เหตุที่ HR กำลังเข้ามามีบทบาทนำในการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า "พนักงาน" ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) สำคัญกลุ่มหนึ่งที่บริษัทต้องใส่ใจและรับผิดชอบ พอๆ กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนและสังคมในวงกว้าง "CSR เป็นมากกว่ากิจกรรมเอื้ออาทร ที่ผ่านมาองค์กรมักจะมองความรับผิดชอบต่อสังคมภายนอก โดยลืมที่จะมองผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียภายในโดยเฉพาะพนักงาน แต่วันนี้เราพบว่าเริ่มมีสัญญาณบางอย่างในไทยที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์กร กำลังให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อพนักงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ความสบายอกสบายใจในการอยู่ในองค์กร และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในไทยเริ่มมีความเข้าใจ เรื่อง CSR มากขึ้น" ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ไกรสรสุธาสินี นักวิชาการด้าน CSR จากคณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ พนักงานกับความรับผิดชอบพื้นฐาน ใน หลายองค์กรบรรจุเรื่องความรับผิดชอบด้านสถานที่ทำงาน อยู่ในกลยุทธ์ของความรับผิดชอบ เช่น บริษัทกลุ�มธุรกิจ โคคา-โคลาในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติงานตั้งแต่เรื่องพื้นฐานตามกฎหมาย ไปจนกระทั่งระดับขั้นที่สูงกว่า เช่น การส่งเสริมการพัฒนาตัวเองของพนักงาน ฯลฯ และนั่นเป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อพนักงาน ซึ่งเป็นมุมมองแรกที่ CSR เข้ามาเกี่ยวข้องกับพนักงาน ถ้าจะตีความ จากมาตรฐาน ISO 26000 ที่ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ โฟกัสให้เห็นประเด็นนี้ว่า ใน ISO 26000 จะเห็นชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อแรงงาน (labour practice) ถือเป็นหนึ่งในหมวดที่มาตรฐานนี้ให้ความสำคัญ และเป็นมุมมองที่ละเอียดอ่อนมาก โดยมองว่าองค์กรจำเป็นต้องรับผิดชอบตั้งแต่เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน ความเท่าเทียม การไม่กีดกันด้วยสีผิว ความพิการ ไปจนกระทั่งการสนับสนุนไม่ให้มีการปิดกั้นการรวมกลุ่มของพนักงานเพื่อพูดคุย กับนายจ้าง ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้คนเล็กคนน้อยในองค์กรจะได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง CSR กลายเป็นตัวช่วยในการสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานและนำไปสู่การสร้าง องค์กรแห่งความสุขเมื่อพวกเขาได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท บทพิสูจน์ของ "ธนาคารไทยพาณิชย์" ที่เพิ่งได้รับการยกย่องจาก The Gallop บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยชั้นนำของโลก ให้เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจธนาคารของโลกที่เป็นสถานที่ทำงานยอดเยี่ยม "The Gallop Great Workplace Award 2008" นั้น ชัดเจนว่า CSR ได้เข้ามาเป็นตัวช่วยในการสร้างความสุขให้กับพนักงานในองค์กรนอกเหนือจากงาน ที่ทำ CSR ตัวช่วยสู่ "องค์กรแห่งความสุข" "องค์อร อาภากร ณ อยุธยา" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริหารงานสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า "เมื่อก่อน CSR เป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียว แต่ในช่วง 2 ปีมานี้การพยายามใส่เรื่องเหล่านี้ไปให้พนักงาน โดยเปิดโอกาสให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เราทำ เป็นการสร้างความสุขนอกเหนือจากการทำงานซึ่งเป็นการเสริมในฝั่งบุ๋น ในขณะที่ฝั่งบู๊เราก็ทำควบคู่ไปด้วยกันในเรื่องพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ สถานที่ทำงาน วิธีการทำงาน การเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน การให้รางวัล และผลตอบแทน อย่างน้อยเรื่องพวกนี้ก็ต้องให้อยู่ในมาตรฐานของตลาด เพราะเราเชื่อว่าคนเราจะมีความสุขได้ ต้องอยู่ได้ด้วยความไม่เดือดร้อนก่อน อย่างน้อยรางวัลที่เราได้ก็สะท้อนว่าสิ่งที่เราทำตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมานั้นเดินมาถูกทาง" ความพึงพอใจของพนักงานจากการวัดของ Gallop พบว่าคะแนนความพึงพอใจที่พนักงานมีต่อองค์กรนั้นสูงถึง 4.54 และมีพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการตอบแบบสำรวจกว่า 90% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.45 ความท้าทายนับจากนี้คือการรักษามาตรฐาน "องค์กรแห่งความสุข" และรักษาความพึงพอใจของพนักงานที่มีในปัจจุบันให้คงอยู่ ไม่เพียงที่กิจกรรม CSR ซึ่งจะเริ่มดำเนินการอย่าง "ชวนกันทำดี" ซึ่งเป็นเมนูการทำดีที่ให้พนักงานได้เข้ามามีส่วนร่วมและได้ทำกิจกรรมร่วม กันมากขึ้น ผ่านการสร้างโครงการ 4 แขนง อาทิ จิตอาสาเพื่อหาอาสาสมัครในการไปสอนหนังสือเด็ก กิจกรรมด้านธรรมชาติ การสร้างฝายซึ่งเข้าไปร่วมกับเครือซิเมนต์ไทย ปลูกป่า การบริจาคโลหิต เป็นต้น ที่ธนาคารกำลังจะทำ SCB Space เครือข่ายสังคมออนไลน์/ ก่อนหน้านี้ไม่นานนักธนาคารเปิดตัว SCB Space ซึ่งการสร้างเครือข่ายทางสังคมบนออนไลน์ให้กับพนักงานของธนาคาร " การมีชุมชนตรงนี้ทำให้แต่ละคนได้มีโอกาสเรียนรู้แง่มุมและอีกด้านหนึ่งที่ เราอาจจะไม่เคยเห็นของหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน เพื่อนที่อยู่ต่างแผนก บางทีก็มีการโพสต์งานอดิเรก ที่แต่ละคนทำ ซึ่งได้ผลมาก อย่างน้อยก็มีบทสนทนาระหว่างกันมากขึ้นเมื่อเจอหน้ากัน หรือบางคนเราอาจไม่เคยมองเห็นมุมอื่นๆ ของเขามาก่อน ก็ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดียิ่งขึ้นและได้รับการตอบรับที่ดี" องค์ อรยกตัวอย่างกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย SCB Space "เมื่อเร็วๆ นี้เราได้รับโทรศัพท์ว่าต้องการหาอาสาสมัครไปร่วมระดมทุนรับเงินบริจาค เวลาค่อนข้างจำกัดและไม่คิดว่าจะหาได้ พอเราโพสต์ไปในสเปซไม่นานมีอาสาสมัครเข้ามาทันที 80 คน เราหวังว่าบรรยากาศแบบนี้จะเกิดมากขึ้นอีกในองค์กร" บรรยากาศที่จะ ยิ่งสร้างความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อองค์กร ซึ่งในท้ายที่สุดจะย้อนกลับไปสู่การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากขึ้นใน ที่สุด และนี่เป็นผลของความรับผิดชอบที่สุดท้ายผลจะย้อนกลับมาสู่องค์กร " ในหลายองค์กร CSR ได้พัฒนาจนสร้างจุดแข็งและส่งผลต่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในแง่ของการบริ การ" ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าวโดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา "เจ็ท บูล" โลว์คอสต์แอร์ไลน์ในสหรัฐอเมริกาว่า "องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับพนักงานมากถึงขนาดว่าสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลที่บริษัทจัดให้มี 98% พอใจ เหลือเพียง 2% ที่ไม่พึงพอใจ แต่บริษัทก็ไม่ได้ละเลยและขยายจำนวนโรงพยาบาลเพื่อให้พนักงานนั้นพึงพอใจกับ สวัสดิการที่บริษัทจัดให้ทั้ง 100% นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่กลายเป็นจุดแข็งของบริษัทซึ่งส่งผลต่อการบริการที่ดีขึ้น และสามารถสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดกับผู้บริโภค" เหล่านี้จึงเป็นบทเรียนที่พิสูจน์ว่า CSR เป็นตัวช่วยองค์กรไปสู่บันไดอีกขั้นในการสร้าง "องค์กรแห่งความสุข" ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01140751&day=2008-07-14§ionid=0221 |
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551
CSR บันไดสู่ปลายทาง "องค์กรแห่งความสุข"
ไขคำตอบ "ซิตี้ กรุ๊ป" !! เหตุใดปลดคน แต่ไม่ลดงบฯ CSR
หลาย คนเชื่อว่า งบฯที่ใช้ทำ ซีเอสอาร์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกำไรของธุรกิจ แต่สำหรับซิตี้ กรุ๊ป สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะในขณะที่บริษัท ประสบปัญหาขาดทุนจากวิกฤตซับไพรมจนต้องปลดพนักงานทั่วโลกไปแล้วอย่างน้อย 9 พันคนนับถึงสิ้นเดือนมีนาคมและมีแผนจะปลดอีกหลายประเทศ แต่การทำกิจกรรมเพื่อสังคมก็ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องภายใต้การดำเนินงาน ของมูลนิธิซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจจะอย่างที่ ปีเตอร์ บี อีเลียต ผู้จัดการใหญ่ธนาคารซิตี้แบงก์ บอก
"เพราะซีเอสอาร์เป็นวัฒธรรมองค์ กรของซิตี้ ถึงในบางประเทศจะมีการปลดคนแต่ก็ไม่ได้ลดเงินสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะงบฯจะขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของโครงการที่เสนอไปให้กับทางมูลนิธิ ซึ่งเขาจะต้องมั่นใจจริงๆ ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จและมีความต่อเนื่องจึงจะให้ทุนมา มูลนิธิจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและเป็นแผนกเฉพาะที่เป็นตัวกลางในการทำ เพื่อสังคม ทุกปีเงินที่ได้จากมูลนิธิมีแต่จะเพิ่มเพราะโครงการเดินหน้าแล้วหยุด ไม่ได้"
สำหรับประเทศไทยเงินจากมูลนิธิซิตี้หลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำ กิจกรรมเพื่อสังคมใน 5 ด้านเช่นเดียวกับทั่วโลก ได้แก่ การช่วยเหลือด้านการเงินและผู้ประกอบการระดับรากหญ้า การช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจที่กำลังเติบโต ด้านการศึกษา การให้ความรู้ทางการเงิน และด้านสิ่งแวดล้อม โครงการล่าสุดในฐานะที่ซิตี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจึงร่วมพันธมิตรผู้ มีประสบการณ์ในด้านเอสเอ็มอีนับทศวรรษอย่างสถาบันคีนันแห่งเอเซีย จัดโครงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงินให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็ม อีของไทยให้เข้าอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้ ที่โรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว
"การให้ความรู้ด้านการเงินเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายหลักขององค์กร การที่เราทำคอร์สเอสเอ็มอีเพราะคิดว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อ ประเทศ แม้กระทั่งบริษัทไมโครซอฟท์ของบิลเกตส์ที่ใหญ่โตทุกวันนี้ก็เริ่มมาจากเอส เอ็มอี เป้าหมายของเราคือจะทำให้ผู้เข้าอบรมเป็นกูรูให้ได้ภายใน 4 วัน วันนี้ซิตี้แบงก์มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 105 แห่ง เราสามารถนำประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องเอสเอ็มอีที่มีอยู่มาถ่าย ทอดได้และในประเทศไทยเรามีพนักงานที่ดูเรื่องเอสเอ็มอีมาเป็นวิทยากร นับเป็นการควบรวมความรู้ในระดับโลกและระดับประเทศมาถ่ายทอดให้กับผู้เข้า อบรม ไม่แน่อาจจะมีคนอย่างบิลเกตส์เกิดขึ้นก็ได้" ปีเตอร์ บอก
วัตถุ ประสงค์หลักประการหนึ่งของซิตี้ที่ย้ำหนักแน่นคือผู้เข้าอบรมจะไม่มุ่งไปที่ ลูกค้า เห็นได้จากการให้สถาบันคีนันแห่ง เอเซียเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจเอสเอ็มอีโดยตรงและเป็น ผู้คัดกรองผู้เข้าอบรม โดยวิทยากรจะมีทั้งอาจารย์และผู้มีประสบการณ์จริงในธุรกิจต่างๆ มาให้ความรู้ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน ในการเป?นวิทยากร
"ในเดือนพฤจิกายนของทุกปีจะมีวัน โกลบอลคอมมิวนิตี้เดย์ พนักงานทั่วโลกจะทำกิจกรรมเพื่อสังคมในวันนั้น เพราะสิ่งที่สำคัญในการทำซีเอสอาร์ของเราคือได้ความมีส่วนร่วมของพนักงาน ไม่ใช่ทำตาม ผู้บริหารสั่งอย่างเดียว ความสำเร็จของเราก็อยู่ที่การมีพนักงานที่มาเป็นอาสาสมัคร ดังนั้นทุกโปรเจ็กต์ของเราจะมีพนักงานเข้าร่วม แต่การที่เราไม่เป็นที่รับรู้ต่อสื่อภายนอกก็เป็นจุดอ่อนเพราะไม่คิดว่าทำ แล้วต้องบอกสังคม แต่อีกด้านเราก็อยากให้พนักงานรับทราบเพราะเขาจะเกิดความภูมิใจ จะปิดทองหลังพระตลอดคงไม่ได้ พนักงานจะไม่มีกำลังใจ"
ที่โครงการ สำเร็จได้ ปีเตอร์ บอกว่าเพราะเขามีพาร์ตเนอร์ที่ดีอย่างสถาบัน คีนันฯ การให้ความรู้มันกว้างมาก ปีนี้เห็นแล้วว่าเอสเอ็มอีสำคัญ ปีหน้าก็จะทำต่อเนื่องเพื่อเพิ่มจำนวนคนให้มากขึ้นเรื่อยๆ และผลของการประเมินที่ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นก็จะทำให้ทราบว่าเรา บกพร่องตรงไหนและมีอะไรที่เขาต้องการ จากโครงการนี้ยังจะต่อยอดขยายผลไปสู่โครงการและในเร็ววันนี้ยังจะมีอีก โครงการหนึ่งที่จะทำร่วมกันคือ women at list เพราะสำรวจพบว่าผู้หญิงที่ทำงานในสถานบันเทิง ได้เงินมาเยอะแต่ทำได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่เลิกทำแล้วไม่มีเงินเหลือเลยจึงอยากเข้าไปให้ความรู้เรื่องการออม เงิน การใช้เงิน ซึ่งการให้ความรู้ของซิตี้จะโฟกัสไปในกลุ่มที่มีความต้องการ โครงการให้ความรู้ด้านเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มแรกเพราะเป็นโจทย์ระดับประเทศส่วน ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็น่าจะได้รับความช่วยเหลือ แต่ก็เป็นความท้าทายหนึ่งว่าเขาจะเข้ามาฟังหรือไม่ และเป็นอีกก้าวของการทำงาน CSR ของ "ซิตี้" ในประเทศไทย
ที่มาหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2551
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr05250851&day=2008-08-25§ionid=0221
บทเรียนจากเอ็กโก
ถ้า ยังจำกันได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ภาพยนตร์โฆษณา "รถติด/ผมเสียทรง/เป็นสิว" ของ "เอ็กโก" ที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยมีเป้าหมายในการกระตุกให้เยาวชนหันมาคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมว่าเป็น ปัญหาใกล้ตัว และถือเป็นเฟสแรกในการดำเนินโครงการ "EGCO GROUP GREEN BLOOD" ที่พัฒนามาจากต้นทางของโครงการเพื่อสังคม "ค่ายเยาวชนคนรักษ์ป่า" ที่ดำเนินการมายาวนานกว่า 10 ปี และ เป็นการแตกหน่อต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์ "โครงการเพื่อสังคมอย่างมีกลยุทธ์" ที่จะกระจายแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทำมาให้แข็งแรงขึ้นและ ขยายวงออกไปกว้างขวางขึ้น โดยเฟสที่ 2 จะเป็นเฟสที่จะ "กระตุ้น" โดยตรงผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการ Forest : The Circle of Life รักษ์ต้นน้ำด้วยผืนป่า ฯลฯ ก่อนที่จะไปสู่เฟสที่ 3 ในปี 2552 ที่จะเป็นการ "ส่งเสริม" และ "สนับสนุน" ผ่านเครือข่าย "EGCO GROUP GREEN BLOOD" ที่จะมีทั้งเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการที่ริเริ่มและดำเนินการโดยเครือข่ายของ เยาวชนกลุ่มนี้ ในวันที่ "วิลาวัลย์ โชคครรชิตไชย" ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กร บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) มาร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ "CSR Academy" ได้กล่าวถึงวิธีคิดในการสร้างความแตกต่างในเชิงกลยุทธ์นี้อย่างน่าสนใจ โดยเป็นการเชื่อมโยง "ตัวตน" ของแบรนด์ "เอ็กโก" กับ "กิจกรรมเพื่อสังคม" ที่บริษัททำไว้ ว่า การสร้างแบรนด์อาจจะต้องเดินควบคู่ไปกับการทำ CSR ซึ่งช่วยสะท้อนภาพลักษณ์เมื่อเสริมกันก็จะทำให้แข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตามสำคัญที่หลักคิด "เราเชื่อว่าต้นทางที่ดีจะก่อให้เกิด ผลลัพธ์ปลายทางที่ดี เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเรา เราพยายามทำทุกจุดให้ดีตั้งแต่ต้นทาง ถ้าในเชิงธุรกิจเราเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ถ้าเราไม่มีความพร้อม จ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ ก็จะเกิดความเสียหายต่อคนที่ใช้ไฟ อันนี้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ว่าต้นทางที่แย่จะทำให้ปลายทางติดขัด เวลาเราทำ CSR เราก็มีวิธีคิดเช่นเดียวกัน เมื่อวิธีนี้เป็นหลัก ฉะนั้นก็จะเป็นเหมือนเป้าหมาย ที่เวลาจะประยุกต์กิจกรรมเพื่อสังคมขึ้นมาก็จะใช้เรื่องนี้เป็นหลักคิดในการ ทำงาน" การให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และให้ความสำคัญกับการสร้างเยาวชนที่มีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการ "EGCO GROUP GREEN BLOOD" ที่จะเข้มข้นยิ่งขึ้นใน 2-3 ปีจากนี้ นอกจากเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้มีความชัดเจนขึ้น ทุกอย่างยังคงตั้งบนหลักคิดที่เชื่อว่าเยาวชนถือเป็นต้นทางที่จะก่อให้เกิด ผลลัพธ์สู่สังคมที่ดีในปลายทาง อย่างไรก็ตาม หากมองในการดำเนินการภายใต้ข้อจำกัด เอ็กโกเลือกกิจกรรมที่ทำให้มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการมีบุคลากรจำกัด ถ้าทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญจะเกิดประโยชน์มากกว่ากับสังคม ขณะที่องค์กรก็จะได้รับการจดจำได้ แต่สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่จะทำกิจกรรมต้องดูถึงความต้องการของ ชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายว่ามีความต้องการในเรื่องนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ และนี่คือ กลยุทธ์กิจกรรมเพื่อสังคมของเอ็กโก ที่สามารถต่อยอดขยายผล ซึ่งเริ่มต้นจากหลักคิดต้นทางที่ดี !! ที่มา หนัวสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr03250851&day=2008-08-25§ionid=0221 |
"อย่าแค่สร้างกระแส แต่ไม่ให้ความรู้
คุณ หญิงชดช้อย โสภณพนิช หนึ่งในวิทยากรรับเชิญในหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ CSR Academy ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมมายาวนานก่อนที่คำว่า CSR จะเป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ ในฐานะผู้ทำงานเพื่อสังคมมายาวนาน ไม่ว่าการรณรงค์เรื่องการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการที่เป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จในอดีตอย่าง "ตาวิเศษ" และยังคงทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ตั้งข้อสังเกต ท่ามกลางกระแสการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ที่มีมากมายจนบางคนเรียกเป็นแฟชั่นว่า "ตอนนี้เราจะเห็นว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ เรื่องโลกร้อน เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่นิยมมาก จะเห็นได้จากภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ รวมไปถึงการแจกถุงผ้า ตอนนี้หลายคนมีเป็น 10 ใบ แต่ถามว่าการรณรงค์ในลักษณะนี้แก้ปัญหาและสร้างจิตสำนึก ให้คน ตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ถุงพลาสติกมาเป็นการใช้ ถุงผ้าได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เลือกที่จะแจกถุงผ้าอย่างเดียว" " ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่เวลาคิดกิจกรรม ให้ลองมองถึงความพิเศษในเรื่องของการให้ความรู้ ใส่เพิ่มเข้าไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าจะแจกถุงผ้าก็อาจจะเขียนว่า เก็บฉันไว้ในรถ เก็บฉันไว้ในที่ทำงาน อยากให้ใส่ความรู้ลงไปในนั้นว่าจะใช้ถุงผ้าไปเพื่ออะไร ตอนไหน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับการที่จะไม่ใช้ถุงพลาสติก" " ส่วนมากที่บริษัทต่างๆ ทำอยู่ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างกระแส แต่สิ่งที่ต้องทำมากกว่านั้นคือการให้ความรู้ และสำคัญที่สุดที่ต้องทำให้ได้คือการทำให้เกิดการปฏิบัติ (action) หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ผ่านมาที่เคยทำกับตาวิเศษ เราไม่ได้โฆษณาอย่างเดียว แต่ทุกครั้งที่เราคิดโครงการหรือกิจกรรม เราต้องมองว่าเป้าหมายคืออะไร กำลังจะทำอะไร และจะสื่อออกไปภายนอกอย่างไรเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของ เรา" "เวลาจะเปิดตัวแต่ละกิจกรรม เราใช้เวลาหลายเดือนในการคิดและหาพันธมิตรที่จะมาร่วมทำโครงการ เราเชื่อว่าพันธมิตรมีส่วนสำคัญในการทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ยิ่งถ้าเป็นธุรกิจ เชื่อว่าไม่มีใครสามารถทำเองได้ 100% แล้วจะประสบความสำเร็จ การที่เราลงทุนทำ CSR แล้ว สิ่งสำคัญคือความยั่งยืน ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีกระบวนการในการทำงานเพื่อพัฒนาโครงการให้เกิด ขึ้น" "และต้องไม่ลืมกระบวนการในเรื่องของการเชื่อมโยงธุรกิจของตัว เองให้เข้ากับงานสังคมที่ต้องการจะขยายผล เพื่อนำจุดแข็งที่องค์กรมีสร้างสรรค์โครงการเพื่อสังคมให้เกิดประสิทธิผลสูง สุด" ที่มา หนังสือพิมพ์ปรชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02250851&day=2008-08-25§ionid=0221 |
Strategic CSI ใส่ "กลยุทธ์" ให้กิจกรรมเพื่อสังคม
"ปัญหา อย่างหนึ่งที่เราพบเมื่อมองเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท (CSR) นั้น องค์กรส่วนใหญ่ก็มักจะมองแค่ว่ากิจกรรมนี้ดีและอยากทำ แต่ถ้าถูกถามว่าจะทำเพื่ออะไร ได้คุณค่าอะไร หรือองค์กรได้อะไรจากการทำเรื่องนี้บ้าง ก็มักจะตอบไม่ได้ ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่าองค์กรมีข้อจำกัดในเรื่องของทรัพยากรทั้งงบประมาณ บุคลากร ฉะนั้นการวางกลยุทธ์ในการทำกิจกรรมจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง สุด" อนันตชัย ยูรประถม นักวิชาการด้าน CSR กล่าวระหว่างการ อบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร CSR Academy หัวข้อ "การสร้างสรรค์โครงการเพื่อสังคมอย่างมีกลยุทธ์" (Strategic CSI) ที่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจและสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม และ 31 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา และนั่นเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใด ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากการทำกลยุทธ์ CSR ในระดับองค์กรแล้ว ยังต้องมองการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างมีกลยุทธ์ (strategic corporate social innitiatives) อนันตชัยบอกว่า "สิ่งที่เรามองไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ เพราะในมุมมองของเราในการทำ CSR นั้น เราไม่มองว่าการทำ CSR เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอก แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบทุกส่วนภายในองค์กร เรามองในลักษณะที่เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการที่จะนำองค์กรไปสู่ความ ยั่งยืน ในขณะเดียวกันสังคมก็ดีด้วย เป็นการแบ่งปันคุณค่า (shared value) ระหว่างกัน" ฉะนั้นเพื่อให้ได้เป้าหมายปลายทางเช่นนี้ แม้จะเป็นการแสดงความรับผิดชอบในระดับกิจกรรมเพื่อสังคม จึงต้องสอดคล้องไปกับตัวตนของธุรกิจ ตลอดจนบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อม มองหาประเด็นทางสังคมที่เหมาะ ประเด็น สำคัญในการกำหนด "ประเด็นทางสังคม" (issue) ที่องค์กรจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ "พื้นที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เป็นหลัก" โดยเริ่มต้นตั้งแต่การ พิจารณา พื้นที่ทางสังคม (define society arena) ซึ่งแบ่งออกเป็นสังคมภายใน สังคมใกล้ สังคมไกล หรืออาจจะแบ่งได้ละเอียดกว่านี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์กร จาก นั้นจึงทำการแยกแยะ "ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย" ในแต่ละพื้นที่ (define stake holders) อาทิ ในสังคมภายใน อาจจะมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน สังคมใกล้ (market) เช่น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ คู่แข่ง ขณะที่สังคมไกล (society) เช่น ภาครัฐ ชุมชน สังคมวงกว้าง เมื่อผ่าน 2 ขั้นตอนนี้จะสามารถมองหาประเด็นทางสังคม (define social issues) ที่องค์กรต้องทำ เช่น ถ้าเป็นสังคมภายใน ประเด็นความรับผิดชอบอาจจะเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สวัสดิการทางสังคมของพนักงาน สังคมใกล้ อาจจะเป็นประเด็นความรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การปฏิบัติที่เป็นธรรม ขณะที่สังคมไกล อาจจะเป็นในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนาสังคม เป็นต้น เลือกทำ-ไม่ทำอะไร หลังจากเลือกประเด็นทางสังคมได้แล้ว จึงจะสามารถบอกได้ว่า กิจกรรม CSR (CSR innitiatives) ที่องค์กรจะเลือกทำนั้น คือกิจกรรมอะไร " การเข้าใจพื้นที่ทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมองเป็นอย่างแรกเพื่อที่ จะทำให้เรารู้ว่า ในพื้นที่ที่เรามีความรับผิดชอบนั้นมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใดอยู่บ้าง จึงจะสามารถบอกได้ว่าเราจะทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์ผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียของเราอย่างไร ถ้าไม่ทำอย่างนี้ประโยชน์ที่ได้อาจจะตกอยู่เพียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง คือสังคมหรือองค์กร แต่ถ้าเรามีการแยกแยะประเด็นที่ชัดจะสามารถสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้จาก ทั้ง 2 ฝั่ง" อย่างไรก็ตามในกรณีที่องค์กรไม่ได้มีขอบเขตและลักษณะ พื้นที่ชัดเจน เช่น ธุรกิจที่ผลิตในประเทศหนึ่ง มีสำนักงานใหญ่ในประเทศหนึ่ง และส่งสินค้าขายไปทั่วโลก อาจจะใช้มุมมองการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบโดยใช้ "ซัพพลายเชน" (supply chain) ในการเลือกประเด็นทางสังคมที่จะทำ เช่น ในขั้นวัตถุดิบ อาจจะมองประเด็นแรงงานเด็ก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากสังคม เป็นต้น " แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมในการทำกิจกรรม เราต้องมองบริบทของสังคมและประเทศ เพราะในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน อย่างกิจกรรม CSR ของไทยที่โดดเด่นที่สุดอาจจะเป็นเรื่องการทำกิจกรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ซึ่งไม่เคยมีตำราฝรั่งที่ไหนในโลกเขียนถึงเรื่องนี้ หรือประเด็นที่มีความแตกต่างอย่างเรื่องศาสนา หรือเรื่องแนวทางในการพัฒนาประเทศในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย" กรองประเด็นให้ฟิตกับองค์กร เมื่อทำตามลำดับดังที่กล่าวมาจากนั้นจะถึงขั้นตอนของการคัดกรองประเด็นทางสังคม เพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด อนันต ชัยขยายความว่า "ประเด็นทางสังคมนั้นมีมาก และเราไม่สามารถทำได้ทุกเรื่อง ดังนั้นเราจะค่อยๆ ตัดทอนจากประเด็นทั่วไปที่กว้างๆ การศึกษาสิ่งแวดล้อม เด็ก จากนั้นค่อยๆ ดูว่าในซัพพลายเชนขององค์กรสร้างผลกระทบในเชิงบวกหรือลบกับประเด็นไหน ก่อนจะหยิบประเด็นที่จะสามารถส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด" ยก ตัวอย่าง บริษัทประกันภัยในต่างประเทศรายหนึ่ง ที่เริ่มจากการมองประเด็นที่สังคมมีความต้องการในวงกว้าง ก่อนจะเลือกว่าในกระบวนการดำเนินธุรกิจมีเรื่องไฟ อุบัติเหตุบนท้องถนน ภัยธรรมชาติ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ก่อนที่สุดท้ายเมื่อดูประเด็นที่จะเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทนี้เลือกประเด็นไฟป่า โดยเลือกทำกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนสร้างแนวกันไฟป่า คุณค่าที่ได้ของสังคมจากการทำกิจกรรมนี้ก็คือ ชาวบ้านลดอัตราการสูญเสียบ้านที่เกิดจากไฟไหม้ป่า ขณะที่บริษัทก็ลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ทำประกัน ซึ่งปกติในพื้นที่นั้นมักได้รับผลกระทบจากไฟป่าอยู่บ่อยครั้ง 6 กิจกรรมในมุม "คอตเลอร์" การ รณรงค์เพื่อให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (corporate social marketing) ที่บริษัทแห่งนี้ทำ เป็นหนึ่งในรูปแบบ "กิจกรรมเพื่อสังคม" ตามแนวคิดของฟิลิป คอตเลอร์ และแนนซี่ ลี กูรูด้านการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม ได้เคยแบ่งไว้เป็น 6 ประเภท 1.การส่งเสริมประเด็นและองค์กรทางสังคมให้เป็นที่รู้จัก (cause promotions) เช่น ให้คนมาบริจาคสิ่งของ เงิน และเวลา ให้กับองค์กรสาธารณกุศล เช่น สโมสรบาร์เซโลน่า ที่ประชาสัมพันธ์ให้ "ยูนิเซฟ" โดยปักโลโก้ยูนิเซฟลงบนเสื้อนักฟุตบอล ซึ่งถือเป็นการสร้างการรับรู้ขององค์กรทางสังคมให้เป็นที่รู้จัก ประเด็นนี้เน้นที่การสื่อสารเป็นหลัก 2.การส่งเสริมสังคมจากการขายสินค้าหรือบริการ (cause-related marketing) ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือทางการตลาดมาช่วยเหลือสังคม เช่น บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส ในสหรัฐ อเมริกา ที่แบ่งปันเงินค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่ใช้บัตรในร้านอาหารไปช่วยเด็ก ด้อยโอกาส คุณค่าคือสังคมก็ได้รับ ขณะที่องค์กรก็มียอดการใช้บัตรเพิ่มขึ้น 3.การตลาดเพื่อสังคม (corporate social marketing) คือ การรณรงค์ให้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อสังคมและสร้างคุณค่ากับองค์กร เช่น ลานเล่นบรีส เพิ่มพลังเรียนรู้ ที่นอกจากจะทำให้คนในสังคมมีมุมมองที่เข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมการเล่น เพื่อพัฒนาสมองของเด็ก ขณะเดียวกันยังส่งผลกลับมาที่การรับรู้แบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น 4.การบริจาคเพื่อสังคม (corporate philanthropy) ซึ่งเป็นกิจกรรมการกุศลที่เก่าแก่และมีมายาวนาน แต่ก็สามารถ พัฒนาไปสู่การให้อย่างสร้างสรรค์ได้ 5.การมีส่วนร่วมกับชุมชน (corporate commu nity volunteering) ที่เป็นการนำอาสาสมัครเข้าไปพัฒนาชุมชน และ 6.การปฏิบัติในกระบวนการทางธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (socially responsible business practices) ซึ่งเป็นกิจกรรมความรับผิดชอบในกระบวนการดำเนินธุรกิจ เช่น การสนับสนุนผู้พิการให้มีโอกาสทำงาน การดูแลความปลอดภัยแรงงาน เป็นต้น มองหาตัวช่วยสู่เป้าหมายที่สูงกว่า " การที่มองกิจกรรมอย่างเป็นระบบจะทำให้เราสามารถเลือกได้ว่า กิจกรรมรูปแบบใดที่จะมาเป็นหลักและกิจกรรมใดจะมาเป็นส่วนเสริม อย่างถ้าเราทำโครงการปลูกป่า ถ้าเรามองว่าแค่อยากปลูก เราก็จะทำแค่ไปปลูกป่าแล้วจบ แต่ถ้าเรามองแบบมีกลยุทธ์ เราก็อาจจะมีกิจกรรมอื่นเสริมเข้าไป เช่น การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และการนำอาสาสมัครพนักงานลงไปทำกิจกรรมด้วย" อนันตชัยกล่าว อย่างไร ก็ตามในการทำกิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย ยังอาจจะมี "ตัวช่วย" อย่าง "พันธมิตร" ทั้งที่เป็นองค์กรภาครัฐ องค์กรสาธารณกุศล องค์กรธุรกิจด้วยกัน เพื่อร่วมแบ่งปันขีดความสามารถหลักที่จะทำให้กิจกรรมเพื่อสังคมที่องค์กรทำ นั้นมีเป้าหมายที่สูงขึ้น มีประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผลมากขึ้นกับทั้งสังคม พันธมิตร และองค์กร ทั้งหมดนี้เพื่อ ไม่ให้กิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และไม่ได้ตอบโจทย์ "ความยั่งยืน" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ CSR !! ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01250851&day=2008-08-25§ionid=0221 |
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ชู CSR พลังสร้างภาพลักษณ์องค์กร
ยากจะปฏิเสธว่า วันนี้องค์กรมหาชนทุกแห่งต้องรู้จัก "CSR" หรือ corporate social responsibility เช่นกัน ทั้ง "ปูนซิเมนต์ไทย" และ "ปูนซีเมนต์นครหลวง" ต่างก็โฟกัส "สร้างฝาย" ถวายในหลวงเป็นกิจกรรม CSR อย่างคึกคัก โดย รายแรกตั้งใจสร้าง 1 หมื่นฝาย ภายในเวลา 3 ปี นับจากปี 2550-2552 ส่วนรายหลังเปิดตัวโครงการ "80 พรรษา 880 ฝาย อินทรีสร้างถวายในหลวง" โดยขอสร้างฝาย ต่อเนื่องปีละ 880 ฝาย ภาพประวัติศาสตร์ของทั้ง 2 องค์กรเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดย วันที่ 1 ธันวาคม 2550 "ปูนซิเมนต์ไทย" เริ่มโครงการ "1 วัน 1,000 ฝาย ถวายพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา" พื้นที่เป้าหมายคือจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง ส่วน "ปูนซีเมนต์นครหลวง" ซึ่งมีความตั้งใจสร้างฝายถวายเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับธรรมชาติไม่แตกต่าง กัน ได้เดินหน้าทำกิจกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งการร่วมลงแรงกับพนักงาน คนในชุมชน นักศึกษา องค์กรอิสระสร้างฝาย การบริจาคปูนซีเมนต์และบริจาคเงินผ่านมูลนิธิชัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2550 ปูนซีเมนต์นครหลวงได้ริเริ่ม "โครงการ 80 พรรษา 880 ฝาย อินทรีสร้างถวายในหลวง" เป็นปีแรก และวางเป้าสร้างฝาย 880 แห่ง แต่ทำได้จริงเกินกว่าเป้าเป็น 1,055 แห่ง ส่วนปี 2551 ยังคงตั้งเป้าสร้างฝายต่อเนื่องอีก 880 แห่ง ภายใต้แนวคิด "สร้างฝายลดโลกร้อน" ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน น่าน เพชรบูรณ์ และสระบุรี แต่ไม่ว่าจะเหมือนหรือแตกต่าง จำนวนจะมากหรือน้อย หากเป็นการแข่งขันกันทำความดี เชื่อว่าทุกคนอยากสนับสนุน เพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการคืนความชุ่มชื้นให้กับพื้นป่า ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม 2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe04210851&day=2008-08-21§ionid=0223 |
CSR Campus บทพิสูจน์ "ทวินแอ็กชั่น"
โดย นอกจากจะให้ความรู้ในเชิงทฤษฎีเพื่อการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ CSR แล้วยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีทั้งการมอง CSR ในเชิงกลยุทธ์ระดับองค์กร ขณะเดียวกันยังมีเวิร์กช็อปการระดมสมองคนในพื้นที่ ในการสร้างกิจกรรม CSR ขึ้นในแต่ละจังหวัด ซึ่งพัฒนามา จากการมองเห็นปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงยุทธศาสตร์ CSR ระดับภาค เพื่อนำเสนอกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการกำหนดยุทธศาสตร์ CSR ให้เป็นนโยบายระดับชาติ ในส่วนการผลักดันในเชิงนโยบายนั้น ภารกิจของโครงการจะจบหลังจากการส่งมอบ "ผล" ที่ได้ในปลายปี แต่ การทำงานของ "พันธมิตร" ทั้ง 4 องค์กรยังเดินหน้าต่อ โดยมองไว้ว่าจะต่อ ยอดในเชิงการผลักดันกิจกรรม CSR ระดับจังหวัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หรือเรียกว่า CSR in action รวมไปถึงการรวบรวมองค์ความรู้จากโมเดลขององค์กรในการดำเนินกิจกรรม CSR ในบริบทไทย ที่จะร่วมแบ่งปันให้กับสถาบันการศึกษา โดยคาดว่าจะดำเนินการในปี 2552 แต่ดูเหมือนว่าผลที่เกิดขึ้นจากการ เดินสายไปมาแล้ว 3 ภาค ได้แก่ ภาคอีสาน เหนือ ใต้ ก่อนจะปิดท้ายที่ภาคกลางและกรุงเทพฯในช่วงปลายปีนี้นั้น กลับสามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถึงวันนี้กำลังเกิดโครงการ "นำร่อง" ที่จะนำเอากิจกรรม CSR ในระดับจังหวัดทำให้เกิดผลจริง โดยพันธมิตรที่เป็นองค์กรธุรกิจจะช่วยเหลือในเรื่องทรัพยากร ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์จะช่วยในเรื่องข้อมูลทางวิชาการ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า จนถึงวันนี้มีจังหวัดที่สนใจจะนำกิจกรรม CSR ที่ได้จากการระดมสมองให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง โดยจังหวัดแรกเริ่มต้นที่ จ.นครราชสีมา ในการสร้างเวทีชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของคน ในชุมชน ซึ่งจะคิกออฟในต้นเดือนกันยายนที่จะถึง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในการทำ CSR รูปแบบใหม่ที่มีการสร้างความเชื่อมโยงของภาคธุรกิจในส่วนกลางและธุรกิจใน ส่วนท้องถิ่น โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นผู้ร่วมให้การสนับสนุน ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ในแบบฉบับของ "ทวินแอ็กชั่น" ที่เกิดจากการระดมจุดแข็งของพันธมิตรแนวร่วม สำหรับ การประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน CSR และการเสวนาเรื่อง "CSR อันดามัน" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมถาวรแกรนด์พลาซ่า จ.ภูเก็ตนั้นจากการระดมสมองของจังหวัดภาคใต้ของตัวแทน 10 จังหวัดพบว่า ประเด็นความ รับผิดชอบต่อสังคมที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้นอยู่ใน 3 หมวดหลัก คือ การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2551 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02180851&day=2008-08-18§ionid=0221 |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)