วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

กลยุทธ์CSR ในเทศกาล "การให้" มหานคร CSR


ใน ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่องค์กรต่างๆ มักจะมอบของขวัญก็เป็นการจัดกระเช้า มอบของขวัญล้ำค่า ติดนามบัตรผู้บริหาร หรือจัดทำเป็นการ์ดอวยพรส่งความสุขปีใหม่

ปัจจุบันในยุคที่ CSR เป็นทุกลมหายใจเข้าออก คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การมอบของขวัญปีใหม่ก็เป็นอีกโอกาสให้บริษัทหรือองค์กรได้แสดงจุดยืนของตน สู่สังคม นำเสนอความชัดเจนในอัตลักษณ์ขององค์กร และเหนือสิ่งอื่นใด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำในองค์กรนั้นๆ

ตัวอย่างที่ค่อนข้างแพร่ หลายและจับต้องได้ คือ การ์ดอวยพรหรือปฏิทิน ที่มีการ ตีพิมพ์ผลงานของคนพิการ หรือผลงานในกิจกรรม CSR ของบริษัทตลอดทั้งปีที่ ผ่านมา

หากมีปัจจัยมีงบประมาณมากขึ้นอีกหน่อยก็สามารถจัดทำของขวัญ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ในแบบฉบับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตน หรือสื่อไปถึงความปรารถนาดีที่บริษัทต้องการมอบให้ลูกค้าและผู้มี อุปการคุณ มีการออกแบบการใช้งาน ให้เป็นสิ่งของได้มากกว่าแค่บัตรอวยพร เช่น ทำถุงผ้าดิบลดโลกร้อน กล่องใส่เมล็ดพันธุ์พืช นำไปปลูกให้โตแล้วเพิ่มออกซิเจนให้โลก ของขวัญประดิษฐ์จากวัสดุรีไซเคิล ใช้งบประมาณสูงขึ้นอีกหน่อย "แต่ได้ใจ"

บางบริษัทใช้บทบาทการบริหาร จัดการและความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มากขึ้น สามารถสั่งซื้อกระเช้าที่จัดโดยองค์กรการกุศลต่างๆ แล้วแต่ใครจะมีไอเดียประดิษฐ์และถูกจริตองค์กรไหนมากกว่ากัน ก็คงต้องจับคู่ให้ถูกใจถูกงบประมาณกันไป แต่กระนั้น ก็ยังคงไว้ซึ่งคุณูปการที่เหนือชั้นเมื่อมองในเชิง CSR

อย่างในปีนี้ เครือธนาคารกรุงศรีฯ อย่าง บมจ.อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส เลือกที่จะส่งผ่านความปรารถนาดีถูกส่งไปยังลูกค้าและพันธมิตรนับพัน หนึ่งในหลายสิ่งเพื่อแทนคำขอบคุณ เป็นกระเช้าของขวัญเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จาก "โครงการพัฒนาดอยตุง" โดยรายได้จากโครงการนี้มีส่วนสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อันมีความสำคัญโดยตรงกับความอยู่รอดและความกินดีอยู่ดีของประชาชนในท้องถิ่น

แม้ว่าธุรกิจหลักขององค์กรจะไม่ได้สะท้อนมาในกระเช้า แต่แน่นอนว่าผู้รับได้รับทราบและตระหนักถึงจุดยืนการยินดีให้ความช่วยเหลือ และต้องการมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท ขณะที่องค์กรการกุศลเองก็ได้รับกำลังใจและทุนทรัพย์เพื่ออุดหนุนกิจกรรมที่ นำมาซึ่งความยั่งยืนของชุมชน พนักงานได้รู้สึกประทับใจกับองค์กรที่พวกเขาทำงานให้

กลยุทธ์ CSR ในช่วงเทศกาลน่าจะจัดอยู่ในประเภท Ad hoc คล้ายกับการทำ CSR ในช่วงเกิดเหตุการณ์พิเศษ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่จำเป็นต้องมีการวางกลยุทธ์เช่นเดียวกับ การวางกลยุทธ์ CSR ในภาวะปกติ

ซึ่ง ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของขีดความสามารถหลัก (core competency) ขององค์กร ควรมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพันธมิตรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ นั้นๆ พนักงานมีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินกิจกรรม ผู้บริหารให้ความสำคัญและเป็นผู้นำทีมสู่การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ กลุ่มเป้าหมายของ CSR ได้มีส่วนร่วมในการออกความคิดและทำให้แคมเปญนั้นๆ ต่อเนื่องและยั่งยืน นอกจากนี้ยังควรต้องสามารถวัดและประเมินผลได้ เพื่อการปรับปรุงพัฒนากลยุทธ์ในอนาคต

แต่ในความเหมือนย่อมมีความต่าง ซึ่งในเทศกาลพิเศษหรือในเหตุการณ์พิเศษ จำเป็นต้องมีปัจจัยในการพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ช่วงเวลาและความต่อเนื่องของแคมเปญหรือกิจกรรม เช่น เฉพาะสามเดือนช่วงคาบปีเก่าและปีใหม่ อาจเป็น ช่วงสั้นๆ ในแต่ละเทศกาล แต่สามารถประยุกต์ได้ตลอดทั้งปี 2.ความเหมาะสมของเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอต้องพิจารณาจากสภาวะ ลักษณะ เงื่อนไข และอารมณ์ภายนอกของแต่ละเทศกาลมากขึ้น เช่น โทนของเนื้อหาและกรอบความคิดจะเป็นไปในแนวรื่นเริง โศกเศร้า หรือตื่นเต้นกระตือรือร้น 3.พันธมิตรและกลุ่มเป้าหมายในการทำกิจกรรม CSR ในช่วงเทศกาลมักเปลี่ยนกลุ่มไป เพราะถือเป็นโอกาสพิเศษในแต่ละครั้ง 4.สังคมหรือกลุ่มเป้าหมายมีความคาดหวังจากแคมเปญในช่วงเทศกาลน้อยกว่า CSR ที่ทำเป็นแคมเปญหลัก เพราะมองว่าเป็นคุณค่าเพิ่มทางจิตใจที่ได้รับจากองค์กรมากกว่าที่จะคิดว่า "นี่เป็น ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือเกิด จาก บริการของบริษัท ดังนั้นบริษัทต้อง รับผิดชอบ มิฉะนั้นก็ไม่สมควรได้รับการยอมรับให้ดำเนินธุรกิจต่อไป"

หากทำได้เช่นนี้จะในโอกาสปกติหรือโอกาสพิเศษ กลยุทธ์ CSR จะสามารถตอบโจทย์ความยั่งยืนของทั้งสังคมและองค์กรในอนาคต !!

ฐิติ ภา ลักษณพิสุทธิ์ ปัจจุบันเป็น ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส ดูแลงาน CSR และงานประชาสัมพันธ์ขององค์กร มีประสบการณ์ยาวนานในด้าน CSR อาทิ เคยดูแลงาน CSR ของโคคา- โคลา (ประเทศไทย) ฯลฯ รวมทั้งยังเป็นวิทยากรพิเศษในหลายเวที

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr06291251&day=2008-12-29&sectionid=0221


ข้อสรุปเชิงนโยบาย


จาก การทำงานของสถาบันไทยพัฒน์ฯได้ข้อสรุปในเชิงนโยบาย 4 ด้าน ซึ่งมีบางส่วนที่น่าสนใจหากมีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อาทิ ด้านการใช้อำนาจ เสนอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ สร้างกติกาตลาดเสรีที่เป็นธรรม การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐต้องให้แนวปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ ด้านการอำนวยการ เสนอให้มีการยกระดับความเข้าใจของภาครัฐ การสร้างความรู้ความเข้าใจ CSR ในทุกภาคส่วน ปลุกจิตสำนึกและมีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับสังคมไทย มีการบรรจุ CSR ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับโรงเรียน มีมาตรการจูงใจทางภาษี สร้างเครื่องมือหรือมาตรการจูงใจทางการเงินและการคลัง กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนองค์กรที่ทำดี ก่อตั้งองค์กรอิสระที่อยู่ในกำกับของรัฐ การสร้างสิ่งจูงใจให้องค์กรที่ทำ CSR อย่างมีนวัตกรรม ในด้านการเป็นหุ้นส่วน เสนอให้มีการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจและสังคม การขยายผลและสร้างเครือข่าย การพัฒนาฐานข้อมูล การให้ทุกหน่วยงานทำงานให้เกิดความสอดคล้องและสนับสนุนกัน ขณะที่ด้านการสนับสนุน เสนอให้มีการกำหนด CSR ให้เป็นวาระแห่งชาติ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากร ส่งเสริมให้มีการจัดการด้านการบริโภคอย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้มีการผนวกรวม CSR เข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ การรณรงค์ให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05291251&day=2008-12-29&sectionid=0221

ทำไมต้องมี "นโยบาย CSR" แห่งชาติ



" เคยมีคนบอกว่า การจัดทำนโยบายไม่จำเป็นอะไรเพราะเป็นแค่นโยบาย บอกไม่ได้ว่าจะมีการขับเคลื่อนหรือไม่" ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พูดถึงความเชื่อและมุมมองที่คนส่วนหนึ่งมีต่อการจัดทำนโยบาย CSR ในระดับประเทศ

ไม่ว่านโยบาย CSR ในโครงการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและให้ความ รู้ CSR ซึ่งสถาบันไทยพัฒน์ฯ ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ในการลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อระดมสมองจากภาคส่วนต่างๆ กว่าจะมาเป็นข้อสรุปในวันนี้จะกลายเป็นนโยบายและมีการขับเคลื่อนได้จริงหรือ ไม่

แต่ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่ ความจำเป็นและเหตุผลในการต้องมี นโยบาย CSR ในระดับประเทศ

ในฐานะที่ศึกษาเรื่องนี้

ดร. พิพัฒน์มองว่า "หลายครั้งเราจะเห็นว่ามีวงที่ขับเคลื่อนเชื่อมเป็นเครือข่ายแล้วก็มานั่งถก กันว่าสำคัญ แต่พอหลังจากเครือข่ายนี้มันหายไป วาระที่พูดถึงกันก็จบ ก็ไม่มีการประมวลตัวข้อเสนอให้เป็นรูปธรรม ซึ่งตัวนโยบายก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมของการผลักดัน"

" ในประเทศที่มีนโยบายชัดเจนจะมีการตั้งเป็นกองทุน หรือมีการผลักดันให้สถานีโทรทัศน์หรือวิทยุจะต้องมีเวลาให้กับเรื่องนี้ มีกระทั่งการจัดทำหลักการให้มีความโปร่งใส รูปธรรมอีกอย่างของประเทศในยุโรป บางแห่งมีการพัฒนาเครื่องมือของการทำให้บริษัท จัดเตรียมเครื่องมือหรือวิธีการไว้ให้เพื่อทำ CSR ยกตัวอย่าง CSR index กลุ่มของสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นจุดที่จะทำให้คนที่ทำ CSR ในภาคธุรกิจมีแนวทางชัดเจนว่า ถ้าจะทำจะต้องมีตัวแปรอะไรบ้าง รวมไปถึงการจัดทำมาตรฐาน CSR เฉพาะในแต่ละประเทศ นั่นเป็นตัวอย่างของซีเอสอาร์ที่รัฐเข้ามามีบทบาท"

แม้ว่าในความจริง อาจจะคุ้นเคยเพียงว่า ภาครัฐมีบทบาทในด้านการกำกับดูแลให้องค์กรธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่หากมองในมุมของธนาคารโลกได้ระบุบทบาทของรัฐที่มีต่อเรื่องความรับผิดชอบ ต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) ไว้ 4 ลักษณะ ได้แก่ 1.การใช้อำนาจ (mandat ing) ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย วางกฎระเบียบ หรือใช้รางวัลในการจูงใจ 2.การอำนวยการ (facilitaing) ด้วยการใช้ตัวบทกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ การจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุน การเพิ่มความตระหนัก รวมไปถึงการสร้างเหตุกระตุ้นทางการตลาด 3.การเป็นหุ้นส่วน (partnering) ในการควบรวมทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาค ธุรกิจ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน รวมถึงการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 4.การสนับสนุน (endorsing) ด้วยการสนับสนุนจากภาคการเมืองและการประกาศเกียรติคุณต่อสาธารณะ

"ใน สหภาพยุโรปในแง่ของการจัดเตรียมวิธีการหรือนโยบายในการทำ CSR จะมีลักษณะอยู่ มีการให้เรตติ้ง สมมติว่าประเทศอิตาลีเพิ่งเริ่มก็อาจจะมีคะแนนน้อย ถ้าอังกฤษที่ขับเคลื่อนไปมากแล้วก็จะมี เรตติ้งสูง ซึ่งจะเป็นการกำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานกันทำให้เกิดความต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และที่ทำอย่างนี้ได้เพราะมีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน"

"ขณะที่ บ้านเราอาจจะคิดว่า เรื่องนี้ควรทำ เรื่องนี้ควรจัด แต่เป็นลักษณะของการต่างคนต่างทำ จึงคิดว่าพัฒนาการของยุโรปน่าจะเป็นตัวอย่างหรือบทเรียนที่จะให้เกิดความ เปลี่ยนแปลง แต่ต้องหมายเหตุไว้ว่า บางอย่างก็อาจจะต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทไทย อย่างเราเห็นว่าที่ยุโรปมีการตั้งกระทรวง CSR พอเรามีพูดในส่วนของเราเอง ปรากฏว่าคนที่นำไปปรับใช้ไม่ได้เข้าใจก็เกิดปัญหาเหมือนกัน อย่างวันนี้ถ้าผมโยนประเด็นว่าจะทำกระทรวง CSR คนก็จะบอกว่าตั้งกระทรวงอีกแล้ว ต้องใช้ งบประมาณ แต่ไม่ได้ดูเนื้อหาว่าทิศทางจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร"

แม้โดยส่วนตัว เขาจะมองว่า "กระทรวง CSR" นั้นมีความจำเป็น โดยบทบาทที่มีในต่างประเทศปัจจุบัน คือ การส่งเสริม การทำให้เกิดเครื่องมือการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงการนำ CSR เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการพัฒนาคนของกระทรวงแรงงาน เป็นต้น

แต่จะอย่างไรถึงวันนี้ เขาเชื่อว่า "เราต้องยอมรับว่าบริบทของเมืองไทยยัง ไม่พร้อม"

" ที่ผ่านมามีการเสนอว่าน่าจะมีส่วนที่เป็นองค์กรมหาชนเพื่อขับเคลื่อนเรื่อง CSR แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะการที่เราจะบูรณาการงาน CSR โดยที่กระทรวงต่างๆ ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจตรงนี้ สิ่งผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นคือ มีองค์กร CSR แล้วก็ทำงานไปคนเดียวจบ เหมือนกับการก่อตั้งศูนย์อะไรสักอย่างหนึ่งในเมืองไทย และดูเหมือนว่ามีตัวตนชัดเจน แต่จริงๆ แล้วงานไม่สามารถบูรณาการได้ ฉะนั้นในเมืองไทยสิ่งที่จะต้องมีไม่ใช่องค์กร แต่น่าจะเป็นคณะกรรมการซีเอสอาร์แห่งชาติ ซึ่งเกิดจากการเชิญตัวแทนของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 7 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เข้ามาจัดทำแนวทางบางอย่างเพื่อจะเตรียมพร้อม และต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างทางเพื่อเดินไปในทิศทางเดียวกัน"

ถึง วันนี้หลังจากจบโครงการ สิ่งที่สถาบันไทยพัฒน์ฯในฐานะผู้รับผิดชอบในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย CSR จะทำต่อไปคือการส่งมอบข้อเสนอสู่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ และหากมีการเดินหน้าต่อ จากนโยบายจะถูกแปลงไปสู่ยุทธศาสตร์

โดย เป็นการทำงานร่วมกันของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำไปสู่แผนปฏิบัติการ ที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นภาพใหญ่ และแก้ปัญหาเรื่องต่างคนต่างทำ รวมไปถึงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันเช่นที่ เป็นอยู่

แต่จะเป็นจริงได้แค่ไหนคงต้องติดตามในระดับห้ามกะพริบตา !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04291251&day=2008-12-29&sectionid=0221


บทบาทภาครัฐกับงาน CSR เพื่อลดภาวะโลกร้อน


ดร.อัศวิน จินตกานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มบริษัททีม
ช่วง นี้อากาศหนาว บางวันหนาวจนน่ากลัว จนนึกถึงสภาวะโลกที่ร้อนขึ้น เลยไม่อยากให้หลายๆ คนละเลย ในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจะได้อ่านบทความฟังวิทยุ หรือดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ซึ่งบางรายการกล่าวถึงปัญหา จากผลกระทบในรูปของภัยธรรมชาติ ภัยเศรษฐกิจและภัยสังคม

ภัยธรรมชาติ อยู่ในรูปของการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ กับธรรมชาติอยู่ในรูปแบบของพายุ ความผิดเพี้ยนของฤดูกาล ฝนช้ากว่าปกติ หรือฝนตกหนักยาวนานกว่าปกติ ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงกว่าที่เคยผ่านมา บางครั้งก็เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ที่เคยมีฝนตก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ภัยเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ในพื้นที่ซึ่งเกิดภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน หรือทอร์นาโด สร้างความ สูญเสียและเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อผลิตผลด้านการเกษตร และก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากความเพี้ยนของภูมิอากาศ

ภัย สังคม ในรูปแบบของปัญหาสังคม ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อนทำให้กระทบกับเศรษฐกิจทางบ้าน กระทบชาวนาที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ตามปกติ ทำให้มีคนขัดสน และก่อให้เกิดความยากจนขึ้น

ประเทศทั่วโลกร่วมมือกันแก้ปัญหาโลกร้อน

รายงาน ปารีส (Paris Report ) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Inter Governmental Panel on Climate Change) แถลงว่ามนุษย์เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนมาถึงร้อยละ 90

รายงานของ นักวิทยาศาสตร์ที่กรุงปารีส กล่าวว่าอุณหภูมิของโลกกำลังเพิ่มขึ้นเพราะการกระทำของมนุษย์ แต่มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเป็นอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเนื่องจาก วัฏจักรของบรรยากาศโลกเอง ซึ่งมีโอกาสที่โลกจะร้อนขึ้นและบางครั้งโลกอาจจะเย็นลง

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกร้อนเป็นเนื่องมาจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศโลก

บทบาทของรัฐบาลไทยในการลดภาวะเรือนกระจก

แม้ ว่ารัฐบาลไทยจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับภาวะโลกร้อนเข้าไปบ้างแต่ขณะนี้หลายๆ กระทรวงก็เริ่มดำเนินงานไปแล้ว น่าเสียดายว่าการดำเนินการของแต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ แต่ไม่มีการบูรณาการอย่างเป็นรูปแบบที่ชัดเจน

กระทรวงพลังงาน เริ่มสนับสนุน การผลิต ethanol จากอ้อยและมันสำปะหลัง bio-diesel จากน้ำมันปาล์มและสบู่ดำ รวมถึงน้ำมันพืชที่ใช้แล้วความริเริ่มนี้มีแรงจูงใจที่จะลดการนำเข้าของ น้ำมันปิโตรเลียมเพราะต้องการจะลดการขาดดุลทางการค้า ตั้งแต่น้ำมันมีราคาสูงมาก แต่ขณะนี้น้ำมันมีราคาลดลงไปมาก อย่างไรก็ตามการลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยพลังงานทดแทนจะทำให้ประเทศไทยพร้อมเมื่อพลังงานจากน้ำมันลดลง ซึ่งจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นการผลิตพลังงานทดแทนยังช่วยพยุงราคาผลิตภัณฑ์ทางเกษตรอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ

กระทรวง เกษตรและสหกรณ์มีการ เตรียมตัวที่จะมีการปลูกอ้อย มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม สบู่ดำ แต่นโยบายที่ขาด ความแน่นอนของรัฐบาลแต่ละชุด ทำให้เกษตรกรมีความกังวลที่จะปลูกพืชเหล่านี้อย่างเอาจริงเอาจัง

กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับนโยบายภาวะโลกร้อน การพัฒนากลไกที่สะดวกซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลงได้ และสามารถนำไปขายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อตอบสนองข้อผูกพันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ได้ตกลงใน พิธีสาร เกียวโต

กระทรวงอุตสาหกรรม มีบทบาทในการควบคุมเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมใช้ในการผลิต โดยให้ใช้เทคโนโลยีที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก ปริมาณก๊าซที่ลดลงนี้ ยังสามารถนำไปขายเป็น carbon credit นอกจากนั้นกระทรวง ยังสนับสนุนให้อุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้อุตสาหกรรมไทยได้ และเพิ่ม ประสิทธิภาพเพื่อส่งสินค้าไปแข่งขันยัง ต่างประเทศ

กระทรวงการคลัง มีบทบาทที่จะพยายามสนับสนุนให้เกิดกองทุนที่จะสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก และจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงต่างๆ สามารถดำเนินการตามนโยบายที่ได้ตั้งไว้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง

ทั้ง นี้ ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังนั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อทุกกระทรวงมียุทธศาสตร์และนโยบายที่บูรณาการกัน การที่ทุกกระทรวงช่วยกัน และสร้างบรรยากาศให้ความรู้ต่อภาคเอกชนในเรื่องการพัฒนากลไกที่สะดวกนอกจาก ช่วยกันลดปัญหาโลกร้อนแล้วยังทำให้ภาคเอกชนมีรายได้เพิ่มเติมจากการขาย carbon credit ให้กับประเทศที่ พัฒนาแล้ว

บทบาทของคนไทย

เรื่อง ภาวะโลกร้อน ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวท่านเลย ท่านลองคิดดูสิว่าในบ้านของท่านเองท่านใช้แสงสว่าง ใช้พัดลม ใช้เครื่องทำความเย็น ใช้ตู้เย็น โทรทัศน์ เป็นต้น หากท่านปรับตัวและใช้เครื่องมือ ที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้า

นอกจากท่านจะช่วยตัวท่านเองด้วยการลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ลดการใช้พลังงาน ท่านยังช่วยลดการขาดดุลทางการค้าและชะลอภาวะโลกร้อนอีกด้วย

มา ช่วยกันเถอะครับ ท่านเปลี่ยนมาใช้หลอดนีออนหลอดผอมท่านก็จะใช้พลังงานแสงสว่างร้อยละ 25 หากท่านเปลี่ยนเครื่องทำความเย็นและตู้เย็นชนิดเบอร์ 5 ท่านก็จะลดพลังงานลงอีกมาก หากอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานทดแทน และช่วยกันอนุรักษ์ พลังงานและหันมาใช้เทคโนโลยีที่สะดวก (clean technology) ท่านก็จะทำหน้าที่ของท่านในการลดภาวะโลกร้อนได้มากทีเดียว

อย่ารอให้คนอื่นเริ่มประหยัดพลังงานก่อน แล้วค่อยตามเขา ท่านเป็นผู้นำในเรื่องการประหยัดพลังงาน และการช่วยลดปัญหาโลกร้อนเลยครับ


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03291251&day=2008-12-29&sectionid=0221

เรื่องเล็กที่ (ไม่) เคยมองข้าม



ส่วน หนึ่งในการรณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือของ "โนเกีย" ในโครงการ "Nokia Love Earth" มีการแจกของพรีเมี่ยมให้กับผู้บริโภคที่นำ "โทรศัพท์เก่า" มาหย่อนลงในจุดรับหลายสิบแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าโทรศัพท์นั้นจะเป็นแบรนด์ใด

สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของวิธีคิดในแบบของ "โนเกีย" ในการก้าวเดินสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จากเรื่องเล็กๆ และสิ่งละอันพันละน้อยที่อยู่รอบตัว

ดังนั้นของ "พรีเมี่ยม" ทุกชิ้นจึงมีที่มา

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าใส่โทรศัพท์หน้าตาเก๋ที่ออกแบบโดย "เพลย์ฮาว" ที่ทำมาจาก "ไวนีล" ป้ายโฆษณาของ โนเกียที่เคยติดอยู่ทั่วเมือง

ปากกาด้ามเล็กๆ ที่มีข้อความว่า "I used to BE...CAR PARTS" เป็นปากกาที่ทำมาจากการรีไซเคิลชิ้นส่วนรถยนต์

กระเป๋าใบเล็กที่พับอยู่ในถุงที่ทำมาจาก "ขวดน้ำ 3 ขวด"

เสื้อ ยืดคอกลมแบบเรียบๆ ทำมาจากเยื่อไผ่ 70% นั่นเพราะต้นไผ่ถือเป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเมื่อตัดไปใช้งานแล้วยังสามารถปลูกทดแทนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

เบื้อง หลังของเหล่านี้คือความพยายามที่นอกจากจะต้องการให้ผู้บริโภคนึกถึงการรีไซ เคิลทุกครั้งเมื่อเห็นสิ่งของ ในเวลาเดียวกันยังต้องการทำให้คนรู้ว่า "อะไรทุกอย่างที่เราใช้ในทุกวันนี้เราสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก และเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ทำได้ทุกวัน"

นอกจากนี้เมื่อโทรศัพท์เครื่อง หนึ่งถูกหย่อนลงกล่องนั่นหมายถึงเงินจำนวน 50 บาทที่ "โนเกีย" และ "เทส-แอม" จะจ่ายเงินสมทบทุนให้กับโครงการส่งเสริมการจัดการประชากรช้างป่าอุทยานแห่ง ชาติกุยบุรีของ WWF ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและช้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย

ขณะเดียวกันแนวคิดการอยู่ร่วมกันถือเป็นแนวคิดที่บริษัทคำนึงถึงในการอยู่ร่วมกันระหว่างโนเกียและโลก

อย่าง ไรก็ตามแม้หัวใจหลักของแคมเปญ จะอยู่ที่การรณรงค์เรื่องการรีไซเคิลโทรศัพท์เหมือนกัน แต่สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้กลับแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ในนอร์เวย์ถ้าเดินมาหย่อนโทรศัพท์เก่าจะได้รับเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูก ในฟิลิปปินส์ถ้าหย่อนโทรศัพท์แล้วจะมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้

เพราะเชื่อว่าในแต่ละสังคมล้วนมีความต้องการไม่เหมือนกัน !!


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02291251&day=2008-12-29&sectionid=0221

เส้นทางสีเขียวของโนเกีย

เส้นทางสีเขียวของโนเกีย "เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่สร้างได้จากจุดเล็กๆ"


การ เปิดตัวโครงการ "Nokia Love Earth" กว่า 1 เดือนที่ผ่านมาที่โนเกียร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัล กรุ๊ป องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก เพลย์ฮาวด์ บริษัทรีไซเคิล เทส-แอม และสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ในการณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมทุกประเภท โดยตั้งจุดรับที่ โนเกีย แคร์ เซ็นเตอร์ 12 สาขา และ โนเกีย ช็อป 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในร้านเพลย์ฮาว และพาวเวอร์บายทุกสาขา

ถ้ามอง เพียงผิวเผินอาจดูเป็นความธรรมดาของ พ.ศ.นี้ที่ธุรกิจลุกขึ้นมาทำโครงการรับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คลื่นที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

และโนเกียก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ในไทยเป็นเสมือนการกระโดดขึ้นรถไฟขบวนที่ว่า

อย่าง ที่ "อุณา ตัน" หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า "ถามว่า เราเกาะกระแสมั้ย ก็ต้องบอกว่า เราเกาะกระแส แต่เป็นกระแสที่ดีที่มีคนต้องการเข้าร่วม และเรากำลังนำเอาโซลูชั่น (solution) และสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมาให้โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างการรับรู้ (awareness) และสร้าง ช่องทางที่สามารถนำโทรศัพท์มือถือไปรีไซเคิลได้อย่างถูกวิธี"

กว่าจะเป็นเบอร์ 1

เพราะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตของผู้คนบนโลกและอัตราเฉลี่ยในการใช้โทรศัพท์ของคนส่วนใหญ่จะ อยู่ระหว่าง 2-3 ปี แต่จากการสำรวจของโนเกีย จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีทั่วโลกมีเพียง 3% เท่านั้นที่นำโทรศัพท์มือถือไปรีไซเคิล

ปัญหาหนึ่งเพราะผู้บริโภค ไม่รู้ว่าโทรศัพท์มือถือสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงกว่า 80% ของโทรศัพท์มือถือนั้นสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ ขณะที่อีก 20% ที่เหลือนั้นสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการรีไซเคิล

ถ้าลอง คำนวณด้วยคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ เชื่อว่าเพียงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกนำโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องมารีไซเคิลจะทำให้ลดวัตถุดิบไปได้ถึง 240,000 ตัน และลดก๊าซเรือนกระจกได้มากเท่ากับการลดปริมาณรถบนถนนกว่า 4 ล้านคัน



แม้ โครงการ "Nokia Love Earth" จะถือเป็นโครงการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในไทย แต่สำหรับโนเกียแล้วโครงการรีไซเคิลโทรศัพท์เริ่มต้นมายาวนานตั้งแต่ ปี 2540 ในประเทศสวีเดนและสหราชอาณาจักร ก่อนจะขยายไปยังอีกกว่า 85 ประเทศ จนปัจจุบันมีจุดตั้งรับโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำไปรีไซเคิลกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก

ความชัดเจนเช่นนี้ทำให้จากการจัดอันดับผู้ผลิตสินค้า อิเล็กทรอนิกส์สีเขียวของ "กรีนพีซ" ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากนโยบายและการปฏิบัติด้านสารเคมีและการปฏิบัติด้านความรับผิด ชอบของผู้ผลิตในการรับสินค้าที่ไม่ใช้แล้วกลับคืนและนำไปรีไซเคิลเอง "โนเกีย" นั้นได้คะแนนสูงที่สุดเพราะมีโครงการรับสินค้ากลับคืนและมีการรีไซ เคิลผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นในทุกประเทศ

"อุณา" บอกว่า "การที่บริษัทให้ความสำคัญเรื่องนี้ก็คล้ายกับว่าเป็นความรับผิดชอบเหมือน กับเรากินข้าวและก็ต้องล้างจาน ในฐานะผู้นำตลาดในโทรศัพท์มือถือที่มีส่วนแบ่งการตลาด 35-40% และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ก็ต้องมองว่าจะจัดการกับผลิตภัณฑ์เก่าได้อย่างถูกวิธีได้อย่างไร และเป็นวิสัยทัศน์ของโนเกียที่ทำเรื่องนี้มายาวนาน"

และแม้จะเป็น โครงการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากแต่ในมุมของ "โนเกีย" แล้ว โครงการนี้ถือเป็นเพียงจิ๊กซอว์ ตัวหนึ่งในวงจร "ธุรกิจสีเขียว"

" โครงการนี้เป็นเพียงปลายทาง แต่สิ่งสำคัญคือต้นทาง ที่ผ่านมาโนเกียให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การผลิต การวิจัยและพัฒนา ที่พยายามจะคิดค้น นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์โนเกีย 3110 Evolve ซึ่งเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกที่ใช้ไบโอพลาสติก มาพร้อมที่ชาร์จประหยัดพลังงานและ แพ็กเกจจิ้งที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล 60% ที่เพิ่งวางตลาด การพยายามลดขนาดของ แพ็กเกจจิ้งให้มีขนาดเล็กลงซึ่งจะทำให้ลดจำนวนการใช้พลังงานจากการขนส่ง"

เริ่มจาก "ในบ้าน"

จาก จุดเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบที่คำนึงถึงการรีไซเคิล การลดพลังงาน มาจนการ ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งให้เล็กลงเพื่อลดพลังงานจากการขนส่ง เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าไปแล้วสินค้านั้นประหยัดพลังงาน หลังจากผลิตภัณฑ์หมดอายุมีการจัดการขยะอิเล็ก ทรอนิกส์อย่างถูกวิธี และมีการนำวัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลกลับมาใช้ได้อีก วงจรธุรกิจสีเขียวจึงจะสมบูรณ์ได้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

"ในขณะที่เรา ทำโครงการข้างนอก กับพนักงานเรามีการสร้างสำนึกในการรักษาโลก จากเรื่องง่ายๆ อย่างขวดน้ำดื่มที่แต่ละวันเราดื่มจากขวด เราก็สร้างขยะคนละ 2 ชิ้น 40 คนก็ 80 ชิ้น 1 ปีเป็นพันชิ้น แต่ตอนนี้เราร่วมกันทำโดยใช้ขวดถาวรที่สามารถเติมน้ำได้ อย่างนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เราทำในทุกๆ วัน"

ทุกวันนี้ที่สำนักงาน ของโนเกียยังสนับสนุนให้พนักงานใช้วิดีโอหรือการประชุมทางไกลแทนการเดินทาง ซึ่งวันนี้ สามารถมาทดแทนการประชุมแบบปกติถึง 145,000 ชั่วโมงต่อเดือน

จาก ข้อมูลในปี 2550 พบว่าโนเกียมีการใช้พลังงานทดแทนในสำนักงานถึง 25% และสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 27,400 ตัน และวางเป้าหมายว่าเมื่อถึงปี 2553 พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในโนเกีย 50% จะต้องเป็นพลังงานสีเขียว

ปัจจุบันแม้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับ สิ่งแวดล้อมจะค่อยทยอยปรากฏให้เห็น แต่ยังมีงานวิจัย พัฒนา และการออกแบบอีกหลายโครงการ ที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท เช่น โครงการที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้อย่างโทรศัพท์ remade ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด

การเติบโตของ "ผู้บริโภคสีเขียว"

การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของโนเกียจึงเป็นเหมือนการมองข้ามชอต

ที่ ในฐานะนักการตลาด "อุณา" เชื่อว่า "การรักษาสิ่งแวดล้อมถือเป็นส่วนสำคัญของการตลาด เพราะเวลาพูดถึงเรื่องการตลาดเราจะนึกถึงเรื่องแบรนด์ แต่จะไม่พูดถึงยอดขาย เรามองว่าเวลาผู้บริโภคคิดถึง โนเกียจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์คือส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เหลือคือสภาพแวดล้อมหรือสิ่งที่แบรนด์ทำและสิ่งที่แบรนด์เป็น เหมือนกับคนคนหนึ่งว่าคนคนนั้นคนมองเขาเป็นอย่างไร รูปลักษณ์สวยไม่พอ คนคนนั้นต้องมีทัศนคติที่ดี มีการกระทำที่ดี"

ถึงวันนี้ไม่เพียงแต่เป้าหมายที่จะทำให้ ผู้บริโภคนึกถึงการรีไซเคิลทุกครั้งเมื่อจะเปลี่ยนโทรศัพท์

" อุณา" บอกว่า "ถ้ามองภาพระยะ ยาวเราพยายามสร้างเรื่องการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมให้เข้าไปอยู่ในโปรดักต์ และถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคเห็นโปรดักต์เขาจะนึกถึงเรื่องนี้"

เพราะ แม้ว่า "ผู้บริโภคสีเขียว" ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังอาจจะยังมีไม่มากใน ไทยเทียบเท่ากับในฝั่งยุโรป แต่เธอก็เชื่อว่า "ยืนยันได้ว่ามี เพียงแต่ระดับความเข้มข้นของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน บางคนอาจจะแค่ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก บางคนเวลาซื้อสินค้าอาจจะมองหาสัญลักษ์รีไซเคิล บางคนอาจจะดูการกระทำขององค์กรในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม"

อย่าง น้อยที่สุดจำนวนผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการเกินกว่าที่คาดคิดก็น่าจะเป็น สัญญาณหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงผู้บริโภคสีเขียวที่กำลังมีมากขึ้นเป็นลำดับ ในไทย และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ขยายวงขึ้น นั่นคือผลบวกที่ธุรกิจจะได้แน่ๆ ในฐานะ แบรนด์สีเขียว

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01291251&day=2008-12-29&sectionid=0221


ชวนโหวต "บ.ยอดแย่" สัญญาณเตือน "ธุรกิจ" จาก "ผู้บริโภค"



การ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการผลิตภัณฑ์ บริการ และโฆษณายอดเยี่ยม/ยอดแย่ประจำปี 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและภาคี เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งจะเปิดโอกาสให้ "ผู้บริโภค" ได้มีส่วนร่วมในการโหวตสินค้า ผลิตภัณฑ์และโฆษณาที่ "ยอดเยี่ยม" และ "ยอดแย่" ผ่าน www.consumerthai.org ตั้งแต่วันนี้-20 มกราคม 2552 โดยจะประกาศผลในวันที่ 30 เมษายน 2552 ซึ่งตรงกับวันคุ้มครองผู้บริโภค

และ นี่จะเป็นครั้งแรกในไทยที่เชื่อว่าจะปลุก "ผู้บริโภค" ซึ่งเคยเป็น "ยักษ์หลับ" ให้ตื่นขึ้นมารู้จักสิทธิและเรียกร้องสิทธิให้ ตัวเอง

ใน เวลาเดียวกัน ยังเป็นการ "กระตุก" และ "กระตุ้น" ให้ผู้ประกอบการเคารพสิทธิผู้บริโภคและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อ สังคมมากขึ้น

"บุญยืน ศิริธรรม" ผู้ประสานงานเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคตะวันตกกล่าวว่า "ที่ผ่านมาผู้บริโภคในไทยเป็นเหมือนยักษ์หลับ คนไทยทั้งประเทศเป็นผู้บริโภคที่อ่อนแอมาก ใครผลิตอะไรมาก็ซื้อ เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคแสดงออกมาบ้างว่าเขาพอใจใน สินค้าและบริการอย่างไร คนที่ควรตัดสินเรื่องนี้ดีที่สุดคือคนที่เสียเงินซื้อสินค้าและบริการ ที่ผ่านมาเรามักได้รับการประชาสัมพันธ์บอกแต่เรื่องดีของสินค้า บริการ องค์กร ทำให้ผู้บริโภคซื้อมาใช้ พอซื้อมาใช้แล้วดีหรือเปล่าเราไม่มีช่องทางเลยที่จะบอกว่าโฆษณามาสินค้าใช้ แล้วเป็นอย่างไร โครงการนี้จึงเป็นช่องทางและเป็นกระจกสะท้อนจากผู้บริโภค"

แม้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้บริโภคร้องเรียนมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย โดยในปี 2551 มีตัวเลขผู้ร้องเรียนต่อกรณีต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นถึง 3,435 คน เกินกว่าครั้งร้องเรียนเรื่อง "การทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม" ตามมาด้วยธุรกิจประกันภัย และการใช้บริการ "ฟิตเนส"

แต่ถึงวันนี้ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สินค้าและบริการในสังคม

" สารี อ๋องสมหวัง" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า การที่ผู้บริโภคร้องเรียนเหมือนกับประชาธิปไตย การส่งเสียงของเขา การใช้สิทธิของเขา เหมือนกับให้เขาใช้สิทธิใช้เสียงในประชาธิปไตย ซึ่งอันนี้เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยที่คนจะบอกความต้องการของตัวเองออกมา การออกเสียงของผู้บริโภคครั้งนี้ที่จะร่วมกันโหวตมีความหมายที่จะทำให้ผู้ ผลิตทราบว่าสินค้าเขามีความหมาย มีจุดบกพร่อง มีปัญหาที่ ผู้บริโภคไม่พอใจอย่างไร มีอะไรที่ต้องปรับปรุง และเชื่อว่าจะทำให้เกิดกลไกในการยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบ การในอนาคต"

โครงการนี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในการมา ถึงของ C ตัวที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบ ต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในไทยเป็น C-consumer ที่จะกดดันและกระตุ้นองค์กรที่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในทุก วันและทุกส่วนของการดำเนินธุรกิจ ยกเว้นเพียงแต่ว่าองค์กรของคุณอยากมีชื่ออยู่ในทำเนียบบริษัทยอดแย่ !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ธันวาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05221251&day=2008-12-22&sectionid=0221