภายนอกจน ได้รับรางวัลมากมาย แต่กลับพบว่าพนักงานไม่ได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับรางวัลนั้นเลย ไม่ใช่เพราะว่า พนักงานขาดความรู้เรื่องซีเอสอาร์ แต่เป็นเพราะขาดพื้นที่ที่พนักงานจะเข้ามามีส่วนร่วม" ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์กล่าว

กิจกรรมวันซีเอสอาร์ หรือ CSR Day ในสถานประกอบการจึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องของความรับผิด ชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) และสร้างให้เกิดช่องทางของการมีส่วนร่วมของพนักงาน

ธนาคารเกียรตินา คิน จำกัด (มหาชน) เป็นสถานประกอบการแรกที่คิกออฟกิจกรรม CSR DAY ตลอดเวลา 3 ชั่วโมงของบ่ายวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2552 ที่ชั้น 20 อาคารเค ทาวเวอร์ พนักงานของธนาคารเกียรตินาคินทั้งสาขาในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดกว่า 25 คนจากหลายส่วนงานร่วมฟังความรู้จากวิทยากรอย่างตั้งใจเพื่อใช้เป็นฐานความ รู้ในช่วงที่ให้รวมกลุ่มเพื่อเสนอประเด็นซีเอสอาร์ขององค์กร

เมื่อ รวมกลุ่มกันความคิดในการเสนอประเด็นของแต่ละคนก็พรั่งพรูเป็นโครงการปลูก ต้นไม้ 1 คน 1 ต้น ที่เป็นวิธีดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ ที่ให้พนักงานทุกคนร่วมดูแลต้นไม้คนละ 1 ต้น หรือโครงการให้สิทธิพิเศษสำหรับพนักงานในการทำประกันภัยรถยนต์ที่นำไปใช้ใน งานของบริษัท โครงการส่งต่อความรู้ที่นำผู้มีความสามารถในด้านต่างๆ ของบริษัทเข้ามาอบรมกันเองเพื่อช่วยประหยัดงบประมาณของบริษัท หรือจะเป็นโครงการที่นำหมอดูชื่อดังมาให้ความรู้กับลูกค้าที่ทำธุรกิจ ฯลฯ หลังจากออกมานำเสนอโครงการให้ทุกคนทราบโดยมีผู้วิจารณ์โครงการของแต่ละกลุ่ม แล้ว โครงการปลูกต้นไม้ 1 คน 1 ต้นได้รับการโหวตสูงสุดในประเด็นที่เร่งด่วนที่ควรทำมากที่สุด

หลัง จากจบการอบรม ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า "เริ่มโครงการครั้งแรกวันนี้ก็เห็นถึงความตื่นตัวของผู้เข้าร่วมอบรมที่แข่ง กันเสนอประเด็นซีเอสอาร์อย่างชัดเจนและมีความเป็นไปได้ และสะท้อนความเป็นธนาคารเกียรตินาคินได้อย่างดีว่า การทำงานที่นี่ไม่ได้มองที่ตัวเงินหรือสิ่งที่จะได้รับอย่างเดียว แต่มองไปถึงกิจกรรมเชิงผลกระทบที่ดีในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์กร สังคม สิ่งแวดล้อม เมื่อพนักงานและองค์กรมีเป้าหมายร่วมกัน การจะผลักดันเรื่องใดๆ ต่อไปจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหลังจากนี้เราจะมีการส่งผลสรุปให้อีกครั้งหนึ่ง"

"ฐิตินันท์ วัธนเวคิน" ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการสร้างค่านิยมให้พนักงานร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อ สังคมมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าการดำเนินกิจกรรม CSR จะประสบความสำเร็จไม่ได้หากไม่ได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากจิตสำนึก ของ พนักงานทุกคน การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการปรับมุมมองใหม่ที่จะปลูกฝังให้ทุกคนมีส่วนร่วม รับผิดชอบต่อสังคมได้ทุกๆ วัน ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของคนด้วยความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อลูกค้า ต่อองค์กร รวมถึงชุมชนและสังคม

แม้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมซีเอส อาร์เดย์ครั้งนี้จะเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่เทียบกับจำนวนพนักงานกว่า 2,000 คน ของธนาคารเกียรตินาคิน แต่หลังจากกลับไปทำงานทั้ง 25 คนนี้ก็จะกลายเป็นตัวแทนของธนาคารที่เรียกว่าผู้แทนด้านกิจกรรม CSR หรือ "KK CSR Agents" เข้าไปจุดประกายการทำซีเอสอาร์ที่เริ่มได้ง่ายๆ จากตนเองให้กับเพื่อนในองค์กร และเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อนงานซีเอสอาร์ให้กับองค์กรในอนาคต เพราะ CSR ในองค์กรจะสำเร็จได้ ต้องเกิดจากทุกคนในองค์กรที่ต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบในทุกวัน

ที่มา ประชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04250552&day=2009-05-25&sectionid=0221


CSR Club รวมพลองค์กร ทำดี

CSR Club รวมพลองค์กร ทำดี สร้างเครือข่าย-ยกระดับความรับผิดชอบ บจ.

" ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีความตื่นตัวกับแนวคิดเรื่องความรับผิด ชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างมาก เพียงแต่ยังอาจไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น และยังมีช่องว่างที่ห่างกันมากระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็ก" เพ็ญศรี สุธีรศาสนต์ ผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (TLCA) กล่าวถึงเหตุผลและทำให้เป็นที่มาของความพยายามในการก่อตั้ง "TLCA CSR Club" ที่มีสมาคมบริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ประสานงานและได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน ธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยคาดหวัง ว่า "TLCA CSR Club" จะกลายเป็นศูนย์รวมของผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ของบริษัทจดทะเบียน และกลายเป็นชุมทางความคิดและพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ในการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรระหว่างกัน โดยมีปลายทางไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับบริษัทจด ทะเบียนในการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมที่นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

โดยต้องการส่งเสริมให้ความรับผิดชอบเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร

ด้วย ความเชื่อที่ว่าไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่า "ผู้ปฏิบัติงาน" ในองค์กร การก่อตั้ง "TLCA CSR Club" จึงเน้นไปที่ "นักปฏิบัติ" ขององค์กรผู้นำด้าน CSR

โดยการประชุมนัดแรกในการก่อตั้ง "TLCA CSR Club เมื่อสัปดาห์ก่อนจึงระดมพลคนทำงาน CSR จาก 13 องค์กร ได้แก่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บมจ.ซีเอ็ด ยูเคชั่น บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น บมจ.ธนาคารกสิกรไทย บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ บมจ.บางจากปิโตรเลียม บมจ.บ้านปู ปูนซิเมนต์ไทย ปูนซีเมนต์นครหลวง บมจ.การไฟฟ้าฯ บมจ.แพรนด้า จิวเวลรี่ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เพื่อร่วมหารือแนวทางในการเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป

"บทเรียนจากการขับ เคลื่อนเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาของสมาคม เช่น การบริหารจัดการความเสี่ยง ฯลฯ เราพบว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนทำงานในด้าน นั้นจริงๆ ที่ทำงานประสบความสำเร็จมาแล้ว เราไม่ต้องพูดถึงภาพใหญ่มาก แต่เรากำลังพูดถึงสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และจับต้องได้ โดยมีองค์กรที่มีประสบการณ์และทำแล้วเห็นผลมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์"

ใน การประชุมนัดแรกที่ผ่านมา นอกจากจะพูดคุยกันเรื่องหลักการในการก่อตั้งแล้ว ยังมีหลายโครงการที่พร้อมจะเดินหน้าได้ในทันที อาทิ CSR Sharing ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนที่สนใจ ไปเยี่ยมการทำงานในองค์กรและลงพื้นที่จริง เพราะไม่เพียงจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานภาคปฏิบัติ ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ทำงานอีกด้วย โดยมีการนัดประชุมกันทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน และในครั้งหน้าจะมีการเลือกตั้งประธานและตำแหน่งต่างๆ เพื่อเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

"คลับนี้จะเปิดกว้างให้กับบริษัทจด ทะเบียนที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิก เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีสมาชิกมากๆ แต่เราต้องการเริ่มจากคนที่ชื่อคล้ายๆ กันกลุ่มเล็กๆ โดยในปีแรกอาจจะมี 20-30 องค์กร แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากให้เกิดคือการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ซึ่งสมาคมเป็นเพียงผู้ประสานงาน ส่วนแนวคิดในการทำงานขึ้นอยู่กับบริษัทที่เป็นสมาชิกมองว่าจะเดินหน้าต่อไป อย่างไร" เพ็ญศรีกล่าว

และยอมรับว่า แม้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในวันนี้ยังมีความแตกต่างทางความ คิด แต่เป็นความแตกต่างที่ไม่ได้แตกแยก เพราะในท้ายที่สุดหากตั้งอยู่บนความเชื่อแบบเดียวกันว่าการรับผิดชอบต่อผู้ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก็เป็นพื้นฐานสำคัญของจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ

CSR ก็เป็นเพียงการทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่ผู้บริหารและองค์กรธุรกิจอาจจะหลงลืม !!

ที่มา ประชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03250552&day=2009-05-25&sectionid=0221


วิกฤตทั้ง 5...ที่ CSR ควรเปลี่ยนเป็นโอกาส (จบ)

โดย พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย promboon@raksthai.org

บริษัท ที่ทำ CSR สามารถเข้าร่วมในการแก้โดยใช้ CSR เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลดีแก่ภาพลักษณ์บริษัท พนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมโดยรวม

แน่นอนผู้ที่ทำ CSR จะต้องใช้ทักษะในการมองวิกฤตด้วยความเข้าใจ และมองหาช่องทางที่จะแปลงมาเป็นโอกาส ซึ่งการกระทำนี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่ทำงาน CSR และฝ่ายบริหารของบริษัทที่จะจัดวิเคราะห์วางแผนตรงนี้

ผู้ที่ รู้จักหมวก 6 ใบในการคิดของ Edward De Bono สามารถไล่ประเภทความคิดแต่ละแบบทั้งใบ เพื่อให้ได้แนวทางในการเชื่อมโยง CSR และการตอบโต้วิกฤต ไม่ว่าจะหมวกสีขาวที่ใช้ในการพิจารณาข้อมูลด้วยความเป็นกลาง หมวกสีแดงของไหวพริบ และการมองแง่มุมของสถานการณ์ หมวกสีดำที่ตั้งข้อสงสัย ไว้ก่อนในแง่มุมที่อาจจะมีความเสี่ยง หมวกสีเหลืองที่มองโลกในแง่ดี และมี ความหวังในแนวทางที่จะมีการคลี่คลาย หมวกสีเขียวแห่งความคิดริเริ่ม หรือหมวก สีฟ้าแห่งการกำกับระบบและกระบวนการให้เกิดผล

เครื่องมือ การวางแผนที่สำคัญที่คนทั่วไปมักจะใช้กันอยู่แล้วระดับหนึ่ง คือการวิเคราะห์ จุดแข็งจุดอ่อน ภายใน และโอกาส ข้อจำกัด ภายนอก

ตาม หลักของ SWOT (strengths, weaknesses, opportunities and threats) แต่แทนที่จะใช้โจทย์ เช่น เป้าหมายการตลาด เราใช้ SWOT จับประเด็นด้านจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท ซึ่งรวมถึงจุดแข็งจุดอ่อนของงาน CSR ที่ทำอยู่ และโอกาส/ข้อจำกัดในการทำงานในวิกฤตแต่ละเรื่อง

ผม ได้ลองตั้งตุ๊กตา คำถามง่ายๆ ที่อาจจะใช้ใน SWOT โดยที่แต่ละคำถามอาจจะตอบเป็นจุดแข็ง หรือจุดอ่อนก็ได้ หรือเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลดี หรือเป็นข้อจำกัดที่ภายนอกองค์กร (ดูตารางประกอบ)

คำถามที่ใช้ในการวิเคราะห์ SWOT มาจากความเห็นของทีมงานที่ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และไม่ควรลืมว่าทุกประเด็นที่เป็นจุดอ่อน หรือเป็นข้อจำกัด เราสามารถวางแผนแก้ไขได้

ดังนั้นเครื่องมือนี้ใช้ในการเปรียบเทียบทางเลือก และสามารถช่วยคนในการทำงานได้

ที่มา ประชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02250552&day=2009-05-25&sectionid=0221


สร้าง "คุณค่า" เหนือ "คุณค่า" Creating Shared Value Forum



ไม เคิล อี. พอตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์การแข่งขันและเป็นผู้นำกฎการแข่งขันมาเชื่อมโยงกับแนวคิด ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ที่เคยเสนอแนวคิด triple bottom line ที่ธุรกิจจะก้าวไปสู่ความยั่งยืนย่อมต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

แต่ความคิดย่อมเป็นแค่ความคิด เมื่อมีสิ่งใหม่มาลบล้าง

ปลาย เดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา บนเวทีการประชุมอภิปรายระดับโลก ที่เนสท์เล่ร่วมกับคณะทูตแห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำสำนักงานสหประชาชาติ และองค์การสหประชาชาติ ได้จัดการประชุมอภิปรายระดับโลกเพื่อระดมความคิดเรื่องการสร้างสรรค์คุณค่า เพิ่มร่วมกันให้กับสังคม Creating Shared Value Forum

"พอตเตอร์" ยอมรับว่า "triple bottom line อาจจะเป็นได้แค่แรงบันดาลใจ แต่ creating shared value (CSV) กำลังพยายามสร้างวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่จะสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มให้แก่ สังคมและผู้ถือหุ้นได้จริง"

creating shared value หรือการสร้างสรรค์ คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม ซึ่งเป็นมุมมองด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ "เนสท์เล่" ซึ่งพัฒนามาจากรากฐานการดำเนินธุรกิจของตัวเองและเผยแพร่แนวคิดที่ว่านี้ อย่างเป็นทางการเมื่อ 2 ปีก่อน โดยไม่ได้มองแค่การบริจาค กิจกรรมเสริม แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน ครอบครัว และคนในสังคมไว้ในกลยุทธ์หลัก ในการดำเนินธุรกิจ

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ "พอตเตอร์" ให้ความเห็นว่า "เป็นมากกว่า CSR"

เขา อธิบายไว้ว่า "แนวคิด CSV จะก้าวข้ามไปอีกขั้น คือการที่องค์กรธุรกิจมุ่งมั่นดำเนินงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้"

"ตัวอย่างเช่น องค์กรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา ได้จัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร วิธีการคิดง่ายๆ ในการจัดซื้อ ก็คือให้ได้วัตถุดิบในราคาที่ต่ำที่สุด ซึ่งสำหรับแนวคิดแบบ CSV จะบอกว่า ก้าวข้ามไปอีกขั้น ลองหันมาถามว่า เราจะสามารถทำงานร่วมกันกับเกษตรกรเหล่านั้นได้อย่างไร ช่วยเหลือพวกเขาปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มพูนผลิตผล ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีขึ้นอย่างมีประสิทธิผลในที่สุด ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันขององค์กรธุรกิจ"

CSV เป็นการพยายามหาพื้นที่แห่งความสำเร็จร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม เช่นเดียวกับ CSV forum

" ฟอรั่มนี้มีความน่าสนใจในแง่ของการเปลี่ยนบทบาทของคนที่เคยอยู่คนละฝั่ง อย่างธุรกิจเอ็นจีโอ ฯลฯ ให้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะยิ่งวิกฤต ปัญหายิ่ง ซับซ้อน เราต้องการแก้ปัญหาเร็วขึ้น เปลี่ยนบทบาท โดย

เฉพาะ ธุรกิจต้องมีความเป็นผู้ร้ายน้อยลง เอ็นจีโอเองก็อาจจะต้องเปลี่ยน "นภดล ศิวะบุตร" ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าว

บนเวที CSV Forum ที่จัดขึ้นไม่เพียงมีผู้นำทางความคิด เช่น ไมเคิล อี. พอตเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ยังมีผู้นำทางความคิดนักพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อย่าง ซี.เค. ปราฮาลัด แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน น.พ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และโภชนาการระดับแนวหน้าของไทย และผู้นำความคิดรวม 13 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับ สังคม ของเนสท์เล่ (Nestle Creating Shared Value Advisory Board) มาถกกันถึงทางออกของปัญหาที่มองว่าจะสร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจในอนาคต

เพราะ การสร้างคุณค่าต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดการพัฒนาโภชนาการที่ดี การปกป้องเรื่องน้ำและการผลิตอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงและเป?นหัวใจสำคัญในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะ ยาว ในฐานะผู้ผลิตอาหาร

และเป็นการขยายการทำงานในทางลึกและทางกว้าง ที่ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า หากสังคมวิกฤต ย่อมส่งผลกระทบถึงธุรกิจอย่าง ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสร้างคุณค่าให้สังคมจึงเป็นคุณค่าเหนือคุณค่า กว่าผลลัพธ์และประโยชน์ตื้นเขินเพียงสร้างภาพลักษณ์

ที่มา ประชาติธุรกิจ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01250552&day=2009-05-25&sectionid=0221


วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

22 องค์กร รับผิดชอบยอดเยี่ยม อย. Quality Award 2009

ข่าว การเสียชีวิตของเด็ก 4 ราย และล้มป่วยกว่า 60,000 คน ในประเทศจีนเมื่อปลายปีที่แล้วจากการบริโภคนมที่มีการปนเปื้อนของสารเมลามีน เป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงความ รับผิดชอบของผู้ผลิตที่มีต่อผู้บริโภคได้ อย่างชัดเจน

ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพและ ความปลอดภัยของผู้ผลิต จึงกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) ซึ่งทำงานโดยตรงในเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคหันมากระตุ้นผู้ผลิตและจำหน่าย สินค้าในความควบคุมของ อย.ผ่านการประกาศ "รางวัล อย. Quality Award 2009" ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคเป็นครั้ง แรกในไทย จากเดิมที่ทำเพียงด้านการลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด

นายแพทย์ พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า "เนื่องจาก อย.มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ผลิตสินค้าตั้งแต่กระบวนการการผลิตจนกระทั่งสินค้า ออกสู่ตลาด และการโฆษณาประชาสัมพันธ์รวมไปถึงสุขภาวะของคนงาน แต่ละปีเราลงโทษผู้ประกอบการที่ทำผิดไปแล้วกว่า 1 พันราย เมื่อทำแง่ลบแล้วก็ทำแง่บวกบ้าง เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้คนทำดีอยู่แล้วให้ทำดีต่อไป ขณะที่ผู้ผลิตในภาพรวมจะอยากพัฒนาตามเพราะรางวัลมีผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท"

ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล "อย. Quality Award 2009" ที่พึ่งประกาศผลไปแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน และผลิตภัณฑ์ชุมชน มีผู้ผ่านการคัดเลือก 22 องค์กร

ได้แก่ 1.กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเขาบายสี จ.จันทบุรี 2.กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสามัคคีโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร 3.บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์เฮลท์แคร์ จำกัด 4.บริษัท ขาวละออเภสัช จำกัด 5.บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด 6.บริษัท คาวาซูมิ ลาบอราทอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 7.บริษัท โชควิวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด ผู้ผลิตและ ส่งออกอาหารแช่แข็ง 8.บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด 9.บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้ามาม่า 10.บริษัท ไบรด์ บิวตี้ แคร์ คอสเมติก จำกัด ผู้ผลิต ก.ย.15

11.บริษัท ไบโอแลป จำกัด ผู้ผลิตยา 12.บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็น จำกัด ผู้ผลิตแคปซูลและยา 13.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 14.บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง 15.บริษัท โรเดีย ไทย อินดัสตรีส์ จำกัด ผู้ผลิตสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค 16.บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด 17.บริษัท วันไทยอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตยำยำ, จัมโบ้ 18.บริษัท สยามเซมเพอร์เมด จำกัด ผู้ผลิตถุงมือแพทย์ 13.บริษัท สุรพลนิชิเรฟูดส์ จำกัด 20.บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออชีววัตถุ จำกัด 21.บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรี่ส์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอาง BSC และ 22.บริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับเกณฑ์ ในการพิจารณาการมองรางวัลครั้งนี้ พิจารณาจากองค์กรที่มีคะแนนมาตรฐาน GMP ระบบประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยสูงสุดและคงมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีระบบการดูแลผู้บริโภครองรับและไม่เคยถูกลงโทษ ซึ่ง อย.ถือเป็นความรับผิดชอบ หลักของ "ผู้ผลิต"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05180552&day=2009-05-18&sectionid=0221


จากคำครู

งาน นี้ บินหลาและจุ้ยถูกผู้ต้องขังกว่า 20 ชีวิต ยกย่องให้เป็น "ครู" ของชีวิต และไม่เพียงเขาทั้งสองจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ยังได้รับประสบการณ์และข้อคิดใหม่ๆ จากโครงการนี้มากมาย

"ผมไม่ เคยเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่ถูกตีกรอบแบบนี้ ได้เห็นทั้งความทุกข์และความสุขในตาของผู้ต้องขังเหล่านั้น ได้รับรู้ความรู้สึกของคนที่เป็นแม่และความรู้สึกของลูกกับการอยู่ในสถานที่ ที่ซึ่งไร้อิสรภาพบ่งบอกอยู่ภายในแววตาของเขา และสิ่งดีๆ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ทำให้เราเรียนรู้ว่า คนเรามักจะมีเรื่องราวดีๆ อยู่ในตนเอง แต่ปัญหาคือไม่สามารถจะถ่ายทอดออกมาได้ การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางให้สิ่งที่เขาต้องการสื่อออกมาเป็นที่รับรู้ของ คนอื่น และจะพบ ความจริงว่าพวกเขามีความดีอยู่ในก้นบึ้งของใจ"

บินหลา สันกาลาคีรี

นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2548

" จากงานนี้ทำให้กลับมามองตนเองว่า เรารู้แล้วว่า การทำบุญเป็นอย่างนี้เอง วิทยาทาน คือการให้ความรู้กับคน นั้นมีค่า เราสอนเขาเรื่องการเขียนชีวิต เห็นได้จากสถิติที่มีอยู่ คนที่ผ่านปัญหาใดๆ มาในชีวิตก็มักจะกลับไปประสบปัญหาเดิม ผู้ต้องขังก็จะกลับเข้ามาในห้องขังอีกครั้งเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะว่าเขาเขียนชีวิตไม่ได้ เขาเลยวนอยู่กับสิ่งเดิมๆ ผมคิดว่าถ้าเขาเขียนชีวิตเป็น ก็น่าจะเขียนชีวิตไปสู่สิ่งที่งามที่ดี ที่ชอบได้ ผมเชื่ออย่างนั้น"

ศุ บุญเลี้ยง

นักร้อง-นักเขียน


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04180552&day=2009-05-18&sectionid=0221



เปิดประตูจินตนาการ นำผู้ต้องขังหญิงสู่เส้นทาง นักเขียน


" แม้จะเป็นผู้ต้องขัง แต่สิ่งที่ไม่ถูกกักขังเลยคือจินตนาการและความคิดต่างๆ หากใครมีความคิดที่ดีและมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้ว เชื่อว่าประสบการณ์ที่มีอยู่จะทำให้สามารถเป็นนักเขียนที่ดีได้ใน วันข้างหน้า" เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวในพิธีปิด โครงการ "เปิดประตูสู่เส้นทางนักเขียน" ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน-1 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

และ เป็นก้าวต่อจากความสำเร็จของ โครงการมติชน-เอสซีจี เปอร์เปอร์ จุดประกายปัญญา "Young Writer Camp" ในปีที่ผ่านมา ที่จัดขึ้นเพื่ออบรมเทคนิคการเขียนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ในปีนี้บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์นำแนวคิดเดียวกันมาต่อยอดในโครงการ "เปิดประตูสู่เส้นทางนักเขียน" เพียงแต่ครั้งนี้นักเขียนที่ถูกปลุกปั้นนั้นไม่เด็กวัยใส แต่เป็นผู้ต้องขังหญิงจากทั่วประเทศที่ไม่ได้ถูกจองจำความคิดด้วยเครื่อง พันธนาการใดๆ เหมือนกับร่างกาย

หลังจากเปิดตัวโครงการ มีผู้ต้องขังหญิงสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 93 คน และมีผู้ผ่านการคัดเลือก 20 คนที่เข้าสู่การ อบรมเวิร์กช็อปการเขียนกับวิทยากรนักเขียนชื่อดังอย่าง บินหลา สันกาลาคีรี และ ศุ บุญเลี้ยง เมื่อได้รับความรู้เต็มที่ ทั้ง 20 คนก็ต้องแสดงผลงานเขียนออกมาใหม่อีก 1 เรื่อง เพื่อหาผู้ชนะมารับเกียรติบัตรและเงินรางวัลเพื่อเป็นกำลังใจ ส่วนงานเขียนที่ดีเด่นจะถูกส่งให้สำนักพิมพ์มติชนพิจารณาเพื่อรวมเล่มจัด พิมพ์ต่อไป

"ชลิต กิติญาณทรัพย์" รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มติชนมีโครงการกับกรมราชทัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อย่างการสนับสนุนห้องสมุดพร้อมปัญญาให้กับทัณฑสถานกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้กับ ผู้ต้องขัง และหลังจากได้ทราบว่าผู้ต้องขังมีความสามารถในการเขียนหนังสือจึงนำแนวคิด ของโครงการ Young Writer Camp เข้ามาใช้ จึงหวังว่าโครงการเปิดประตูสู่เส้นทางนักเขียนจะสร้างโอกาสและให้กำลังใจกับ ผู้ต้องขังได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพในอนาคต

"เราไม่รู้ได้ว่า วันข้างหน้าผู้ต้องขังหญิง ที่ร่วมโครงการครั้งนี้จะออกไปเป็นนักเขียนหรือไม่ แต่บรรยากาศระหว่างทำกิจกรรมในโครงการที่เต็มไปด้วยความรู้ ความสุข และความภาคภูมิใจทั้งผู้ให้และผู้รับเป็นความสำเร็จที่เราสัมผัสได้ เร็วๆ นี้จะมี โครงการต่อเนื่องให้กับผู้ต้องขังแน่นอน"ชลิตกล่าว

ตลอดระยะ เวลา 3 วันของการอบรม ในชายคาของทัณฑสถานหญิงกลาง บรรยากาศที่คละเคล้าความสุข สนุกสนานที่ชวนให้เกิดแรงบันดาลใจก็เกิดขึ้น วิทยากรทั้ง 2 คือ บินหลาและจุ้ย ร่วมกันสอนถึงวิธีการสังเกตสิ่งรอบตัวให้กับผู้ต้องขังหญิงทั้ง 20 คน เพื่อเรียบเรียงกระบวนการคิดก่อนเขียนรวมถึงแนะนำการใช้ภาษาและเทคนิคในการ เขียนเรื่องสั้น นวนิยาย หรือวิธีการเขียนใบแบบอื่นก่อนที่จะถึงเวลาลงมือสร้างงานเขียนแล้วส่งผลงาน ให้วิทยากรทั้ง 2 ได้วิจารณ์กัน

หลังจากประกาศผล ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับรางวัล ร่วมกันสะท้อนความรู้สึกถึงโครงการนี้ว่า หลังจากผ่านการอบรมทั้งการเขียนและวิธีคิดของพวกเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

" แม้ว่าการติดคุกจะไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา แต่วันนี้รู้สึกโชคดีที่ได้มาติดคุก ไม่คิดว่าสังคมจะให้โอกาสขนาดนี้ จากนี้ตั้งใจว่าจะเป็นนักอ่านที่ดี มองโลกให้สดใส และจะใช้หนังสือเป็นครูสอนชีวิต และพัฒนาการเขียนเพื่อสอนให้กับเพื่อนที่สนใจ"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03180552&day=2009-05-18&sectionid=0221