วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551

ส่องร่างยุทธศาสตร์ CSR ไทย ระดมสมองตั้งกระทรวง CSR



การ พัฒนาแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility : CSR) ของไทยในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าภาคส่วนที่มีความตื่นตัวที่สุดในสังคมยังกระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจ ซึ่งมีความตื่นตัวในเรื่องนี้มาก ทั้งๆ ที่ภาคส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างยั่งยืนนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมต้องอาศัยแรงหนุนของภาครัฐเช่นเดียวกัน อย่างที่หลายต่อหลายประเทศได้ทำมาก่อนหน้านี้

ที่สำคัญการส่งเสริม ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในปัจจุบันนั้น มิได้จำกัดอยู่เพียงการใช้อำนาจรัฐ (mandating) ผ่านกฎหมายแบบบังคับและควบคุม วางระเบียบหรือใช้เพียงมาตรการทางภาษาที่ใช้เป็นแรงจูงใจเท่านั้น แต่หากมองจากมุมมองของธนาคารโลกจะเห็นว่า บทบาทของรัฐที่จะมีต่อเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) นั้นยังประกอบด้วย มิติอื่นๆ ทั้งในเรื่องของการอำนวยการ (facilitating) ที่ใช้บทกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ ตลอดจนการเป็น หุ้นส่วน (partnering) ฯลฯ รวมไปถึงบทบาทในการสนับสนุนของภาครัฐ (endorsing) ด้วยการสนับสนุนจากภาคการเมือง และการประกาศเกียรติคุณต่อสาธารณชน

ใน มิติที่กล่าวมา บทบาทรัฐของไทยนั้นยังแทบจะมองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีสัญญาณบางประการ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันไทยพัฒนา สถาบันศึกษาและวิจัยด้าน CSR และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีโครงการระดมสมอง CSR ระดับภูมิภาค ซึ่งเดินคู่ไปกับโครงการให้ความรู้ด้าน CSR กับโครงการ "CSR Campus" ซึ่งกำลังจะปิดฉากลงในเร็ววันนี้ หลังจากเดินสายครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ผลส่วนหนึ่งทำให้นำมาสู่บทสรุปในการนำเสนอ การขับเคลื่อน CSR ในเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางและนโยบาย CSR ในระดับประเทศ

ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า โจทย์ของความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็คือการระดมสมองจากภาคธุรกิจและสังคมจาก ทั่วประเทศเพื่อนำเสนอ CSR ในเชิงยุทธศาสตร์ว่า ภาครัฐควรจะขับเคลื่อน CSR อย่างไร โดยผ่านการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน CSR ในโครงการ CSR Camp ก่อนที่จะผ่านการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งในการระดมสมองในระดับภูมิภาคทั่ว ประเทศในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถทำนโยบาย CSR เสนอกระทรวงในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ผลจากการกลั่นกรองพบว่า ควรแบ่งการทำงาน CSR ของภาครัฐออกเป็น 4 หมวด 1.การเป็นผู้ใช้อำนาจ 2.การเป็นผู้อำนวยความสะดวก 3.การเป็นหุ้นส่วน และ 4.การรับรอง

โดย ในหมวด 1.การใช้อำนาจ ผลจากการระดมสมองระบุว่า บทบาทของรัฐในด้านชุมชนและสังคม ควรจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงสังคม ขณะที่ในด้านของการกำกับดูแลกิจการ ควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกติกาตลาดเสรีที่เป็นธรรม และในด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน รวมไปถึงการกำหนดผังเมืองที่ชัดเจน มีการกำกับสื่อในการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการรักษา สิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐต้องให้แนวปฏิบัติกับผู้ประกอบการ

สำหรับหมวด 2.การอำนวยการหรืออำนวยความสะดวก ในภาพรวมควรมีการยกระดับความเข้าใจของภาครัฐในเรื่อง CSR ด้วยองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศ โดยจัดทำองค์ความรู้แบบองค์รวม โดยให้ทุกส่วนสามารถทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีการบูรณาการ ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถมีมาตรการจูงใจด้านภาษี ใช้มาตรฐานการเงินและการคลัง รวมทั้งมีมาตรการสนับสนุนกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม สำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งปลูกจิตสำนึกสาธารณะและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งใช้สื่อในการกำกับดูแลเพื่อการส่งเสริมการขับเคลื่อน CSR

หาก โฟกัสบทบาทการอำนวยการของภาครัฐ ในด้านชุมชนและสังคม ผลจากการระดมสมองระบุว่า ควรมีการยกระดับความประพฤติสู่วัฒนธรรมองค์กร โดยสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนแบบองค์รวม มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิถีของสังคมไทยในแบบเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งควรส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษา CSR ในหลักสูตรระดับโรงเรียน

อย่าง ไรก็ตามในเรื่องการอำนวยการ ในด้านการกำกับดูแลกิจการ รัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนองค์กรที่ทำดี ให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกระบวนการทำ CSR มีการกำหนดหน่วยงาน CSR ในระดับจังหวัด และมีการนำหลัก CSR สากลมาใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับกิจการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในเอเชีย นอกจากนี้ควรมีการก่อตั้งหน่วยงานอิสระในกำกับของรัฐ และสร้างสิ่งจูงใจให้องค์กรที่ทำ CSR อย่างมีนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดต้นแบบ (role model) เพื่อเป็นแบบอย่าง สำหรับการอำนวยการในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐควรมีนโยบายในการจัดซื้อ จัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวลด้อม มีการนำร่องในการใช้หรือปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวลด้อม การบริหารจัดการมลพิษ รวมไปถึงการส่งเสริมการออกแบบสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้เกิดหลักสูตรดังกล่าว

ส่วนหมวด 3.ที่ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วน มีข้อเสนอว่าในด้านชุมชนและสังคม รัฐควรมีบทบาทในการบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจและ สังคม โดยในด้านการกำกับดูแลกิจการ รัฐต้องมีบทบาทในการขยายผลและสร้างเครือข่าย โดยพัฒนาฐานข้อมูล CSR ให้มีความเชื่อมโยงและบูรณาการ รวมไปถึงการสร้างกลไกเชื่อมโยงเอกชนและท้องถิ่น ขณะที่ในด้านสิ่งแวดล้อม ควรให้หน่วยงานทำงานอย่างสอดคล้องและสนับสนุนกัน

ในหมวดสุดท้าย 4.การสนับสนุน ในด้านการกำกับดูแลกิจการ ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีการผนวก CSR เข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดให้มีกระทรวง CSR ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม ภาครัฐควรสนับสนุนในเรื่องของการอนุรักษ์เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รณรงค์ให้ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมการออกแบบสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

และ นี่เป็นข้อเสนอที่หากเป็นไปได้จริง น่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ CSR ไทยก้าวไปอีกระดับ ส่วนจะถึงฝั่งฝันหรือไม่คงต้องรอลุ้นและเอาใจช่วย !!


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr04150951&day=2008-09-15&sectionid=0221

ภาคธุรกิจกับงานสิทธิมนุษยชน


พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย
หลายปีก่อนที่ CSR จะมาได้รับความนิยมเช่นปัจจุบัน ผมเคยจัดประชุมของมูลนิธิรักษ์ไทยเรื่องการทำงานเชิงสิทธิในงานพัฒนา โดยผู้เข้าร่วมประชุมเป็นองค์กรภาคีภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนด้วยกัน นอกจากนั้นผมได้เชิญเพื่อน CEO ต่างชาติหนึ่งท่าน บริษัทของ CEO นี้เป็นบริษัทต่างประเทศที่ทำงานในประเทศไทยและเป็นบริษัทที่สนับสนุนการ ช่วยเหลือชุมชนผ่านมูลนิธิ ซึ่ง CEO ท่านนั้นได้กรุณามาร่วมประชุมตามคำเชิญ ในการประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานพัฒนาเชิงสิทธิ หรือ rights-based approach ซึ่งไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิร่วมกับชุมชน แต่เน้นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้เป็นผู้วิเคราะห์ และหยิบยกประเด็นสิทธิและหน้าที่ เพื่อตนเองและชุมชนได้เข้าถึงสิทธิ เมื่อประชุมเสร็จลง CEO คนนั้นเดินมาขอบคุณที่ได้ร่วมประชุม พร้อมกับพูดเกือบเสียงเหมือนกระซิบ เหมือนมีความเกรงใจในคำพูดตนเองว่า "ผมชอบงานที่คุณทำอยู่ แต่ถ้าจะดึงดูดความสนใจของภาคธุรกิจอาจจะต้องไม่ใช้คำว่า สิทธิ ได้ไหม"

มา ถึงวันนี้ที่ CSR เป็นคำที่กล่าวถึงกันเฉกเช่นเป็นของธรรมดา ผมจึงได้กลับมาคิดว่า ภาคธุรกิจจะทำงานสิทธิไม่ได้หรือ และคำตอบที่อยากให้ทุกคนได้ยินคือได้ และได้แน่นอน บริษัทธุรกิจต่างๆ ทำงานเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนได้ทุกบริษัท และน่าจะพิจารณาว่า CSR เป็นเครื่องเสริมสร้างสิทธิพื้นฐานในสังคม

บางคนอาจจะคิดว่า CSR ยังมีเป้าหมายที่สนับสนุนการดำเนินงานและผลกำไรของบริษัทในระยะยาว แล้วจะเกี่ยวข้องกับการทำงานเชิงสิทธิ

ได้ อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาคำ CSR หรือตัวเต็มว่า corporate social responsibility แปลความหมายถึง ความรับผิดชอบทางสังคม ความรับผิดชอบของบริษัทก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการทำงานเชิงสิทธิ ความรับผิดชอบต่อสังคมอาจจะเริ่มจากการทำงานภายในบริษัท จนกระทั่งการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การเสริมสร้างโอกาสด้านการ ศึกษาของประเด็นยากจน การเสริมพลังการคิดและภาวะผู้นำของเยาวชน หรือการช่วยเหลือคนที่ตกในภาวะชายขอบ ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมได้ เช่น ชนชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งการทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานให้เด็กแรงงานข้ามชาติที่มาทำงาน ในประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีฐานการทำงานเชิงสิทธิอยู่

ลักษณะ สำคัญของการทำงานเชิงสิทธิ คือการเสริมสร้างโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วม participation โดยวิถีการเพิ่มพลังในตัวตน หรือ empowerment ของผู้ที่ตกอยู่ภาวะชายขอบ การทำงานเชิงสิทธิมิได้มองว่าคนเกิดมาจน เกิดมาอยู่ในครอบครัวที่อยู่ชายขอบ สังคมต่างหากที่ไม่ได้เปิดโอกาสในการเข้าถึงบริการที่จำเป็น หรืออย่างน้อยส่งเสริมให้เขาได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง การเพิ่มพลังในคน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การช่วยเหลือให้เด็กๆ ในพื้นที่ยากจนมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น การช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนให้มีโอกาสด้านอาชีพมากขึ้น หรือการเสริมสร้างโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่ป่ามีส่วนร่วมในการดูแลจัดการ ทรัพยากรป่าไม้ การพัฒนาความทัดเทียมระหว่างหญิงและชาย

หลักการเอ็ม พาวเวอร์เมนต์ถูกเปรียบ เปรยเหมือน หากเราต้องการช่วยเหลือครอบครัวคนจนครอบครัวหนึ่ง แทนที่จะนำปลามาให้ครอบครัวนี้ได้กินเป็นมื้อๆ เราน่าจะแนะนำครอบครัวที่ยากจนถึงวิธีการจับปลาด้วยตนเอง เพราะเขาสามารถจับปลาได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือสงเคราะห์จากผู้อื่น

งานพัฒนาที่เน้นความสำคัญของ "คน" จึงเป็นงานที่มีพื้นฐานเชิงสิทธิ แต่ในการทำงานเชิงสิทธิเรามักจะรวมถึงความพยายามในการแก้ไข "สาเหตุ" ของความด้อยโอกาส นั่นหมายถึงการพิจารณารากเหง้าของความไม่ด้อยโอกาส และความเชื่อว่าคนเราอาจไม่สามารถเลือกเกิดได้ในครอบครัวที่มีทุกอย่างพร้อม แต่สมาชิก สังคมทุกคนมีความรับผิดชอบในการทำอย่างไร ให้คนที่ด้อยโอกาสมีทางเลือก มากขึ้น

การพัฒนาเพื่อแก้ไขสาเหตุที่มี ความไม่ทัดเทียม นอกจากจะทำงานแบบเอ็ม พาวเวอร์เมนต์ ยังทำงานกับผู้ที่มีความรับผิดชอบหรือหน้าที่ต่อการพัฒนาผู้ด้อยโอกาส เช่น ครู หน่วยงานราชการ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น โดยมีการส่งเสริมให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบอยู่แล้วได้ทำบทบาทนั้นได้ดีขึ้น จึงมีความแตกต่างระหว่างการให้ทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสเป็นครั้งๆ การทำงานพัฒนาแต่อย่างเดียว กับการทำงานพัฒนาเชิงสิทธิ

ตัวอย่าง ครอบครัวที่รู้จักจับปลาด้วยตนเองแล้ว แต่ไม่มีแหล่งน้ำเพื่อที่จับปลานั้น การทำงานเพื่อแก้ไขสาเหตุรากเหง้าก็จะเน้นการ "เข้าถึง" หรือสิทธิการใช้แหล่งน้ำที่มีปลา ทั้งนี้การใช้แหล่งน้ำนั้นๆ ก็ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ คือผู้ใช้ มีวิธีการใช้ ที่เน้นความพอเพียง ความยั่งยืนของแหล่งปลานั้นด้วย

การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนของ ชุมชนคือการวางระเบียบการใช้แบบทดแทน และการทำงานเป็นเครือข่ายของผู้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั่งเดิมในพื้นที่ป่า อีกตัวอย่างคือการทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย ซึ่งมาวันนี้ได้กลายเป็นตัวอย่างของงานเชิงสิทธิที่ยอมรับระดับนานาชาติ โดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความสำเร็จในด้านการเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิการเข้าถึงการรักษา เสริมสร้าง "พื้นที่ทางสังคม" ได้อย่างน่าชื่นชม

บริษัทที่ทำงานเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบทาง สังคมน่าจะเสริมสร้างความเข้าใจในการทำงานเชิงสิทธิ เสริมสร้างการมีส่วนร่วม การเกิดพลังในการพัฒนาตนเอง ผมเชื่อว่างาน CSR จะเป็นการเดินไปอีกก้าวที่สำคัญในการพัฒนาสังคม ซึ่งตรงนั้นน่าจะเป็นเรื่องยินดี ทั้งผู้ประกอบการ พนักงาน และสังคมโดยกว้าง

หากบริษัทใดสนใจหรือต้องการข้อมูลเรื่องการทำงาน เชิงสิทธิ หรือการทำงาน พัฒนาในรูปแบบ CSR อื่นๆ หรือบริษัทมีตัวอย่างดีๆ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง สามารถติดต่อผมได้ด้วยความยินดี ที่ Email promboon@raksthai.org และหาข้อมูลมูลนิธิรักษ์ไทยที่เว็บไซต์ www.raksthai. org

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03150951&day=2008-09-15&sectionid=0221


6 คุณสมบัติรายงานที่มีคุณภาพ


แม้ จะยังมีข้อถกเถียงระหว่างความเหมือนและความต่างของรายงานความรับผิดชอบต่อ สังคม (CSR report) และรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SD report) แต่จะอย่างไรดูเหมือนว่าแนวโน้มของรายงานประเภทหลังจะได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากครอบคลุมประเด็นได้กว้างขวางกว่า และมีคุณสมบัติเฉพาะ โดยเฉพาะหากรายงานฉบับนั้นมีคุณภาพ สำหรับคุณลักษณะของรายงานที่ดีประกอบไปด้วย 6 ประการ

1.การบอกทั้ง ข่าวดีและข่าวร้าย (balance) คือบอกทั้ง 2 ด้าน เช่น ข่าวร้ายว่ามีคนงานเสียชีวิตเท่าไร ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในการแก้ไขปรับปรุง มิใช่บอกแต่เรื่องที่ดีที่อยากบอก การสร้างสมดุลของข้อมูลทั้ง 2 ด้าน จะทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือ

2.เปรียบเทียบได้ (comparability) โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลของปีที่ผ่านมา ซึ่งจะสะท้อนภาพการทำงานที่มีการพัฒนาขององค์กร

3.ความถูกต้อง (accuracy) รายงานข้อมูลที่ถูกต้อง

4.ทันสมัย (timeliness) รายงานข้อมูลที่ทันสมัยและทันการในเวลานั้นๆ เช่น หากรายงานทุก 1 ปี หรือ 2 ปี ก็ต้องอัพเดตข้อมูลล่าสุด

5.มีความชัดเจน (clarity) อ่านแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก มีข้อมูลแสดงในรูปแบบต่างๆ ประกอบ

6.เชื่อถือได้ (reliability)

ทั้ง หมดเป็นคุณลักษณะที่ดีของรายงาน อย่างไรก็ตาม ตามมาตรฐานของ GRI นั้น เปิดโอกาสให้บริษัทให้เกรดตัวเองโดยดูถึงความครบถ้วนตามเกณฑ์ที่วางไว้ และ สามารถการันตีได้ด้วยตราแสตมป์ของ GRI ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ แบบหนึ่งคือองค์กรรายงานครบถ้วน แบบหนึ่งคือมีผู้ตรวจสอบจากภายนอก และอีกแบบคือการได้รับการรับรองจากหน่วยงานของ GRI


ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02150951&day=2008-09-15&sectionid=0221

CSR ยุคใหม่ต้องวัดผลได้ (2)

GRI มาตรฐานการจัดทำรายงานความยั่งยืน


จะว่าใหม่ก็ไม่ใหม่นักในเรื่องของมาตรฐานการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน โดยเฉพาะในกรอบของ global reporting innitiative (GRI) ซึ่งเริ่มต้นพัฒนามาตรฐานการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาตั้งแต่ ปี 2540 จนถึงวันนี้ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชั่นที่ 3 ซึ่งเรียกว่า G 3

แม้ว่าปัจจุบันจะมีมาตรฐานการจัดทำรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมและรายงานการ พัฒนาอย่างยั่งยืน จะมีหลากหลายมาตรฐาน อาทิ UN Global Compact OECD Guideline แต่เหตุที่ GRI เป็นที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก สะท้อนภาพจากแบรนด์ชั้นนำในโลก ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ โคคา-โคลา จีอี ไอบีเอ็ม โนเกีย ฯลฯ ต่างก็เลือกใช้มาตรฐานนี้ในการจัดทำรายงานของตน รวมไปถึง "ท็อปโกลบอลแบรนด์" กว่า 80% และเกือบครึ่งหนึ่งของ 100 บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างเลือกใช้มาตรฐานนี้ โดยระบุด้วยว่าจากการจัดทำรายงานทำให้ผลกำไรดีขึ้น

เพราะอะไร GRI จึงได้รับความนิยม ผศ.ดร.สมพร กมลศิริพิชัยพร นักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CSR กล่าวไว้ในระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ "CSR Academy" ที่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในหัวข้อ "แนวทางการประเมินผลและการจัดทำรายงาน CSR" ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 หัวข้อซึ่งจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2551 ว่า

"เหตุที่ GRI ได้รับการยอมรับเพราะที่ผ่านมามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stekeholders) ในทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและนำมาสู่การปรับปรุงมาตรฐานจนถึง เวอร์ชั่นปัจจุบัน"

"ปัจจุบันแนวโน้มการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (sustainability report) นั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันของสังคม ไม่ว่าจะจากสาธารณะ องค์กรพัฒนาเอกชน สหภาพแรงงาน เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาอยากรู้ว่า เมื่อไปเปิดกิจการในที่อื่นๆ เขาทำเหมือนที่บ้านตัวเองหรือเปล่า โดยเฉพาะต้องดูในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย"

เสียงเรียกร้องจากนักลงทุน

" ยิ่งในปัจจุบันนักลงทุนที่สนใจในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัทมีมากขึ้น มีกองทุนที่เลือกลงทุนกับธุรกิจลักษณะนี้มากขึ้น นักลงทุนจึงต้องการเห็นผลการดำเนินการในเรื่องต่างๆ มากกว่าเพียงรายงานทางการเงิน เพราะเขาต้องการรู้ว่าบริษัทนั้นๆ ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะหากทำถือเป็นการลดความเสี่ยงทางการลงทุนอย่างหนึ่งของธุรกิจ"



แม้ ว่าปัจจุบันกองทุนในลักษณะนี้ในไทยจะยังไม่เกิด ซึ่งทำให้ความตื่นตัวในเรื่องการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบ้านเรายังมีไม่มากนัก รวมถึงไม่มีมาตรการใดๆ เป็นการบังคับ เพียงแต่ปัจจุบันน่าจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจังของตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุม 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม มากไปกว่าเพียงการจัดทำรายงานทางการเงินหรือรายงานประจำปีเพียงอย่างเดียว

โดย ปัจจุบันการจัดทำรายงาน CSR (CSR report) หรือรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainability report) ได้รับการบรรจุอยู่ในแนวปฏิบัติและหลักการเบื้องต้นในการแสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคมของธุรกิจ ที่ชื่อ "คู่มือเข็มทิศธุรกิจ" ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท จดทะเบียน หลายองค์กรอาจจะมองว่านี่เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ แต่ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง GRI ผศ.ดร.สมพรบอกว่า "เมื่อเราทำ CSR แล้ว ก็ต้องสื่อสารในความเป็นจริง การจัดทำรายงานซึ่งมีกรอบมาให้เราในทุกๆ เรื่องทั้ง 3 มิติ ไม่เพียงแต่จะทำให้เราสามารถสื่อสารข้อมูลทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านดี และด้านไม่ดี กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะเข้าใจองค์กรมากขึ้นกว่าเพียงข่าวร้ายที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อ หนังสือพิมพ์ ในเวลาเดียวกัน ยังช่วยให้องค์กรที่จัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI สามารถทบทวนตัวเองและนำไปปรับปรุงการดำเนินธุรกิจการดำเนินธุรกิจอย่างมี ความรับผิดชอบเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับองค์กรของตน"

โอกาสของธุรกิจจาก GRI

ตัวอย่าง เช่น มีบริษัทไทยบริษัทหนึ่ง ก่อนหน้าที่จัดทำรายงาน เขาไม่รู้และตระหนักเลยว่าการเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาตัวเองผ่านการฝึกอบรม ในแต่ละปี ผ่านหลักสูตรอบรมต่างๆ นั้น กระจุกอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นหมวดหนึ่งที่ GRI กำหนด เมื่อต้องทำรายงานทำให้พบข้อผิดพลาดเรื่องนี้ ดังนั้นจึงกลายเป็นที่มาที่ทำให้บริษัทนั้นนำไปปรับปรุงกลยุทธ์ในการดำเนิน งานด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในท้ายที่สุดประโยชน์ก็จะตกอยู่กับองค์กรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สอบถามไปยังธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำรายงานตามมาตรฐาน GRI พบว่าองค์กรส่วนใหญ่คิดว่ามาตรฐานสากลในการจัดทำรายงานนี้เป็นเรื่องยากและ ยังเข้าใจได้ยาก

แต่หากพิจารณาแนวทางในการจัดทำรายงานเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืนตามที่ ผศ.ดร.สมพรได้แนะแนวทางไว้ในหลักสูตร "CSR Academy" น่าสนใจว่า การจัดทำรายงานตามมาตรฐานสากลนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป โดยเวอร์ชั่น G 3 ของ GRI แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งคือหลักการและแนวปฏิบัติ ส่วนที่ 2 การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน และส่วนที่ 3 การรายงานข้อมูลอื่นๆ

เมื่อจะต้องทำ SD report

" ในส่วนแรกก่อนที่จะจัดทำรายงาน เราก็ต้องพิจารณาก่อนว่าเราจะรายงานอะไร เพราะเขาไม่ได้ออยากได้น้ำ แต่อยากได้เนื้อๆ ในสิ่งที่องค์กรทำจริง โดยต้องเป็นข้อมูลที่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรสนใจ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา ถ้าเป็นนักลงทุนก็ต้องดูว่าจะส่งผลให้เขาตัดสินใจลงทุนกับบริษัทเรา ฉะนั้นต้องดูแนวคิดและความสนใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย โดยที่องค์กรเองก็ต้องมีการจัดอันดับความสำคัญของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ดี แต่โดยส่วนใหญ่ในต่างประเทศจะเน้นไปที่นักลงทุน"

จะค้นหา เนื้อหาสาระที่จะสื่อสารได้เช่นนั้นได้ มีกระบวนการในการทำงานอยู่ 3 ขั้นตอน 1.รวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัท 2.พิจารณาประเด็นที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 3.ทบทวนและวิเคราะห์

ผศ.ดร.สมพรยกตัวอย่าง "รายงานของฟอร์ด" ว่า "ฟอร์ดนี่แรกเริ่มเขาเลือกประเด็นและเก็บข้อมูลต่างๆ มา 500 ประเด็น จากนั้นก็ให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามาให้ความ เห็นว่าสนใจเรื่องไหน ก่อนจะเหลือ 15 หัวข้อ จากนั้นเขาเอามาจัดลำดับความสำคัญของฟอร์ด เขาพิจารณาจากว่าเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องสนใจไหม และเป็นเรื่องที่สามารถควบคุมได้ จากนั้นมีการนำมาทบทวนโดยมีการเวิร์กช็อปภายในองค์กรอีกครั้ง อาจมีเอ็นจีโอเข้ามาช่วยดูด้วยว่าประเด็นที่จะรายงานนั้นครอบคลุมสิ่งที่ สังคมอยากรู้ หรือไม่"

โดยหัวใจสำคัญในขั้นตอนนี้ คือ การจัดลำดับความสำคัญของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ว่าองค์กรจัดอันดับความสำคัญอย่างไร เพื่อที่จะสามารถจำแนกและแยกแยะประเด็นที่จะรายงานที่ตรงกับความต้องการ

องค์ประกอบของรายงาน

" เมื่อเราหาข้อมูลเตรียมที่จะรายงานได้แล้ว ต้องมาพิจารณาว่า จะต้องรายงานใน 3 ส่วนตามที่ GRI กำหนด คือ ข้อมูลของบริษัท (profile) วิธีที่บริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมาย (management approach) และเครื่องมือชี้วัดประสิทธิผล (performance indicators) โดยเขาจะเรียงลำดับมาให้ว่า ข้อ 1.1 ควรรายงานอะไร 1.2 ไล่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็สามารถใส่ข้อมูลตามนั้น

หน้าแรกเปิดมาเลยก็คงเป็น CEO statement หลายคนไม่เข้าใจ แต่ที่ต้องทำเพราะเมื่อมีรูปมีคำมั่นของซีอีโออยู่ข้างหน้านั่นเป็นภาพ สะท้อนว่ารายงานฉบับนี้ต้องเชื่อถือได้ ส่วนที่ 2 เรื่อง profile ของบริษัทก็ต้องมีโครงสร้างขององค์กร ซึ่งตอนนี้บริษัทใหญ่ๆ ก็มีผู้บริหารระดับสูงดู เนื่องด้วย CSR รวมไปถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในส่วนขององค์กร"

ในส่วนของ management approach เราก็ต้องรายงานทั้ง 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

" หมายถึงว่าเราต่องบอกวิธีที่จะทำให้การบริหารจัดการใน 3 มิตินั้นเป็นไปตามเป้าหมาย เช่น management approach ด้านสิ่งแวดล้อมของโคคา-โคลา จะมีระบบที่เรียกว่า quality system evaluation approach ซึ่งเป็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่องค์กรกำหนดขึ้นมาและใช้ทั่วโลก หรือในเรื่องนี้จะมีการใส่มาตรฐานต่างๆ จากภายนอก อาทิ มาตรฐาน ISO ที่องค์กรนำมาใช้"

สำหรับเครื่องชี้วัด ซึ่งต้องรายงานทั้ง 3 ส่วนเช่นเดียวกัน

" บางทีเราก็จะนึกไม่ออกว่าจะรายงานด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ได้อย่างไร แต่ที่เราเห็นๆ จากตัวอย่างของต่างประเทศจะเห็นว่าในส่วนนี้เขารายงานว่า คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ คือรายได้ที่บริษัทได้รับมากระจายไปในส่วนใดบ้าง และเป็นรายได้กี่เปอร์เซ็นต์ ลงไปถึงผู้ถือหุ้น ซัพพลายเออร์ กี่เปอร์เซ็นต์ และกระจายไปที่ชุมชนเท่าไร หรืออย่างด้านสิ่งแวดล้อม เราก็สามารถรายงาน หมวดใหญ่ก็มีเรื่องวัตถุดิบ พลังงาน น้ำ ของเสียที่ปล่อยออกมา อย่างเทสโก้ฯนี่ทำเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ ว่าเขาสร้าผลกระทบอะไรบ้าง และพูดถึงแผนในอนาคต"

"จะเห็นได้ว่า รายงานทำให้เราสามารถมองเห็นการวางแผนของธุรกิจ ที่ไม่ใช่พูดเฉพาะเรื่องกำไร ขาดทุน แต่หมายถึงว่าเขาจะต้องรับผิดชอบต่อโลกอย่างไร และจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง" ผศ.ดร.สมพรกล่าวในที่สุด

และนี่เป็นภาพบางส่วนของ GRI ที่เป็นเครื่องสะท้อนว่าจะนำไปใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือการประเมินองค์กรได้ อย่างไร การให้ความสำคัญเรื่องนี้ของหลายองค์กรในไทยรวมถึงมาตรฐานด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคมต่างๆ นี่จึงอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า เมื่อถึงวันหนึ่งธุรกิจยากจะหลีกเลี่ยง !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01150951&day=2008-09-15&sectionid=0221

ป่าใต้น้ำ "นวัตกรรม" อนุรักษ์ปะการังของ "วีนิไทย"



จาก ความคิดของเด็กๆ และครูจากโรงเรียนพลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่ "ประสาน แสงไพบูลย์" พยายามผลักดันให้เด็กเรียนรู้จากการแก้ไขปัญหาจริง ปะการังที่ถูกทำลายจำนวนมากในพื้นที่แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กลายเป็นที่มาของกิจกรรมในการทดลองเพาะเลี้ยงปะการังเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ กำลังขาดหายไปในธรรมชาติ และค้นพบว่าท่อ พีวีซีเป็นวัสดุที่ดีที่สุดที่สามารถนำมาเพาะเลี้ยงปะการังจริง และสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แต่ในวันนั้นด้วยข้อจำกัดในแง่ งบประมาณทำให้กิจกรรมที่ว่าไม่สามารถขยายผลได้เท่าไหร่นัก

แต่ทันที ที่ข่าวการค้นพบถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้ ผู้บริหาร บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทผลิตผงพีวีซี สนใจและเริ่มต้นในการเข้ามาสนับสนุน และกลายเป็นที่มาของการตั้งมูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ โดยมี "ประสาน" เป็นประธานมูลนิธิ

"เพราะผมไม่อยากให้ความรู้อยู่ที่ ผมคนเดียว การมีมูลนิธิจะทำให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังนั้นสามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างยั่งยืน" ประสานกล่าว

แม้ว่าในปี 2547 หลังจากเริ่มก่อตั้งมูลนิธิและทำงานในพื้นที่จะได้รับแรงต้านจากชุมชนด้วย ความไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ แต่เมื่อเริ่มให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน ทำให้ทุกวันนี้ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะอย่างน้อย ชาวบ้านก็รู้ดีว่าทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีนั้นจะส่ง ผลดีกลับมาที่ชุมชน ทั้งกับอาชีพประมงที่เป็นอาชีพหลัก รวมไปถึงการท่องเที่ยว

จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี ในการลองผิดลองถูก ผ่านการเรียนรู้ จนทำให้มูลนิธิสามารถหาวิธีการในการดำเนินการปลูกปะการังเขากวางในท่อพีวีซี ได้อย่างมีประสิทธิผล และกลายมาเป็นจุดตั้งต้นของการทำโครงการวีนิไทยร่วมใจปลูกปะการัง 80,000 กิ่ง ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา โดยนำนวัตกรรมที่ได้มาปลูกปะการังกว่า 80,000 กิ่ง ในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้

โดยไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จฯเป็นองค์ประธานในการเปิดโครงการและปลูก ปะการัง กิ่งแรก เลขที่ 00001 ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

มร.กุนเธอร์ นาโดนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "หลายปีที่ผ่านมาเราสามารถปลูกปะการังไปได้กว่า 10,000 กิ่ง จากนี้เราจึงต้องการขยายโครงการให้ได้อีก 80,000 กิ่ง ในพื้นที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง เกาะหวาย จ.ตราด เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ ที่เราให้การสนับสนุนการทดลองปลูกปะการังนี้มาตลอด เพราะเรามองว่าในฐานะที่บริษัททำผงพีวีซี และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดำเนินการผลิต จนถึงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับชุมชน เราจึงสนใจกับการทดลองปลูกปะการังในท่อพีวีซี โดยเริ่มตั้งแต่การทำวิจัย จนประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่มาของโครงการนี้"

อย่างไรก็ตามในมุมมองของเขามองว่า ผลจากการดำเนินโครงการที่เกิดขึ้นจะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่ให้ชุมชนเข้ามามี ส่วนร่วม

" แม้เราจะสนับสนุนเงินและมีมูลนิธิที่ทำในเรื่องวิจัย แต่การลงไปดูแลในแต่ละพื้นที่ ตามเกาะต่างๆ ที่เราไปปลูก เราอาจจะไม่มีกำลังไปดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ต้องอาศัยชุมชนเป็นผู้ดูแล จึงจะเห็นว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างคือการดึงชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเรา ทั้งภาครัฐ เอกชน โรงเรียน และผู้นำชุมชน เขาเริ่มต้นเข้ามาช่วยตั้งแต่เรื่องการปลูก เราเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้ทุกคนก็จะรู้สึกมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากร ธรรมชาติ"

งานนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การปลูกปะการัง แต่ภารกิจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลยังคงทำ ต่อไป ภายใต้การทำงานของมูลนิธิ โดยบริษัทกำลังให้ความสนใจที่จะสนับสนุนให้ทำงานวิจัยทดลองปลูกปะการังชนิด อื่นเพิ่มขึ้นด้วย

นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมโยงขีดความสามารถ หลักของธุรกิจ โดยเข้าไปเติมเต็มกิจกรรมเล็กๆ ที่ถูกคิดค้นโดยคนในพื้นที่ ให้สามารถก่อร่างสร้างตัว และจะอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03080951&day=2008-09-08&sectionid=0221

ได้เวลา CSR กับ "ณรงค์ สีตสุวรรณ"

ทัศนคติที่สร้างสรรค์คือผลพลอยได้


ใน บทบาทหนึ่ง "ณรงค์ สีตสุวรรณ" นั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยมีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานและการขยายการลงทุนของบริษัท และบริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ

2 ปีที่ผ่านมานอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจ สิ่งที่หนึ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการจัดระบบการทำงานขับเคลื่อน CSR ในองค์กร

"ประชาชาติธุรกิจ" ตั้งคำถามเมื่อมีโอกาสพูดคุยกับเขาว่า "คิดว่าเป็นการทำตามกระแสหรือไม่"

" ณรงค์" บอกว่า "เรื่องนี้อยู่ในสายตาผมมาตลอดและเห็นว่าที่ราชบุรีฯก็ทำกิจกรรมเพื่อสังคม มามาก เมื่อผมมาที่นี่เมื่อ 2 ปีก่อน ผมเห็นว่าที่นี่ก็ทำงานเพื่อสังคมมาก ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของชุมชนสัมพันธ์ที่ทำกันมานาน เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำเป็นระบบและทำในวงกว้าง"

และเชื่อว่าวันนี้เป็น เวลาที่พอเหมาะ เมื่อบริษัทเจริญเติบโตและค่อนข้างมีความแข็งแกร่งและสามารถมีความรับผิดชอบ ในระดับพื้นฐาน ทั้งการทำตามกฎหมายและการปฏิบัติตาม

หลักเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์ฯในฐานะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด ในการที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะในพื้นที่ ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

และเป็นเวลาที่พอเหมาะในการจัดระบบการทำงาน CSR เสียใหม่ โดยตั้งส่วนกิจกรรมสังคมขึ้นมาเพิ่มเติม อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายสื่อสารองค์กร ขณะเดียวกันมีการปรับโฟกัสเรื่องนี้ให้ชัดขึ้น โดยเลือกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการป่าชุมชนที่ ปัจจุบันมีกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศให้มีความยั่งยืน รวมไปถึงการวางระบบงาน

"ผมเชื่อว่าการจัดระบบจะทำให้มีความยั่งยืน ถ้ามีถ้าผมไปเรื่องนี้ก็ยังอยู่ เหมือนป่าชุมชน ถ้าไม่มีราชบุรีฯเขาก็ต้องอยู่ได้ และผมมองว่าเมืองไทยให้ความสำคัญกับบุคคลมากเกินไป ดังนั้นถ้าจะให้ยั่งยืนในทุกเรื่องต้องมีการสร้างดุลยภาพระหว่างระบบและ บุคคลให้สมดุลกัน"

เช่นเดียวกับการเลือกทำโครงการ "คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน"

เขา บอกว่า "ผมเชื่อว่าเราต้องโฟกัสประเด็นให้ชัดมากขึ้น โดยดูศักยภาพในสิ่งที่บริษัททำได้ จริงๆ เรื่องปลูกป่าก็มีคนทำเยอะแล้ว ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นการสร้างทั้งป่าและคน ปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นทุกวัน ม็อบที่เราเห็นๆ ก็เกิดจากความหวาดระแวงและมีทัศนคติในแง่ลบต่อกันของคนในสังคม ผมว่าในโครงการนี้จะเป็นการสร้างสังคมด้วย"

โดยขยายความว่า "การที่ป่าจะมีคุณภาพได้ สมดุลไม่เสื่อมโทรม จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีชุมชนที่เข้มแข็ง คนมีคุณภาพ ใช้เหตุใช้ผล มีความรู้ ไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตักตวง พอเขาเรียนรู้เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะไปทำอะไร วิธีคิดแบบนี้จะติดตัวเขาไปด้วย สังคมก็ดีตาม"

ดัง นั้นเวทีการประกวดป่าชุมชนที่ในปีนี้ซึ่งถือเป็นครั้งแรก มีชุมชนที่ร่วมส่งประกวดกว่า 800 แห่ง และได้รับการคัดเลือกในระดับจังหวัด ระดับภาคและระดับประเทศรวม 125 แห่ง ไม่เพียงจะเป็นการยกย่องให้คนในชุมชนมีกำลังใจ หากแต่ยังมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดต้นแบบ เพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างกัน โดยระหว่างทางของการดำเนินโครงการจะมีการจัดกิจกรรมเป็นระยะๆ เพื่อให้แต่ละชุมชนมีโอกาสแลกเปลี่ยนบทเรียนระหว่างกัน มีค่ายเยาวชนและกิจกรรมอาสาสมัครพนักงานเข้าไปเรียนรู้

"สิ่งที่เรา ทำจะสะท้อนกลับมาสู่องค์กร ไม่เพียงแต่พนักงานจะเกิดความภาคภูมิใจ คุณค่า (value) อีกอย่างที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นคือ ทัศนคติในทางที่สร้างสรรค์ เพราะเวลาทำงานสิ่งสำคัญแทนที่จะมาคอยกล่าวหากันว่าใครผิด แต่สิ่งที่เราต้องถามก็คือ มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้าเกิดทัศนคติแบบนี้ได้ นี่คือผลพลอยได้จากการทำกิจกรรม CSR ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าขององค์กร" ณรงค์กล่าวในที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาติธุรกิจ วันที่ 8 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02080951&day=2008-09-08&sectionid=0221

ให้การ "ปลูกป่า" เป็นมากกว่าแฟชั่น !!



" จากกระแสโลกร้อนที่ผ่านมาทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่ามีคนสนใจมาปลูกป่าชายเลนในพื้นที่กับเรามากขึ้น บางทีก็มากันเป็นครอบครัว 5-10 คน หรือบางทีบริษัทก็จัดพาพนักงานมาปลูกป่า เฉพาะแค่ในรอบปีที่ผ่านมาเราสามารถขยายพื้นที่ป่าได้มากถึง 78 ไร่ หรือปลูกต้นไม้ไปเกือบ 1 แสนต้น ซึ่งโดยปกติเราไม่สามารถทำได้มากถึงขนาดนี้" จ่าสิบเอกนิเวช ชูปาน เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมศึกษา ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู เล่าให้ฟังถึงความตื่นตัวของคนในสังคม ตลอดจนองค์กรธุรกิจ จากกระแสรณรงค์เรื่องปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

แม้ ในฐานะคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เขามีข้อเป็นห่วงว่า ทุกวันนี้หลายพื้นที่การปลูกป่าถูกจัดขึ้นแค่เป็นกิจกรรม โดยหลงลืมการมองความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้อัตราการรอดของต้นไม้แทบจะไม่มี รวมไปถึงความไม่เข้าใจในพื้นที่ เช่น การนำไม้พันธุ์ต่างถิ่นมาปลูก การปลูกโดยไม่ใส่ใจวิธีการปลูกที่ถูกต้อง รวมไปถึงการไม่มี งบประมาณในการดูแลรักษาซึ่งต้องใช้เวลาดูแลต่อจากวันที่ปลูกไปอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ ของความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม "ปลูกป่า" ยอดนิยมและทำให้กิจกรรมในลักษณะนี้ของหลายองค์กรในวันนี้ถูกมองเป็นเรื่อง ของแฟชั่น บางครั้งก็เป็นแค่กิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ผิวเผิน

อะไรคือทางออกและจะสามารถก้าวพ้นสิ่งที่ว่านั้น !!

ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CSR กล่าวว่า "แม้แต่กิจกรรมปลูกป่า ถ้าเรามองในเชิงนวัตกรรม CSR ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะวันนี้ถ้าเราคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะรู้ว่าป่าที่ไปปลูกๆ กันมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รอด เพราะสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการดูแลรักษาให้ต้นกล้าแข็งแรงและเติบโตซึ่งต้อง ใช้งบประมาณในการดูแลรักษาต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งถ้าสมมติว่ามีองค์กรใดองค์กรหนึ่งเข้าไปเลือกที่จะดูแลรักษาต้นไม้อย่าง เดียว อย่างนี้ผมถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความแตกต่างได้และถือเป็นนวัตกรรม"

ทั้งนี้ต้องมองความต้องการของสังคมเป็นฐานบวกกับวิธีคิดที่แตกต่าง !!

เมอร์ค : Care for Green

วัน หยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกับวันหยุดอื่นๆ ที่องค์กรธุรกิจมักจะเข้ามาจัดกิจกรรมปลูกป่าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู แต่ผิดกันก็ตรงที่ครั้งนี้ถือเป็นการระดมคนที่เข้ามาลงแรงในการปลูกป่ามาก ถึง 1,000 คน ซึ่งถือเป็นคณะใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่นี้ โดยมีเป้าหมายในการปลูกต้นไม้กว่า 12,000 ต้น ในช่วงระยะเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง ภายใต้โครงการ "Care for Green : รักษ์ผืนป่ากับเมอร์ค ประเทศไทย ครั้งที่ 2" เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์การลดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลก ร้อน โดยร่วมมือกับมูลนิธิ Plant-A-Tree Today รวมไปถึงกองทัพบกและเทศบาลเมืองสมุทรปราการ

บริษัทตั้งต้นด้วยการ บริจาคต้นไม้ 2,008 ต้น ส่วนที่เหลือเป็นต้นไม้ที่ได้มาจากการบริจาคของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง หมด ตั้งแต่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ กระทั่งผู้ถือหุ้น โดยเปิดโอกาสให้คนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถซื้อต้นไม้บริจาคต้นละ 40 บาท ซึ่งเป็นราคาของต้นกล้ารวมกับงบประมาณในการดูแลรักษาต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

แม้จำนวนคนเข้าร่วมงานจะเป็นเครื่อง ชี้วัดของความสำเร็จหนึ่งที่น่าสนใจของบริษัทที่มีพนักงานเพียง 190 คน แต่จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมกลับ

ไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของกิจกรรมนี้ ทั้งหมด หัวใจของกิจกรรมนี้อยู่ที่การสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ที่ มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร โดยดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม กิจกรรมเล็กๆ ที่ถูกเสริมเข้าไปคือการสร้างมัคคุเทศก์น้อยจากโรงเรียนในพื้นที่ซึ่งได้รับ การอบรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องระบบนิเวศและการปลูกป่าที่ถูกวิธีกับอาสา สมัครที่ลงพื้นที่ปลูกป่า

ในเวลาเดียวกันยังสามารถตอบโจทย์สำคัญใน การขับเคลื่อน CSR ของเมอร์ค ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและลูกค้า ทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ CSR ที่ 1 ใน 3 ด้านคือการดูแลสิ่งแวดล้อม

"เราเห็นว่าที่ผ่านมาภาย ในกระบวนการทำธุรกิจเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมามากมาย แต่เราต้องการเปิดโอกาสให้ลูกค้าและ พนักงานได้มีส่วนร่วมในการตระหนักต่อ สิ่งแวดล้อม เราถึงมาทำเรื่องปลูกป่า ที่สำคัญเมื่อหัวใจหลักอีกอย่างหนึ่งของกิจกรรมเราอยู่ที่การสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและพนักงาน การได้มาร่วมประสบการณ์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน ทำให้ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้" สุวรรณา สมใจวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท เมอร์ค ประเทศไทย กล่าว

CSR ฉบับบูรณาการ

ที่ ผ่านมาเป้าหมายหลักของการทำงาน CSR อยู่ที่การสร้างการมีส่วนร่วม โดยมีการบูรณาการ CSR ลงไปในทุกกิจกรรมขององค์กร รวมไปถึงกิจกรรมการตลาดของบริษัท เช่น การนำเงินรายได้จากค่าสัมมนาเข้ามูลนิธิรักษ์ไทย การทำกิจกรรมในการประชุมประจำปีเพื่อระดมเงินบริจาคให้เด็กพิการ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่ทำกันในบริษัท

การบูรณาการ CSR ในรูปแบบนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

จาก การสำรวจความคิดเห็นพนักงานทุก 6 เดือนของบริษัท พบว่าพนักงานมีความ พึงพอใจ คะแนนด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทนั้นได้ 100% ในขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นลูกค้าแนวโน้มเรื่องความพึงพอใจกับความรับผิด ชอบต่อสังคมที่บริษัททำก็มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง

หาจุดสมดุล "นโยบาย-การมีส่วนร่วม"

หาก พิจารณาจากกรณีศึกษาขององค์กรธุรกิจที่ผ่านมา ดร.พิพัฒน์ บอกว่า "ผลจากการศึกษาวิจัยวิสาหกิจที่ผ่านมาพบว่าเงื่อนไขสำคัญ 2 เรื่องในการจะขับเคลื่อน CSR ไปสู่ความสำเร็จคือ การหาจุดสมดุลจากการมีส่วนร่วมจากพนักงาน และจากการให้ความสำคัญของผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านการกำหนดนโยบายและ ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง"

การเริ่มต้นจัดทัพ CSR ที่บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ดูเหมือนเลือกที่จะเดินในทิศทางนี้ ในการเคลื่อนขบวน CSR อย่างเป็นระบบในปีแรก

พร้อมๆ กับการเปิดตัวโครงการ "คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน" ซึ่งโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าชุมชน โดยร่วมมือกับกรมป่าไม้ และใช้ เวทีการประกวดป่าชุมชนเป็นต้นทางในการกระตุ้นเพื่อให้เกิดกระบวนการในการ อนุรักษ์และพัฒนา ป่าอย่างเข้มแข็ง (อ่านรายละเอียดใน ล้อมกรอบ)

ที่ ผ่านมามีการจัดกิจกรรมให้ "พนักงาน" ลงไปปลูกป่าในพื้นที่ป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีนัยของการสร้างจิตสำนึก เรียนรู้ถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมกับกิจกรรม CSR หลักในเรื่องของป่าชุมชน นับจากนี้

สร้างคน-สังคม

" ณรงค์ สีตสุวรรณ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ดีที่พนักงานจะได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าบริษัทกำลังจะทำอะไร เราพยายามสร้างให้เขามีส่วนร่วมกับสิ่งที่บริษัทกำลังทำ นับตั้งแต่วันแรกในการประชุมประจำปีนอกสถานที่ของพนักงาน ในบริษัท เราเปิดโอกาสให้มีการระดมสมองว่า ถ้าเราจะต้องทำกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอก เราจะทำอะไรกัน มีประเด็นต่างๆ ที่ถูกหยิบยกมามากมาย จากนั้นเราใช้เวลากว่า 6 เดือนเพื่อที่จะคัดกรองโดยตั้งอยู่บนพื้นฐาน 2 เรื่อง 1.การเกิดผลในวงกว้าง 2.เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคนทำ เพื่อที่เราจะได้เข้าไปเกื้อกูลในระยะยาว แม้ระยะแรกเราจะวางไว้เพียง 5 ปี แต่ในระยะยาวเราไม่ได้มองจุดสิ้นสุด และจะทำไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ"

แม้ จะอีกยาวไกลกว่าไปถึงปลายทางแต่อย่างน้อยก็สามารถสะท้อนวิธีคิดของการ "ปลูกป่า" ไม่ว่าจะในรูปแบบของกิจกรรมเสริมหรือกิจกรรมหลัก แต่หากผ่านการคิดและการทำอย่างเป็นระบบ การปลูกป่านอกจากจะสร้างผลกระทบในเชิงบวกให้กับ สิ่งแวดล้อม ยังคงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ตามมาและอาจทำให้การปลูกป่าก้าวไปไกลกว่าคำ ว่า "แฟชั่น" !!

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 8 กันยายน 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01080951&day=2008-09-08&sectionid=0221